0 Views

                ผีสาวถูกสายตาของหลินลั่วหรานทำเอาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เธอไม่เพียงแต่สวมชุดแดงไปทั้งตัว แต่ท่าทางของตัวเธอเองก็เปลี่ยนไปมาก เปลวไฟเล็กๆ ขยับสั่นไหวอยู่ภายในมือของเธอ ระหว่างคิ้วของหลินลั่วหรานเอง ก็ปรากฏรอยสัญลักษณ์รูปฟินิกส์ขึ้นจางๆ

                “เจ้านี่ไม่รู้จักอายเอาเสียเลย เมื่อก่อนก็ถือว่าเป็นนักรบหญิง แต่ยังจะมาแสร้งใช้ชื่อของท่านเทพป๋าย ใช้โอกาสที่จิตใจของเธอกำลังโอนอ่อน เข้ามาแย่งชิงร่างของข้า”

                ผีสาวส่งเสียงออกมาจากลำคอ “ข้าไม่ได้แสร้งแกล้งใช้ชื่อของใคร ตัวข้าเองก็สกุลป๋าย และก็มีชื่อเรียกเป็นเทพ แล้วมันมีตรงไหนที่ผิดไปกันล่ะ?”

                สกุลป๋ายเช่นกัน เจ้าสาวที่ประดับ “จาวแซว่” ในรูปคนนั้น อีกทั้งยังหน้าตาเหมือนกับท่านเทพป๋ายไม่มีผิดเพี้ยน ละครประโลมโลกที่หลินลั่วหรานดูมาตั้งแต่เด็ก ดูเหมือนว่าจะไม่ไร้ค่าเสียแล้ว เพราะมันทำให้เธอรู้ว่า บนโลกนี้ มีสิ่งที่เรียกว่า “แฝด”

                หรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นฝาแฝดพี่หรือน้องของท่านเทพป๋าย?

                หลินลั่วหรานเยือกเย็นขึ้น เธอไม่รู้ว่าใครคือเจ้าสาวบนรูปภาพนั่น แต่ว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับเธอ? ด้วยนิสัยของหลินลั่วหราน เธอนั้นแยกแยะเรื่องบุญคุณและความเกลียดชังเอาไว้อย่างชัดเจนมาตลอด แม้ว่าวันนี้ท่านเทพป๋ายจะอยู่ที่นี่ และต้องการร่างของเธอโดยไม่สนใจในความสัมพันธ์ หลินลั่วหรานก็สามารถที่จะทำให้เธอหายไป โดยไม่รู้สึกอะไรได้เช่นกัน แล้วเธอจะคิดมากอะไรกับคนที่เป็นเพียงแฝดล่ะ

                “การกระทำเลวทราม ยังจะกล้าเรียกว่าตัวเองเป็นเทพ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าสลายหายไป ไม่มีโอกาสได้ใช้เวทย์ย้ายจิตอีกไปตลอดกาล!”

                เปลวไฟแห่งจิตความคิดลุกโชนอยู่บนมือของเธอ ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นธนู หลินลั่วหรานอาบไฟเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เธอจึงมีความเข้าใจในไฟเป็นอย่างดี เธอจึงลองใช้ไฟแห่งจิตความคิด ในการใช้เวทย์หนึ่งในเวทย์ทั้งห้า อย่าง “เวทย์ธนูไฟ”!

                เปลวไฟแห่งจิตความคิดรวมตัวกันบนฝ่ามือของเธอ มันถูกเธอดูดกลืนเอาไว้หมดแล้ว จึงไม่รับฟังคำสั่งของผีสาวอีกต่อไป แต่เป็นสกุล “หลิน” ดังนั้นในตอนที่มันขยับออกตัว ทั่วทั้งแหล่งรับรู้จึงตอบรับไปกับมัน

                ในสถานที่เล็กๆ ไร้ซึ่งต้นไม้ใบหญ้า กลายเป็นทะเลไฟไปทั่ว เปลวไฟในมือของหลินลั่วหรานกลายเป็นธนู โดยใช้เวทย์ในการปล่อยออกไป และส่งผลให้ทั่วทุกบริเวณกลายเป็นทะเลไฟ……ดูราวกับว่าพวกมันมีอยู่ตั้งแต่แรก เพียงแต่กำลังหลับใหล และเพิ่งจะตื่นขึ้นมาในตอนนี้

                ผีสาวเหยียดรอยยิ้มออกมา จิตความคิดกลายเป็นหยาดฝน ภายในฝนห่าใหญ่ ทะเลไฟก็ค่อยๆ หมอดดับลงด้วยความเร็วที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า

                หลินลั่วหรานยิ้มขึ้นมาบางๆ และไม่ได้ร้อนใจอะไร เมื่อเธอขยับมือ ทะเลไฟก็ขยายออกอีกครั้ง ก่อนจะทำให้หยาดน้ำฝนระเหยออกไปจนหมด เมื่อน้ำเจอกับไฟ ก็กลายเป็นไอ ทำให้ทั่วทั้งแหล่งรับรู้ราวกับกำลังแช่อยู่ในไอน้ำ เหนียวไปด้วยเหงื่อ จนยากที่จะทนไหว

                การต่อสู้ของผีสาวและหลินลั่วหราน ต่างก็ใช้จิตความคิดในการต่อสู้ แม้ว่าจะไม่ใช่เวทย์แท้จริง แต่ความรู้สึกที่ประทับลงในจิตวิญญาณนั้น กลับชัดเจนกว่าเวทย์ที่ร่างกายได้รับเสียอีก ในตอนนั้นผีสาวจึงทรมานขึ้นมา

                ในชีวิตการฝึกศาสตร์ของเธอ ในตอนนี้มีเพียงจิตวิญญาณที่ยังคงเหลืออยู่ ไม่อย่างนั้น เพียงแค่เธอตวัดปลายนิ้วก้อยออกไป ก็สามารถทำให้เด็กน้อยที่ยังไม่ถึงระดับพื้นฐานคนนี้ตายได้ง่ายๆ ยิ่งถูกจำกัดอยู่ในแหล่งความคิด เธอก็ยิ่งอยากจะมีเรือนร่างเป็นของตัวเองมากขึ้น

                หลินลั่วหรานไม่มีเวลาจะมาใส่ใจกับความคิดของเธอ ในตอนนี้ตัวของเธอผสมรวมกันเข้ากับแหล่งรับรู้ ในพื้นที่แห่งนี้ พลังการควบคุมของหลินลั่วหรานได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุดแล้ว

                มือซ้ายของเธอจับธนูมั่น มือขวาดึงเส้นธนูออก แขนของเธอชักออกไปด้านหลัง ลูกธนูก็พร้อมที่จะพุ่งตรงออกไป

                เธอสงบใจของตัวเองลง แม้แต่เป้าเธอก็ไม่ต้องการจะใช้ หลินลั่วหรานมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ลูกธนูวิเศษที่สร้างขึ้นมาจากไฟแห่งจิตความคิดนี้ จะต้องยิงถูกผีสาวอย่างแน่นอน

                ผีสาวกรีดร้องออกมา ก่อนที่ตัวของเธอจะหายไป เสียงของเธอนั้นดังมาจากทั่วทุกสารทิศ :

                “ตัวข้ารู้ความลับที่พวกนักปราชญ์มือดีระดับแยกจิตหายไป เจ้าไม่อยากจะรู้อย่างนั้นหรือ?”

                กำลังยั่วยวนเธอ?

                หลินหลั่วหรานยิ้มออกมาจนตาหยี แน่นอนว่าเธอต้องอยากรู้เรื่องความลับนี้ แต่ว่าเมื่อเทียบกันกับชีวิตของเธอแล้ว ความลับยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ไม่อาจจะเทียบกับการที่เธอจะต้องหายไปได้หรอก……

                “หวืด___” ลูกธนูถูกปล่อยออกไป มันยิงออกไปยังจุดหนึ่งในแหล่งรับรู้ ที่นั่นคือทะเลไฟผืนหนึ่ง เมื่อลูกธนูไฟพุ่งเข้าไป ชุดขาวก็ปลิวตกลงมา และนั่นก็คือผีสาวสวมชุดขาวที่หลบหายไป

                เธอตกใจกลัวจนหยุดพูด ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างที่เธออยากจะบอกกับหลินลั่วหราน แต่กลับไม่ทันได้พูดออกมา ก็ถูกธนูยิงเข้าใส่เสียก่อน เธอกลายเป็นหมอกควันขาวต่อหน้าหลินลั่วหราน และล่องลอยอยู่กลางทะเลไฟ จนหายไปในที่สุด

                หลินลั่วหรานลดธนูลง เธอรู้สึกว่าจิตความคิดของตัวเองนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความเยือกเย็นในแววตาของหลินลั่วหรานหายไป เธอมองไปยังจิตความคิดของตัวเอง แม้ว่าจะเหนื่อยล้า แต่ก็มั่นคงไม่น้อย?

                หรือว่าการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายครั้งนี้ จะทำให้จิตความคิดของเธอขยายออก?

                เมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของร่างกายอีกครั้ง ก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นมา แม้ว่าจะมีข้อดี แต่การเสี่ยงชีวิตกับจิตความคิดแบบนี้ เธอก็ไม่อยากให้มีครั้งที่สองอีกแล้ว

                เธอขยับแขนขา ก่อนจะลืมตาขึ้น และพบว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ลึกลับ เธอก็ดีใจขึ้นมา โชคดีที่ผีสาวคนนั้นหายไปแล้ว ไม่อย่างนั้นความลับของพื้นที่ลึกลับของเธอก็คงจะปิดเอาไว้ไม่อยู่

                แต่ว่าภายในพื้นที่ลึกลับเงียบเชียบเกินจะอธิบาย แล้วเสียงฟินิกส์ที่เรียกให้สติของเธอกลับมานั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร?

                หลินลั่วหรานมองไปยังจาวแซว่ที่ถูกวางเอาไว้บนเสื่อ ก่อนจะสงสัยขึ้นมา หรือว่าจะเป็นพวกมัน?

                เธอมองไปยังสมุนไพรที่ระเนระนาด ทั่วทั้งพื้นที่ราวกับถูกใครเหยียบย่ำจนเละเทะ พวกสมุนไพรเองก็พังพินาศไปหมด หลินลั่วหรานอยากจะไปจัดการมันเสียตอนนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเข้ามาที่นี่นานแค่ไหนแล้ว  และเธอก็ไม่ได้มาคนเดียว จึงไม่อาจจะอยู่ที่นี่ได้นานนัก!

                หลังจากทำศึกใหญ่ไป เธอก็สูญเสียความหนักแน่นมั่นคงที่เคยมีอย่างปกติ เธอจึงออกมาจากพื้นที่ลึกลับทั้งอย่างนั้น……เอ๋ อะไรกันที่กำลังเต้นตึกตักอยู่นี่?

                เหวินกวนจิ่งขึ้นมาจากสระน้ำ เขามองไปยังโลงคริสตัลใส ที่เหลือเพียงไข่มุกเม็ดเล็ก ผีสาวที่ทำการย้ายจิต พาร่างของหลินลั่วหรานหายไปแล้ว!

                เขาคิดอยู่นาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคือเวทย์มนต์อะไร จึงได้แต่พาเรือนร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ ก้มลงไปเก็บเม็ดไข่มุกขึ้นมา

                หากว่าจะหาหลินลั่วหรานไม่พบแล้วจริงๆ ในความคิดของเขา ไข่มุกที่เธอใส่ติดตัวตลอดเวลาเม็ดนี้ ก็นับว่าเป็นของที่ทำให้ระลึกถึงเธอได้ อย่างไรก็ควรจะเก็บเอาไว้ให้ดี แล้วนำกลับไปให้ครอบครัวของเธอ

                ดูเหมือนว่าไข่มุกจะยังคงมีกลิ่นหอมของตัวเจ้าของติดอยู่ แต่ว่าตัวสาวสวยคนนั้นกลับหายไปออย่างไร้ร่องรอย แม้ว่าเหวินกวนจิ่งจะมากด้วยประสบการณ์แค่ไหน แต่บรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้เขาเศร้าสลดขึ้นมา

                เหวินกวนจิ่งยืนนิ่งอยู่แบบนั้นสักพัก ความเงียบเหงาปรากฏขึ้นมา และในตอนที่เขากำลังจะจัดการเก็บไข่มุกนั้นลงไปให้เรียบร้อย อยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามือของเขาหนักขึ้นมาเสียเฉยๆ ก่อนที่ร่างของใครคนหนึ่งจะปรากฏขึ้นในอ้อมแขนของเขาภายในพริบตา

                ความหนักอึ้งที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทำเอาเขาเกือบล้มลงไป ร่างของเขาถลาไปด้านหน้า ทำให้เข้าใกล้อีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น

                กลิ่นหอมอ่อนๆ ถูกส่งออกมา กลิ่นหอมนี้คุ้นจมูกเป็นอย่างมาก เมื่อเขาหันไปมองก็พบ  ใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือ คิ้วเข็มพอประมาณ ราวกับภาพวาดจากศิลปินชั้นสูง ผิวพรรณขาวเนียน ดวงตาที่จ้องมองมาที่เขา เปล่งประกายราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน

                เธอนั่นเอง……ข้างสระน้ำที่มีดอกบัวกำลังขยับสั่นไหว ในตอนนี้เหวินกวนจิ่งสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ

                หลินลั่วหรานรู้สึกอายและอึดอัดมาก ใครจะรู้ว่าเธอจะมาโผล่อยู่ในอ้อมอกของเหวินกวนจิ่ง!

                 เมื่อเห็นว่าเหวินกวนจิ่งสติหลุดไป เสียงดัง “ตึกตัก” ถูกส่งออกมาจากหัวใจ ทำเอาใบหน้าของหลินลั่วหรานแดงก่ำ ก่อนที่เธอจะรวบรวมความกล้าพูดออกไป :

                “รุ่นพี่ ช่วยปล่อยฉันทีค่ะ……”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม