0 Views

        ศาสตร์การควบคุมดาบนั้น อย่างแรกจะต้องรวมจิตใจเข้ากับตัวดาบเสียก่อน

        ถ้าหากพูดให้ดูเกินจริงขึ้นมาเสียหน่อย ก็คืออาวุธเหล่านั้นมีความรู้สึก ให้สร้างความสัมพันธ์กับมันให้มากๆ ก็จะสามารถทำพันธะสัญญาขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการบิน หรือว่าการต่อสู้ ต่างก็เป็นความสัมพันธ์ในเชิงของผู้ร่วมทีม ยิ่งเวลาผ่านไป ก็จะยิ่งรู้ใจไร้ปัญหา

        หากอยากจะควบคุมดาบ อย่างแรกก็คือต้องนำเอาจิตรับรู้เข้าไปยังตัวดาบ แล้วพยายามสื่อสารกับมันบ่อยๆ ใช้พลังในร่างฟูมฟักดูแลมัน ในระหว่างนั้นก็ค่อยๆ ขยายกว้างจิตรับรู้ของตัวเองออก แล้วรวมเข้ากับจิตใจของตัวเอง สรุปๆ ง่ายก็คือในตอนที่ต้องการดาบ ก็ต้องสามารถสั่งมันได้เลย

        และจากที่ในทฤษฎีบอกไว้ อาวุธเวทย์ทั้งหมดที่นักฝึกศาสตร์ใช้ เมื่อดูจากคุณภาพ พลัง คุณลักษณะต่างๆ ก็สามารถแบ่งได้เป็นเก้าระดับ แน่นอนว่ามันจะต้องรวมเข้ากับพลังในการต่อสู้ แต่ก็มีหนึ่งทางที่แบ่งเอาไว้อย่างชัดเจน นั้นก็คือตั้งแต่ระดับห้าลงมา ต่างก็เป็นอาวุธเวทย์ที่มีลักษณะที่กำหนดเอาไว้แล้ว ส่วนตั้งแต่ระดับห้าขึ้นไป ก็จะเป็นด้วยเหตุผลของขั้นตอนในการทำและวัสดุที่ใช้ อาวุธเวทย์จะเต็มไปด้วยคุณสมบัติที่ยืดหยุ่น และมีช่องว่างให้สามารถเติบโตไปกับเจ้าของได้

        ด้านในของดาบจาวแซว่สลักเอาไว้ด้วยยุทธศาสตร์สวยงามแปลกตามากมาย ท่านเทพป๋ายยังบอกอีกว่า มันทำขึ้นมาจากเหล็กเย็นที่อยู่ใต้ธารน้ำแข็งหมื่นปี ขั้นตอนในการทำและวัสดุที่ใช้ต่างไร้ปัญหา ดังนั้นจึงเป็นอาวุธเวทย์ในระดับห้าพอดี

        หลินลั่วหรานยิ่งรู้สึกแปลกใจขึ้น คนที่เคยเป็นถึงนักปราชญ์ระดับแยกจิตอย่างท่านเทพป๋าย แน่นอนว่าคงไม่ได้สนใจอะไรดาบบินระดับห้าแบบนี้แน่นอน หลินลั่วหรานจึงถามออกไปว่าทำไมถึงได้ใส่ใจดาบบินระดับห้าถึงขนาดนี้ ท่านเทพป๋ายส่งเสียงหึออกมาเบาๆ :

        “แน่นอนว่าตอนที่มันเป็นดาบนั้นไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก แต่เดิมทีมันเป็นปิ่นปักผมมุกอันหนึ่ง มันก็ต้องไม่เหมือนกันอยู่แล้ว”

        ตัวของปิ่นปักผมทำขึ้นด้วยเหล็กเย็นใต้ธารน้ำแข็ง ไข่มุกสีฟ้านั่นก็เป็นหยาดน้ำตาของเผ่าครึ่งคนครึ่งปลาจริงๆ___เผ่าครึ่งคนครึ่งปลา หรือที่เราต่างก็เรียกกันว่านางเงือกนั่นแหละ! ปิ่นปักผมอันนี้หรูหราเสียจริง แม้ว่าจะเป็นดาบบินแล้ว สำหรับระดับการฝึกศาสตร์ในปัจจุบันของหลินลั่วหราน มันก็ถือว่าเป็นของที่มีระดับสูงมากๆๆๆ สำหรับเธอแล้ว

        หากจะพูดให้ชัดขึ้นเสียหน่อย แม้จะเป็นช่วงเวลาที่เวทย์ได้รับความนิยม และการฝึกศาสตร์กำลังเจิดจรัสอย่างยุคโจวอู่ การที่ผู้ฝึกศาสตร์ระดับฝึกลมปราณคนหนึ่ง ถือดาบบินระดับห้าเอาไว้ในมือ อัตราที่จะโดนคนบุกเข้ามาปล้นในคืนที่ไร้จันทร์ แน่นอนว่าคือร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงเท่านี้ก็น่าจะรู้ได้แล้ว ว่าดาบจาวแซว่นั้น มีค่ามากเพียงใด

        ดังนั้นตอนที่ท่านเทพป๋ายถอนหายใจบอกว่ามันเป็น “จาวแซว่” ที่มีเพียงหัวเดียวนั้น หลินลั่วหรานก็ไม่ได้ทำตัวเป็นคนโง่ พร้อมทั้งออกตัวบอกกับท่านเทพป๋ายว่า “จาวแซว่” อีกครึ่งหนึ่งนั้น ความจริงก็อยู่กับเธอ___ด้วยที่ท่านเทพป๋ายไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไร เธอสำรวจถุงจักรวาลที่เหวินกวนจิ่งให้มาไปแล้ว หลังจากที่โดนหลินลั่วหรานดูถูกไป มันก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไร แต่กลับดีใจเสียอีกที่ทำให้เรื่องของพื้นที่ลึกลับไม่หลุดรอดออกไป

        ไม่ว่าจะตอนไหน การที่มีช่องทางให้มากเอาไว้ ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?

        ยุทธศาสตร์ ทำให้หลินลั่วหรานดีใจขึ้นมามาก อย่างเช่นตอนที่ทดลองดาบ เมื่อใช้พลังล้อมรอบยุทธศาสตร์ด้านในของไข่มุกสีฟ้า จาวแซว่ถูกยับยั้งพลังในร่างเดิม ก็ถูกกระตุ้นขึ้น สีของมันเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน เย็นเชียบไปถึงกระดูก

        หลินลั่วหรานขยับหวดมือไปยังพื้นหญ้า ผืนหญ้าที่น่าสงสารก็ถูกน้ำแข็งเข้าปกคลุมทันที ขุดลงไปในดินกว่าสามฟุตก็ยังคงสามารถเห็นเกล็ดน้ำแข็งได้ พลังของมันมาก และรุนแรง เพียงแรงลมจากการตวัดดาบเพียงหนึ่งครั้ง ด้วยระดับฝึกลมปราณของหลินลั่วหราน ในการควบคุมดาบระดับห้านั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นระดับที่สามารถทำให้ล้มลงไปได้ของดาบคู่…….ไม่ใช่ว่าศัตรูล้มลงหรอกนะ แต่เป็นตอนที่เธอกำลังจะขยับดาบคู่ออกไปนั้น พลังในร่างก็คงจะหมดไปเสียก่อน

        ความสามารถของร่างกายไม่ใช่เรื่องที่จะพัฒนาขึ้นได้ในเวลาวันเดียว เรื่องนี้หลินลั่วหรานจะรีบร้อนไปก็ไม่เกิดผลอะไร จึงได้แต่สงบใจรับมือกับมัน โชคดีที่สิ่งที่เธอต้องเผชิญหน้าในตอนนี้ เป็นเพียงการบังคับดาบให้บินเท่านั้น

        ท่านเทพป๋ายก็ถือได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ดีคนหนึ่ง ตอนที่สอนเธอนั้น มีความละเอียดและใส่ใจมาก หลินลั่วหรานเองก็รู้สถานการณ์ที่สำคัญ ดังนั้นจึงพักเรื่องทฤษฎีที่ดึงดูดใจเอาไว้ก่อน และใช้เวลาทั้งคืนในการทำความเข้าใจศาสตร์การบังคับดาบ เมื่อถึงตอนกลางวันท่านเทพป๋ายก็จะอธิบายให้เธอฟังอีกครั้ง เมื่อมาถึงพลบค่ำของวันที่สอง หลินลั่วหรานก็สามารถที่จะขยับดาบให้ลอยขึ้นมาเบี้ยวๆ ได้แล้ว

        แน่นอนว่ามันเพียงสามารถขยับออกจากมือของเธอได้เท่านั้น พร้อมทั้งขยับโย้เย้ไปรอบๆ ตัวของหลินลั่วหราน ยังคงห่างจากการพาเธอบินออกไปนัก

        เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการถูกสงสัย ดังนั้นอาหารที่หลินลั่วหรานกินต่างก็เป็นอาหารแห้งที่เหวินกวนจิ่งเตรียมเอาไว้ให้ หลังจากกันบิสกิตไปตลอดสองมื้อ เธอก็ไม่อาจจะทนต่อไปได้อีก จึงเหความสนใจไปยังร่างกายของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้……พวกกวางม้านั้นน่ารักเกินไป มันชอบที่จะเข้ามาซบหลินลั่วหรานบ่อยๆ เมื่อเทียบกับพวกกระต่ายที่กระโดดไปมานั้น หลินลั่วหรานได้แต่นึกถึงพระเจ้า ก่อนจะจัดการจัดกระต่ายนั่นมาทำเป็นมื้อพิเศษ

        เนื้อกระต่ายที่ถูกล้างจนสะอาดถูกแขวนเอาไว้บนกิ่งไม้หนึ่ง หลินลั่วหรานได้แต่อิจฉาพวกนักดาบในละครมานานตั้งแต่เด็ก ในที่สุดวันนี้มันก็กลายเป็นความจริงแล้ว ด้านในถุงไม่มีอะไรเลย นอกจากเกลือถุงหนึ่ง

        หลินลั่วหรานสงสัยมาตลอดว่า “ดาบจาวแซว่” นั้นมีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านเทพป๋าย ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ หลินลั่วหรานจะเอาดาบบินมาทำเรื่องโง่เขลาอย่างการหั่นเนื้อกระต่ายได้อย่างไร?

        ดังนั้นเวทย์ทั้งห้าจึงถูกนำออกมาใช้ เวทย์ “ปีกใส” ธาตุทอง ถูกหลินลั่วหรานปล่อยออกมาเบาบางราวกับปีกใส เพื่อใช้ในการตัดเนื้อกระต่าย และทาเกลือลงไป มันช่างเป็นการทำอะไรที่ลงทุนเกินตัวเสียจริง

        ถ่านไฟลุกโชน พวกกวางม้ายังคงไม่รู้ว่าหลินลั่วหรานที่มองดูงดงามคนนี้ ทำลายความสนใจของพวกมันไป ยังคงวิ่งเข้ามาผิงไฟอยู่ข้างกาย อีกทั้งยังแสดงอาการแปลกใจกับเปลวไฟตรงหน้า

        กระต่ายที่ถูกเสียบเอาไว้บนไม้ ถูกเปลวไฟย่างจนกลายเป็นสีทอง ด้านบนเคลือบไปด้วยน้ำมัน เสียงของเปลวไฟดังขึ้น กลิ่นหอมลอยไปทั่วทุกบริเวณ……ให้ความรู้สึกของการใช้ชีวิตในป่าเสียจริง!

        แน่นอนว่าท่านเทพป๋ายไม่อาจจะทานได้ หรือแม้ว่าเธออยากจะกิน การเป็นจิตวิญญาณหนึ่งนั้น ก็ทำให้เกิดความกดดันขึ้นไม่น้อย……

        ดังนั้นหลังจากหลินลั่วหรานแสดงความขอโทษต่อเธอแล้ว เธอก็ลงมือทานเนื้อกระต่ายอย่างไม่เกรงใจ แม้ว่าจะโรยเกลือลงไปเท่านั้น แต่ว่ารสชาติกลับหอมหวานอบอวลไปทั่วปาก เนื้อกระต่ายอ้วนแต่กลับไม่ได้เลี่ยน เป็นเนื้อกระต่ายที่หลินลั่วหรานรู้สึกว่าอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา

        เมื่อมองไปยังหลินลั่วหรานที่กำลังตั้งใจกินเนื้อกระต่าย ท่านเทพป๋ายก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีพลังของธาตุน้ำและธาตุทองแล้ว……ถ้าหากว่า “เวทย์ลูกไฟ” ที่พูดออกมาก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งใจลวงเธอ ก็แสดงว่าเด็กคนนี้มีพื้นฐานพลังกว่าสามธาตุ พื้นฐานพลังมันแย่เกินไปแล้วหรือเปล่า ความหงุดหงิดเกิดขึ้นในใจของท่านเทพป๋าย จึงไม่แน่ใจถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปแล้ว

        หลินลั่วหรานก้มลงกินเนื้อกระต่าย พร้อมทั้งยังลูบหัวเหล่ากวางม้าซื่อๆ เหล่านั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รู้สึกถึงความลำบากใจของท่านเทพป๋ายเลยแม้แต่น้อย

        เมื่อตกเข้ากลางคืนดึกขึ้น ผืนหญ้าที่โดนสาดแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน เมื่อถึงตอนเย็นก็ถูกปกคลุมไปด้วยหยาดน้ำ ส่งกลิ่นหญ้าอ่อนๆ ขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นพิเศษของดิน กลายเป็นกลิ่นอ่อนๆ ที่ไม่ได้เหม็นนัก

        หลินลั่วหรานหลับตาลงนั่งสมาธิ จิตรับรู้ของเธอเฝ้าระวังอยู่รอบตัว คืนนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในใจของเธอไม่อาจจะสงบลงได้ เธอรู้สึกราวกับมีคนแอบมองอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าในหุบเขาแห่งนี้ มีเพียงเธอและท่านเทพป๋ายสองคนเท่านั้น เมื่อมาคิดดูแล้ว คนข้างหลังนั่นไม่นับว่าเป็นคนด้วยซ้ำไป หรือว่าจะเป็นเธออย่างนั้นเหรอ?

        หลินลั่วหรานคิดอะไรไปเรื่อยตลอดทั้งคืน ไม่ได้ตั้งใจฝึกเลยแม้แต่น้อย เมื่อถึงช่วงใกล้สว่างเธอก็เผลอหลับไป ในช่วงที่รู้สึกราวกับเพิ่งกลับตาลงไปนั้น แสงตะวันก็ฉายลงมาบนใบหน้า ทำให้เธอหลับไม่ลง แต่ก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาเช่นกัน

        ท่านเทพป๋ายลอยเข้ามา ก่อนจะเทน้ำลงบนใบหน้าของหลินลั่วหราน :

        “รีบตื่นขึ้นมาเร็วเข้า พวกเราต้องออกไปจากหุบเขาในวันนี้!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม