0 Views

        “ห้าล้านสอง! คุณนายหวัง ถ้ายังจะโต้ขึ้นมาอีก ฉันจะโมโหจริงๆ แล้วนะ!” เสี่ยซุยขบฟันแน่น ก่อนจะเพิ่มราคาขึ้นอีกกว่าสองแสน ด้วยความโมโหภรรยา

        คุณนายซุยถมน้ำลายลงบนพื้น และกรอกตาไปรอบๆ : “โมโหเหรอ? หย่ากันไหมล่ะ? หึ!” ท่าทางของเธอช่างดูหยาบคาย ไม่รู้ว่าเสี่ยซุยทนรับมันได้อย่างไร

        แม้จะบ่นปอดแปดแต่คุณนายซุยก็ไม่ได้เพิ่มราคาให้สูงขึ้นแล้ว เสี่ยซุยจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะบ่นภรรยาของตัวเองออกมา “ที่รักก็ไม่ใช่คนโง่ ทรมานต่อไปแบบนี้แหละ ถึงจะดี” การพูดจาแบบนี้เอง ก็ไม่ได้จริงจังอะไรเท่าไร

        นี่เป็นหินแร่ที่เปิดให้เห็นด้านในแล้วเล็กน้อย ทั้งลักษณะการขายที่มาแบบกึ่งซื้อกึ่งพนัน เสี่ยซุยมองมาตั้งแต่เริ่มเปิดราคาแล้ว มองจากภายนอกแล้ว แน่นอนว่าต้องเจอหยก เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถึงได้กล้าเอ่ยราคาสูงอย่างห้าล้านสองออกมา

        ขอเพียงแค่หยกที่อยู่ด้านในออกมาไม่แย่มาก ไม่มีรอยแตก สามารถเอามาตัดทำเป็นกำไลได้ เงินห้าล้านสองของเสี่ยซุยก็ไม่มีทางเข้าเนื้ออย่างแน่นอน

        ในขณะนั้นเองหลินลั่วหรานก็ตั้งใจรวบรวมสติมองตรงไป เปลือกนอกของก้อนแร่หยกนั้นแข็งมาก และไม่มีวิธีการใดๆ ที่จะสามารถตรวจสอบหยกภายในได้ และเพราะแบบนั้นจึงทำให้ก้อนแร่หยกมีคุณสมบัติพอในการใช้พนัน

        หลินลั่วหรานไม่ได้ตั้งใจจะตรวจสอบจากการมองจากเปลือกนอกของก้อนแร่ แต่เธอกลับจ้องมองไปที่ก้อนแร่ที่เสี่ยซุยซื้อเอาไว้อย่างพิจารณา เพื่อจะลองสัมผัสดูเสียหน่อยว่าด้านในนั้นจะมีร่องรอยของพลังอะไรอยู่บ้างหรือไม่

        ในตอนแรกเธอก็มองเห็นเพียงเปลือกนอกสีดำสนิท แต่หลังจากที่เธอรวบรวมสติเพ่งความสนใจไปที่ก้อนแร่ เธอก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่อยู่ด้านในนั้น…….เอ๋ หมอกสีขาวเหรอ?

        ใจกลางของก้อนแร่ที่เสี่ยซุยซื้อมานั้น ปรากฏกลุ่มหมอกสีขาวกระจายคละคลุ้งอยู่ทั่ว เปลือกนอกสีดำกักขังให้กลุ่มหมอกสีขาวอยู่ในนั้น หลินลั่วหรานใช้สมาธิอย่างมากก่อนจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เธอไม่รู้ว่าด้านในมีหยกแบบไหน แต่พวกกลุ่มหมอกสีขาวนั่น เธอมั่นใจว่ามันคือพลังบางอย่างอย่างแน่นอน!

        ไข่มุกบนข้อมือของเธอขยับสั่นไหวขึ้นมา ในระหว่างที่เธอ “มองเห็น” กลุ่มหมอกสีขาว ราวกับกำลังดีใจ ไม่รอให้เธอได้แสดงกิริยาตอบกลับใดๆ มันก็ปล่อยกลุ่มหมอกพุ่งตรงไปยังก้อนแร่ของเสี่ยซุยในทันที!

        หลินลั่วหรานตกใจขึ้นทันที เมื่อเห็นว่ากลุ่มหมอกเหล่านั้นพุ่งทะลุผ่านหน้าของเสี่ยซุยไป แต่เสี่ยซุยกลับมีท่าทีราวกับไม่ได้รับรู้อะไร…..โชคดีจริง ที่คนธรรมดาทั่วไปมองไม่เห็นกลุ่มสายหมอกเหล่านั้น หลินลั่วหรานจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ

        กลุ่มหมอกแสงที่ถูกส่งออกมาจากไข่มุก ทะลุผ่านเปลือกนอกของก้อนแร่เข้าไปหากลุ่มหมอกสีขาวอย่างง่ายดาย หมอกสีขาวดูท่าทางราวกับเด็กน้อยที่ได้พบกับคนรัก หลินลั่วหรานรู้ดีว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่เธอกลับรู้สึกราวกับเห็นภาพหลอน ราวกับว่ากำลังยินดี และกำลังบอกเล่า……

        กลุ่มหมอกแสงที่ถูกส่งออกมาจากไข่มุก ค่อยๆ เริ่มซึมซับหมอกสีขาวเข้ามา หลินลั่วหรานไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้การกระทำนี้หยุดลง เธอรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก ว่าหากปล่อยให้พลังถูกดูดซึมไปจนหมดแล้ว เมื่อเสี่ยซุยกลับไปจะกลายเป็นว่าก้อนแร่จะกลายเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา…….ต่อให้ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเพราะใคร แต่หลินลั่วหรานก็รู้ตัวเองอยู่ดี!

        หลินลั่วหรานได้แต่รู้สึกกังวลอยู่ในใจ โดยไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติของตัวเองในวันนี้ แม้ว่าจะจ้องพิจารณามาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว แต่เธอกลับไม่มีอาการตาแห้งเหมือนตอนที่เฝ้าสังเกตต้นห่อสิ่วโอวหรือต้นชบา

        ในที่สุดหมอกสีขาวก็โดนไข่มุกดูดซึมจนสิ้น หลินลั่วหรานร้องไห้ออกมาโดยไร้หยาดน้ำตา เพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อเสี่ยซุย แต่เธอก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เลย

        ราวกับว่าเจ้าไข่มุกจะรับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจของเจ้าของ ก่อนจะคายกลุ่มหมอกที่มีสีขาวเหมือนกัน แต่มีลักษณะต่างจากหมอกขาวในตอนแรกออกมาบางส่วน มันไม่กระจัดกระจายอีกต่อไป แต่กลับสงบนิ่งและอบอุ่น จนทำให้คนรู้สึกสบายใจ

        จากนั้นไข่มุกจึงเก็บลำแสงกลับไป แล้วสงบนิ่งอยู่บนข้อมือของเธออีกครั้ง โดยไร้ซึ่งความผิดปกติ

        จิตใจของหลินลั่วหรานจึงกลับไปสบายใจเหมือนเดิม

        เสี่ยซุยนั้นไม่ได้รู้เลยว่า เนื้อหยกในก้อนแร่ที่เขาได้ซื้อมานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น แต่ดูจากการตอบรับหมอกสีขาวที่ดูมีความสุขแล้ว ก็คงจะไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีหรอก

        หลินลั่วหรานไม่เพียงแต่ได้รู้ว่าหยกมีพลังวิเศษ แต่เธอยังได้รู้ว่าตัวเองสามารถมองเห็นพลังชนิดนี้ได้ เนื้อหยกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกหนาที่แม้แต่เครื่องมือในยุคสมัยนี้ก็ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้

        หรือว่านี่……จะเป็นโอกาสทองกันนะ?

        ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของหลินลั่วหรานก็คือเรื่องนี้! หลินลั่วหรานไม่ได้สนใจหากจะมีคนคิดว่าเธอคิดถึงแต่ผลประโยชน์อยู่แล้ว หากตัดเรื่องของพื้นที่ลึกลับไป เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเธอคือหญิงสาวยากจนอายุไม่น้อย ที่ถูกแฟนทิ้ง แถมยังตกงานอีกต่างหาก

        แม้แต่การดำรงอยู่ยังเป็นปัญหา เธอคงไม่อาจจะรับมือกับเรื่องเหล่านั้นได้แน่

        เมื่อเป่าเจียเห็นว่าเธอจ้องมองไปยังก้อนแร่ของเสี่ยซุยโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา จึงทักขึ้นพร้อมรอยยิ้ม : “เป็นอะไรไป อยากจะลองพนันหยกบ้างเหรอ?”

        หลินลั่วหรานนั้นมีแต่พลังเป็นทุน แต่กลับไม่มีเงินทุนสักนิด เธอพูดพร้อมยิ้มน้อยๆ : “เธอไม่รู้เหรอว่าบ้านฉันเป็นยังไง มีเงินอยู่ห้าพันซื้อหินพวกนี้ได้บ้างไหมล่ะ?”

        ได้ยินดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเป่าเจียก็ค่อยๆ หายไป พ่อค้าของเหมืองแร่ที่เพิ่งขายก้อนแร่ให้เสี่ยซุยไป กำลังอารมณ์ดีได้ที่ และยังเห็นว่าหลินลั่วหรานมีหน้าตาที่สละสลวย เมื่อเห็นว่าเธอพูดว่าตัวเธอมีเงินเพียงห้าพันเท่านั้น จึงชี้ไปยังก้อนหินขนาดราวๆ ลูกแตงโมที่ถูกกองเอาไว้ที่มุมกำแพง ก่อนจะพูดขึ้น : “ตรงนั้นไม่ต้องแข่งราคา ก้อนละสองพันห้า ไปเลือกเอาเองได้เลย สาวสวยจะไปลองเช็คดวงดูก็ได้นะ”

        คิ้วของเจียเป่าถูกเลิกขึ้นสูง : “พ่อค้าจาง ทำแบบนี้มันไม่รังแกคนอื่นเกินไปหน่อยเหรอ? สองพันห้า พวกของเหลือไร้ประโยชน์ จากหลายปีที่ผ่านมานี้ต่างก็โดนกองเอาไว้ตรงนั้นไม่ใช่หรือไง!”

        เป่าเจียรู้สถานการณ์ของหลินลั่วหรานดี เธอรู้ดีว่าที่หลินลั่วหรานพูดว่าเหลือเงินอยู่เพียงห้าพันกว่าเป็นเรื่องจริง จึงรู้สึกผิดที่ตัวเองลืมคิดเรื่องนี้ไป และพยายามคิดหาทางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

        เสี่ยซุยดูเหมือนว่าจะรู้จักกับเป่าเจีย เขาพูดขึ้นพร้อมกับถูมือทั้งสองของตัวเอง : ดีไซเนอร์ฉิน เงินสองพันห้าก็แค่ซื้อความสุขเล่นเท่านั้นเอง พูดมาแบบนี้ แล้วพ่อค้าจางจะทำยังไงล่ะ!”

        “เสี่ยซุย ถ้าคุณมีเงินมากนัก ก็ซื้อกลับไปเล่นที่บ้านให้หมดสิ……” คุณนายซุยไม่คุ้นชินกับคำพูดอวดรวยของเสี่ยซุยนัก เมื่อได้ยินดังนั้น จึงได้แต่ขำอยู่ข้างๆ

        เสี่ยซุยจึงยิ้มเย้ยหยันออกมา ก่อนจะเงียบไป จนมีคนตะโกนออกมา : “เสี่ยซุย แร่ก้อนนี่จะตัดเลยไหม?”

        “ตัดเลยเถอะ! มันต้องเปิดกลางสนามแบบนี้ถึงจะได้บรรยากาศ!”

        “ก็จริงนะ อา กี่ก้อนก่อนหน้านี้ต่างก็ไม่มีทั้งนั้น เหล่าจางน้า ก้อนแร่ที่ได้มาครั้งนี้ดูท่าจะแย่เกินไปแล้วนะ……”

        เสี่ยซุยพยายามส่งสายตา “ดุร้าย” ออกมาจากดวงตาที่เต็มไปด้วยเนื้อของเขา ก่อนจะพูดด่าผู้คนที่ยืนอยู่โดยรอบ : “หั่นหัวพวกแกสิ ดูละครฟรีมาครึ่งวันแล้ว ฉันยังไม่เก็บค่าตั๋วเลย! พ่อค้าจาง รบกวนเรียกคนงานออกมาช่วยหน่อยนะ หินรอบนี้ฉันจะเอากลับไปจัดการเอง!”

        เสียซุยสั่งให้คนลากก้อนหินไป ผู้คนต่างพากันขำ จนตอนนี้ทั่วทั้งบริเวณต่างดูวุ่นวายยุ่งเหยิงกันไปหมด

        เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ หลินลั่วหรานจึงลากเป่าเจียวิ่งมายังหน้ากองก้อนหินที่ถูกวางไว้ที่มุมกำแพง ก่อนจะย่อตัวลงพิจารณาก้อนหินเหล่านั้น

        “นี่ไม่ใช่ว่าเธอจะเอาจริงนะ? หินพวกนี้เป็นของที่คุณจางโยนทิ้งออกมาทั้งนั้นแหละ ถึงจะแค่สองพันห้า แต่ก็ไม่มีอะไรน่าพนันเลยนะ……”

        ปกติแล้วเป่าเจียไม่ใช่คนพูดมากอะไร แต่ที่พูดออกมาทั้งหมดนี้ก็เพียงเพราะอยากจะช่วยให้หลินลั่วหรานประหยัดเงิน แต่ดูเหมือนว่าหลินลั่วหรานจะตั้งใจ จนไม่ได้ยินคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย

        เหมือนว่าเธอจะบ้าขึ้นมาในชั่วขณะ แต่เอาเถอะ ขอแค่เสี่ยวหรานมีความสุข จะพนันก็พนันไป ถ้าไม่มีเงินจะกินข้าวแล้ว ยังไงตัวเองก็คงจะไม่ยอมนั่งมองหลินลั่วหรานหิวตายหรอก

        เป่าเจียได้แต่คิดแบบนั้น แต่หลินลั่วหรานกลับหมุนตัวกับมาหา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสายตาวับแวว

        “เป่าเจีย ฉันช่วยเธอเลือกมาด้วยสองก้อนนะ!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม