0 Views

                ความจริงแล้วซูอี้เหรินและหลีซีเอ๋อร์นั้น กำลังทะเลาะกันด้วยหัวข้อเดิมๆ เช่นเคย หลีซีเอ๋อร์นั้นอยากจะพาเสี่ยวจินออกไปบินเล่นตากลม โอเค มันใช่เธอพาเสี่ยวจินไปเสียที่ไหน เธออยากจะให้เสี่ยวจินพาเธอไปต่างหาก!

                ในความคิดของซูอี้เหรินนั้น เสี่ยวจินนั้นเป็นอินทรี การที่จะโบยบินขึ้นไปในท้องฟ้านั้นเป็นเรื่องธรรมดา หลีซีเอ๋อร์ก็เพียงแค่อยากจะขี่หลังมันไปตากลมเล่นบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ในมุมมองของเจ้าอาวาสวัดชิงเฉิงที่มีนิสัยแปลกประหลาดแล้ว ถ้านี่ไม่ใช่การข่ม แล้วจะเป็นอะไรได้อีก? เพื่อที่จะปกป้องรุ่นน้องคนนี้เอาไว้ เขาถึงจำเป็นที่จะต้องคอยห้ามเธอ

                ส่วนที่ไอลี่เดินวนอยู่แถวๆ ท่าเรือนั้น ด้วยความสามารถทางสายตาของทั้งสอง แน่นอนว่าพวกเขาเห็นเธอมาตั้งนานแล้ว แต่เพียงแค่ไม่ได้สนใจอะไร เมื่อในตอนนี้ไอลี่ส่งเสียงถามออกมาว่ามีคนอยู่ไหม ซูอี้เหรินก็รู้สึกขอบคุณเธออยู่ เพราะในที่สุด มันก็ทำให้รุ่นน้องของเขายอมเงียบลงได้สักพัก

                ในตอนที่ไม่มีหลินลั่วหรานอยู่ด้วย ไอลี่นั้นมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก แต่เมื่อหญิงสาวสวมชุดโบราณหันหน้ามา เธอก็อดที่จะชมขึ้นมาไม่ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้สวยจริงๆ!

                ความอิจฉาเกิดขึ้นมาในใจ ราวกับมดกัด ไอลี่ไม่ได้ตอบคำถามที่ซูอี้เหรินถามขึ้นในทันที จนเขาต้องเดินมาถามอีกครั้งตรงหน้า เธอถึงได้สติกลับมา :

                “อ๋อ คือแบบนี้ค่ะ พอดีฉันวิ่งไม่ได้ระวังข้อเท้าก็เลยพลิก พอจะให้ยืมโทรศัพท์ได้ไหมคะ?”
ยืมโทรศัพท์? ความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นในใจของซูอี้เหริน แม้ว่าจะไม่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า แต่ว่าตอนนี้พระอาทิตย์ก็ยังไม่ตกดิน มีใครจะเลือกมาวิ่งในเวลาแบบนี้บ้าง? แถมยังวิ่งมาแต่ใบหน้ากลับไม่ขึ้นสีแดง หรือมีอาการหอบหายใจอะไรอีกต่างหาก แม้แต่เครื่องสำอางบนหน้ายังไม่หลุดลอกออกไปเลยแม้แต่น้อย แล้วจะข้อเท้าพลิกได้อย่างไร……ผู้หญิงคนนี้ ต้องมีอะไรบางอย่างแน่!

                ในร่างของเธอไม่ได้มีพลังเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังกล้าวิ่งมาถึงที่นี่ ช่างไม่ได้รู้อะไรเอาเสียเลย ซูอี้เหรินสงบใจลงอย่างมีสติ ก่อนที่จะส่งโทรศัพท์ให้เธอไปจริงๆ เขาเพียงแต่จำรายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้เอาไว้ในใจเท่านั้น ถ้าหากว่าสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่ต้องไปรบกวนรุ่นพี่หลินจะดีกว่า

                เมื่อเห็นว่าท่าทางของชายวัยรุ่นนั้นดูดี ไอลี่ก็ได้รับความมั่นใจกลับคืนมา เธอนั้นเพียงแค่กล้าหาญมากหน่อย ไม่ได้ประสาทเสียแต่อย่างใด เธอรู้ดีว่าตอนนี้จะแสดงท่าทีอะไรมากไม่ได้ จึงโทรออกไปหาผู้ดูแลบ้าน ให้ส่งคนมารับเธอจริงๆ

                เมื่อแม่บ้านขับรถมารับเธอกลับไป หลีซีเอ๋อร์ที่ทนมาเต็มแก่ ก็เอ่ยพูดขึ้นมา : “รุ่นพี่ ผู้หญิงคนนี้ดีๆ อยู่แท้ๆ ทำไมถึงบอกว่าตัวเองเท้าพลิกกันนะ?”

                ซูอี้เหรินอธิบายตอบกลับไปทั้งรอยยิ้ม ก่อนที่หลีซีเอ๋อร์จะเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที___ “เธอตั้งใจจะเข้ามาใกล้เรา? รุ่นพี่ ไม่ใช่ว่าเธอจะชอบรุ่นพี่นะ……เธอแสดงละครตบตาคน รุ่นพี่ห้ามเลือกเธอเด็ดขาดนะ!”

                ซูอี้เหรินกวาดตามองเธอเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปหาเสี่ยวลั่วตงที่ด้านหลังบ้าน

                หลีซีเอ๋อร์มองไปยังร่างของซูอี้เหรินที่วิ่งฉิวออกไป เธอระบายยิ้มออกมาเสียจนตากลายเป็นเส้นขีด ก่อนจะหยิกเข้าที่หน้าของตัวเองแล้วบ่นขึ้น : “เธอแสดงละครได้ไม่ดีเท่าฉัน ยังจะกล้ามายุ่งกับรุ่นพี่หลินอีก ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันช่วยรุ่นพี่หลินจัดการเองเลยดีกว่า”

                ในหมู่บ้านคฤหาสน์ทั้ง 18 หลังนี้ บ้านของหลินลั่วหรานตั้งอยู่บริเวณด้านในสุด และเป็นบริเวณที่สูงที่สุดด้วยเช่นกัน เพียงหลีซีเอ๋อร์วิ่งขึ้นไปด้านบน เธอก็สามารถเห็นรถของไอลี่ได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้เช่นกันว่าเธอกำลังคิดอะไรแผลงๆ อยู่ เธอพยายามระงับมันเอาไว้ ก่อนที่จะทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้ววิ่งออกไปหยอกล้อกันกับเสี่ยวจิน

                เมื่อไอลี่กลับมาถึงคฤหาสน์หมายถึง 7 ในตอนที่เธอกำลังดูหมายเลขโทรศัพท์ของซูอี้เหรินอยู่นั้น เธอก็คิดว่าทั้งหมดเป็นไปตามแผนการของเธอแล้ว  ไหนว่าเป็นพวกคนที่ฝึกศาสตร์เสียจนสายตาและสมองเฉียบคมกว่าคนทั่วไปกันล่ะ?

                เพราะว่ามีเงินตราเป็นตัวเปิดทาง ดังนั้นหลังจากจ่ายเงินค่าสนับสนุนโรงเรียนไปแล้ว เด็กชายหลินลั่วตงที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตระกูลหลิน ก็เข้ามาอยู่ในรายชื่อของโรงเรียนรัฐบาลในตัวเมืองได้อย่างราบรื่น

                ในตอนที่หลินลั่วหรานเพิ่งจะคุยกับผู้อำนวยการเสร็จเรียบร้อย เขาบอกว่าสามารถพาเสี่ยวลั่วตงเข้ามาทดสอบได้ตามสะดวก จากนั้นก็สามารถให้เขาเข้าเรียนตามอายุและความสามารถทางการเรียนรู้ได้แล้ว

                ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอำนาจของเงิน หรือว่าผลจากหน้าตาของหลินลั่วหราน จึงทำให้ท่านผู้อำนวยการคนนี้ เดินมาส่งเธอที่หน้าประตูด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรับประกันว่าจะดูแลน้องชายของเธอเป็นอย่างดี

                ในตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ปีการศึกษาใหม่นั้นจะเริ่มในเดือนกันยายน ดังนั้นจึงมีเวลาเหลือให้หลินลั่วหรานอีกสามเดือนครึ่ง ในการรักษาอาการเก็บตัวของหลินลั่วตง ความจริงเธอนั้นมีวิธีที่จะรักษาลั่วตงอยู่แล้ว เพียงแค่รอให้ภายในบ้านสงบลงเสียก่อน จากนั้นก็จะได้เริ่มลงมือเรื่องหลินลั่วตงสักที

                เรื่องที่หลินลั่วหรานไม่ค่อยวางใจเสียเท่าไร ก็มีเพียงแค่เรื่องของตระกูลโจว ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว แต่พวกเขากลับยังไม่ทำอะไรสักอย่าง เป็นเพราะกลัวอิทธิพลของเจ้าอาวาสวัดชิงเฉิง หรือว่าพวกเขาตั้งใจจะไม่ตามสืบสวนอะไรแล้ว?___ความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไม่สนใจตามอะไรนั้น เป็นไปได้น้อยมาก ไม่มีใครจะเข้าใจดีไปกว่าหลินลั่วหรานอีกแล้ว ว่าอาการบาดเจ็บของโจวเหย้าเวยนั้นหนักหนาสาหัสเท่าไร

                แส้ที่โบกสะบัดออกไปของหลินลั่วหรานนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้กระดูกของโจวเหย้าเวยหักออก แต่พลังที่อยู่ด้านใน ยังสั่นสะเทือนไปถึงเส้นเลือดด้านในของเขา คนที่ยังฝึกไปไม่ถึงระดับพื้นฐานนั้น แหล่งพลังยังไม่สมบูรณ์ดี นอกเสียจากร่างกายที่ได้รับการชำระไขกระดูกแล้วอย่างหลินลั่วหราน หากอยากจะฟื้นฟูเส้นเลือดกลับคืนมา ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องยากมากทีเดียว……นอกเสียจากว่าโจวเหย้าเวยจะสามารถหาผู้อาวุโสระดับรวมพลังมาทำการชำระไขกระดูกให้เขาได้ และทำให้เส้นโลหิตนั้นกลับมาต่อกัน ไม่อย่างนั้นชีวิตนี้ อย่าว่าแต่การฝึกศาสตร์เลย แต่เพียงแต่คิดจะลุกยืนขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังเป็นไปได้ยาก

                เมื่อเรื่องของตระกูลโจวผ่านพ้นไปแล้ว ค่อยให้พ่อกับแม่กลับมาที่บ้านในเมืองบ้าง เขาชิงเฉิงเป็นสถานที่ที่ดีต่อการฝึกศาสตร์ แต่ในหมู่บ้านในเขานั้น กลับเงียบสงบเกินไป สำหรับสิ่งที่ต้องการสังคมอย่างมนุษย์เราแล้ว แม้แต่คนที่จะคุยด้วยได้ยังหาได้ยาก ทำให้มันเหมาะแก่การพักในระยะสั้นๆ แต่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยในระยะยาว

                ส่วนเสี่ยวจิน ถ้าจะพาเข้ามาในเมือง ก็คงจะสะดุดตามากไป ดังนั้นจึงน่าจะทำได้เพียงหลบซ่อนเอาไว้ในคฤหาสน์ชิงเฉิงแห่งนี้ จะดูกลมกลืนไปกับพวกอินทรีทั่วไป การเลือกว่าจะอยู่ในเมืองหรือว่าบนเขา ในตอนนี้ต่างก็ไม่สามารถที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ มันจึงทำให้เธอรู้สึกลำบากมากทีเดียว

                หลังจากจัดการเรื่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เพิ่งจะเป็นเวลาห้าโมงกว่า ไม่รู้ว่าเป่าเจียจะกลับไปด้วยไหม หลินลาวหรานจึงขับรถตรงไปยังคฤหาสน์หลังถนนที่คนพลุกพล่าน

                พวกครอบครัวของหลินลั่วหรานนั้นไปอาศัยอยู่บนเขากันหลายเดือน ทำให้ในห้องนั้นต่างเต็มไปด้วยฝุ่น แม้แต่ปลาคาร์ปในอ่างปลาต่างก็ต้องเอาชีวิตรอดด้วยการกินตะไคร่ ผอมซูบเสียจนน่าสงสาร เมื่อหลินลั่วหรานโยนเศษผักลงไป ปลาพวกนั้นก็ราวกับนักโทษที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย แย่งกันกินอาหารจนน้ำกระเด็นไปทั่ว

                หลินลั่วหรานจัดการตัดพุ่มไม้ ก่อนที่จะปล่อยพลัง “ทำความสะอาด” ออกมา เพื่อจัดการทำความสะอาดทั้งในและนอกห้อง ก้อนฝุ่นถูกเวทย์ทำความสะอาดหอบรวมกันขึ้นมาเป็นลูกขนาดเท่าแตงโม หลังจากหลินลั่วหรานเอาถุงพลาสติกเข้ามาใส่เอาไว้ก็ถือว่าการทำความสะอาดเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี  คฤหาสน์หลังนี้ไม่ได้มีคนให้มาเหมือนกับคฤหาสน์ในเขาชิงเฉิง หากจะให้พูดแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ต่างหากที่หลินลั่วหรานหามันมาได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งเป็นบ้านเก่าของอาจารย์เจี่ยอีก แม้ว่าหลินลั่วหรานจะไม่ได้พักอยู่ด้านในนี้เท่าไร แต่ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน

                เธอเดินขึ้นบันไดไปยังด้านบนตึกที่เธอพัก ที่นี่เป็นสถานที่แรกที่เธอเริ่มฝึกศาสตร์ ในตอนนั้นเธอไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกศาสตร์เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นอย่าได้พูดถึงเรื่องเวทย์เลย แม้แต่พลังในร่างของเธอ ก็ยังไม่อาจจะควบคุมมันได้

                ในห้องของหลินลั่วหรานนั้นมีคอมพิวเตอร์อยู่ เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าได้สั่งกล่องหยกไปเรียบร้อยหมดแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่ามีใครสนใจห่อสิ่วโอวของเธอไหม? เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายังคงสว่างอยู่ เธอจึงเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้น ก่อนที่จะเข้าไปยัง “กลุ่มผู้พิทักษ์ศาสตร์” อีกครั้ง

                เมื่อเข้าไปยังบอร์ดแลกเปลี่ยน กระทู้ทั้งสองของเธอต่างก็ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงและปักเอาไว้ด้านบนอย่างเกินความคาดหมายของเธอ การตอบกลับเองก็มีมากมาย แต่ว่าเธอนั้นไม่ได้เข้าไปดูการตอบกลับในทันที แต่เม้าท์ของเธอกลับเคลื่อนไปที่กระทู้ที่ถูกปักเอาไว้ด้านบนอีกกระทู้หนึ่งแทน

                มันเป็นกระทู้ใหม่ที่เพิ่งถูกโพสต์เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ดูเหมือนว่าช่วงเวลาในการไร้สาระนั้นจะหมดไปแล้ว จึงมีเพียงสองการตอบกลับเท่านั้น แต่ว่าหลินลั่วหรานกลับอดที่จะกดเข้าไปไม่ได้ เพราะว่าหัวข้อของมันนั้น ดึงดูหลินลั่วหรานในตอนนี้มาก___ “ความสามารถย่ำแย่เกินกว่าจะฝึกไหว ขายเทกระจาด ขายหม้อปรุงยาระดับสอง!”

                หม้อปรุงยา! หรือว่านี่จะเหมือนกับตอนที่ง่วงขึ้นมา ก็มีคนเสนอเอาหมอนมารองให้? หลินลั่วหรานคิดไตร่ตรองในใจ แม้ว่าคุณภาพของของระดับสองนั้นจะไม่ได้ดีอะไรมาก แต่ว่าเมื่อเทียบกันกับยาที่เธออยากจะทำในตอนนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

                รูปภาพในกระทู้ถูกโหลดออกมาเป็นที่เรียบร้อย มันมีขนาดสูงกว่า 2 ฟุต หม้อปรุงยาสีทองที่ถูกแกะสลักสวยงามปรากฏขึ้นในสายตาของหลินลั่วหราน แม้ว่าคนที่ครอบครองหม้อปรุงยานั้นจะบอกว่าต้องการขาย แต่กลับบอกว่า มันคือของสำคัญของอาจารย์ของเขา และเพราะว่าในสำนักนั้นเหลือเขาอยู่เพียงแค่คนเดียว ดังนั้นจึงสามารถเอามันออกมาขายได้ และก็ไม่ได้ระบุราคาเอาไว้ เพียงบอกว่าใครสนใจก็ให้ทิ้งข้อความเอาไว้เท่านั้น เรื่องราคาเอาไว้คุยกันทีหลัง

                เมื่อมองไปยังการตอบกลับทั้งสอง หลินลั่วหรานก็เกือบจะหลุดขำออกมา ข้อความแรกคือ “ของสำคัญของอาจารย์ก็ยังจะขาย นี่มันคนอกตัญญูชัดๆ การประเมินค่าเสร็จสมบูรณ์!” ส่วนอีกข้อความนั้น “ผู้ดูแลบอร์ด รีบมาจัดการแบล็กลิสต์เจ้าคนหลอกลวงนี่ด้วย สำนักยาไม่มีมาตั้งนานแล้ว แล้วจะไปมีของสืบทอดอะไรได้ยังไง!”

                หลังจากขำเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความคิดเห็นที่สองนั้นก็เรียกความสนใจของหลินลั่วหรานขึ้นมา สำนักยา? คือสำนักที่ทำยาโดยเฉพาะเหรอ?

                แม้ว่าในทุกวันนี้พลังจะกระจุยกระจายไปทั่ว บางครั้งสมุนไพรวิเศษในป่าเขา ก็ยังไม่บริสุทธิ์ หากพวกเขาทำยาเพื่อใช้ชีวิตแบบนี้ ก็ไม่น่าจะมีเหลือแล้วนี่นา……ในใจของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความสงสัย เธอจึงส่งข้อความส่วนตัวไปยังคนที่มีชื่อว่า “ลูกศิษย์ศาสตร์ยาที่ไม่รักดี”

                โอเค แม้ว่าจะรู้ว่ามีคนไปตรวจสอบตัวจริงของเบื้องหลังทุกๆ ไอดี อีกทั้งกระทู้นี้ยังถูกผู้ดูแลบอร์ดปักเอาไว้ด้านบน หลินลั่วหรานก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงอยู่ดี เวลาที่คนคนนี้ลงทะเบียนนั้น ก็เพียงแค่สิบนาทีก่อนจะลงกระทู้นี้เอง

                ไม่นานนัก “ลูกศิษย์ศาสตร์ยาที่ไม่รักดี” ก็ตอบกลับมา : หม้อปรุงยาต้องแลกด้วยของวิเศษเท่านั้น ไม่ขาย!

                นี่เป็นสิ่งที่หลินลั่วหรานได้คาดเอาไว้แล้ว แต่ว่าในตอนที่หลินลั่วหรานตอบกลับไปว่า เขาต้องการจะแลกกับอะไรนั้น “ลูกศิษย์ศาสตร์ยาที่ไม่รักดี” ก็เงียบไปสักพัก จนเมื่อหลินลั่วหรานเริ่มเร่งเข้า เขาถึงได้ถามกลับมาว่า : “คุณหาดอกมี่เหมิงเพราะต้องการจะทำยาอะไร?”

                หลินลั่วหรานกรอกตาขึ้นด้านบน ฉันจะไปบอกว่า ฉันจะทำยาระดับพื้นฐานไหมล่ะ ฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อย!

                หลินลั่วหรานไม่ได้ตอบกลับคำถามของเขา แต่กลับถามออกไปตรงๆ ว่าใช้ห่อสิ่วโอวร้อยปีแลกได้ไหม หากว่าไม่ได้ ต้องการสมุนไพรวิเศษระดับไหน

                ทางฝั่งด้านนั้นไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย แถมยังส่งสติ๊กเกอร์แสดงอารมณ์เย้ยหยันกลับมา :

                “แม้แต่หม้อปรุงยาของสำนัก ผมยังขายแล้วเลย แล้วจะเอาสมุนไพรวิเศษของคุณมาทำอะไรล่ะ?”

                แม้ว่าหลินลั่วหรานจะเป็นคนนิสัยดีมาตลอด แต่ว่าก็ยังคงถูกคนคนนี้ทำเอาไม่รู้จะพูดยังไง หรือว่าจะเป็นคนสนิทที่ตั้งใจจะมาแกล้งให้เธอเสียเวลาเล่น? หลินลั่วหรานไม่ได้สนใจอยากจะเล่นดึงดันอะไรกับเขา ในตอนที่เธอกำลังจะแบล็กลิสต์เขานั้น ข้อความหนึ่งก็ถูกส่งเข้ามา ถือได้ว่าเป็นการลากให้กลับไปยังหัวข้อหลักของการสนทนาอีกทั้ง :

                “ไม่แกล้งคุณแล้วก็ได้ หม้อปรุงยานี้ให้คุณก็ได้ ผมต้องการแค่ยาที่คุณปรุงครั้งแรกทั้งหมด”

                ยาที่ปรุงครั้งแรก? คิ้วของหลินลั่วหรานขมวดเข้าหากัน แต่ทางฝั่งนั้นกลับบอกให้เธอรีบส่งที่อยู่มา หลินลั่วหรานจึงให้ที่อยู่ของคฤหาสน์ที่ชิงเฉิงไป ในตอนที่กำลังจะถามอย่างอื่น รูปภาพโปรไฟล์ของเขาก็ดับมืดไป เมื่อไปตรวจสอบดู ก็พบว่าเขาไม่ได้ออนไลน์อยู่แล้ว

                มือที่จับเม้าท์ของหลินลั่วหรานแข็งทื่อ คนคนนี้แปลกเกินไปแล้ว แม้แต่ว่าจะส่งของตอนไหนก็ยังไม่บอก___เขาต้องการยาที่เธอทำขึ้นมาครั้งแรกจริงๆ เหรอ?

                แม้แต่ตัวหลินลั่วหรานในตอนนี้ เธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ยาที่เธอจะทำออกมาในครั้งแรกนี้ คือยาอะไร!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม