0 Views

                ในตอนนี้สิ่งที่อยู่หน้าหลินลั่วหรานนั้น ไม่ใช่เพียงการล่อใจของการเหยียบดาบบินขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังมีความต้องการที่จะออกไป ไม่อาจจะติดอยู่ที่นี่ต่อไปได้อยู่ด้วย

                ท่านเทพป๋ายมองไปยังดาบจาวแซว่ในมือของเธอ ก่อนจะแสดงสีหน้าที่แสดงถึงความคิดออกมา ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว ในชีวิตที่ยาวนานของเธอนั้น นอกจากต้องดิ้นรนจริงๆ แล้ว เรื่องล่อลวงใจคนแบบนี้ ก็ทำมาไม่น้อย ได้พบกับนักปราชญ์ที่มีพรสรรค์ก็ตั้งมากมาย แล้วยังจะมีความล่อลวงใจจากอาวุธวิเศษที่สามารถหลบหนีจากวิทยายุทธ์แบบนี้อีกหรือ?

                ดังนั้นท่านเทพป๋ายนั้นวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว ตอนนี้เธอจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร เท่าที่เธอรู้ คนที่ควรจะร้อนใจ ควรจะเป็นเจ้าเด็กน้อยนั่นมากกว่า

                ในรอยยิ้มของท่านเทพป๋ายนั้น ประกอบไปด้วยความงดงามสามส่วน อีกหนึ่งส่วนคือความเอาจริงเอาจัง              ส่วนที่เหลืออีกหกส่วนนั้น ยังคงเป็นความผยองในตัวของก็นักปราชญ์ระดับสูง

                 หลินลั่วหรานคิดไตร่ตรองอยู่นาน เธอลุกขึ้นมาจากพื้น และมองไปยังท่านเทพป๋าย แล้วพูดออกมาอย่างจริงจัง : “ได้ ข้อเสนอของท่านดูยั่วยวนใจจริง ข้ายอมรับว่าสนใจเข้าแล้ว……ท่านบอกสิ่งที่ท่านต้องการจะแลกเปลี่ยนมาเถอะ”

                ท่านเทพป๋ายปรบมือดังขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเรือนร่างที่เป็นเพียงจิตวิญญาณของเธอนั้น ทำให้เกิดเสียงปรบมือขึ้นมาได้อย่างไร บางทีอาจจะให้ประโยชน์จากการเสียดสีของแรงลม?

                “สิ่งที่ข้าต้องการนั้นง่ายมาก เพียงแค่พาข้าออกไปจากที่นี่”

                แค่ออกไปจากหุบเขานี้? หลินลั่วหรานขมวดคิ้วเข้าหากัน แม้ว่าหุบเขาแห่งนี้สำหรับเธอแล้วจะเป็นผาที่สูงชันมาก แต่สำหรับเทพไร้ร่างอย่างเธอ มีข้อจำกัดอะไรด้วยอย่างนั้นเหรอ?

                ท่านเทพป๋ายรู้ถึงความลังเลของเธอ จึงชี้ไปยังก้อนหินใต้เท้า พร้อมกับอธิบายออกมา : “หลายปีก่อน ข้าถูกเจ้าพวกตัวร้ายเล่นงานเข้า ร่างและวิญญาณต่างพังสลายหายไป มีเพียงเศษเสี้ยวของจิตที่แตกสลายที่หนีมาจนถึงที่นี่ได้ และถูกหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้รวบรวมจิตวิญญาณเข้า จึงสามารถยื้อชีวิตต่อมาได้ แต่ก็กลับติดอยู่กับมัน ไม่สามารถที่จะออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ได้เลย…….”

                เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของท่านเทพป๋ายก็ปรากฏรอยยิ้มที่ดูโศกเศร้าขึ้น : “แม้ว่าจะหนีออกจากการผูกมัดของหินก้อนนี้ไปได้ ภายใต้สถานการณ์ไร้เครื่องป้องกันหาย ในผาลึกแห่งนี้ไม่มีที่ใดไร้ลมแรง สำหรับพวกเจ้าแล้ว ก็อาจจะเป็นลมที่ค่อนข้างแรงเสียหน่อย แต่สำหรับข้าแล้ว เพียงแค่นั้นก็สามารถปัดเป่าให้วิญญาณแตกสลายไปได้

                หลังจากได้ยินดังนั้น หลินลั่วหรานก็เงียบไป เธอไม่รู้ว่าที่ท่านเทพป๋ายพูดออกมาจากนั้นมีความจริงอยู่เท่าไร แต่ว่าหากเรื่องราวเป็นอย่างที่เธอพูด วิญญาณที่แตกสลายถูกกักขังเอาไว้ที่นี่มากว่าพันปี นั่นก็เป็นเรื่องราวน่าเศร้าเรื่องหนึ่งทีเดียว

                “ท่านเทพ ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยได้ไหม?”

                หากไม่ใช่ว่ามีเรื่องต้องการขอร้องเจ้าเด็กระดับฝึกลมปราณคนนี้ ท่านเทพป๋ายคงไม่ลดท่าทีลงมาพูดคุยกับเธอมากขนาดนี้ อะไรที่ควรและไม่ควรพูดต่างก็พูดออกมาหมดแล้ว ดังนั้นหากจะตอบคำถามอะไรของเธออีกสักสองสามคำถาม ก็คงจะไม่เป็นอะไร ดังนั้นเธอจึงพยักหน้าลง แสดงถึงการอนุญาต

                หลินลั่วหรานลังเลเล็กน้อย ก่อนจะขบริมฝีปากถามขึ้น : “ก่อนที่ท่านเทพจะตกลงมายังหุบเขาแห่งนี้ ท่านฝึกถึงระดับอะไรแล้ว และเรื่องการหายไปของผู้ฝึกระดับแยกจิตเมื่อพันปีก่อน มันเกิดอะไรขึ้น?”

                ท่านเทพป๋ายคิดไม่ถึงว่าเธอจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา เธอนิ่งไปสักพัก มันผ่านมานานแล้วที่เธอไม่ได้คิดย้อนกลับไป จะว่าไปแล้ว ตอนนั้นเป็นว่าจะเป็นช่วงปีที่สามของช่วงโจวอู่สินะ?

                “ก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้นกับข้า ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องการหายไปของระดับแยกจิตเลย ดังนั้นมันคงจะเกิดขึ้นหลังจากที่ข้าตกลงมายังที่นี่แล้ว……ตอนนั้นเป็นช่วงปีที่สามของโจวอู่ โอ้ เจ้าน่าจะเคยได้ยินเรื่องของโจวอู่สินะ ก็คือเจ้าเด็กที่ลงไปเป็นจักรพรรดินีอะไรสักอย่างที่โลกมนุษย์ ในโลกแห่งศาสตร์ต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยเรื่องนี้…..แม้ว่าเพราะแบบนี้จึงไม่เคยได้ยินเรื่องการหายไปของนักปราชญ์ระดับแยกจิต นั่นก็เป็นเพราะตัวข้าถูกคนเล่นงานในที่แห่งนี้ ก็เป็นนักปราชญ์แยกจิตระดับปลายแล้ว หากว่าก่อนหน้านั้นมีเรื่องการหายไปลือขึ้นมาล่ะก็ ข้าเองก็ไม่น่าที่จะไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นเด็กน้อย คำถามนี้ข้าคงจะให้คำตอบแก่เจ้าไม่ได้”

                แยกจิตระดับปลาย? หลินลั่วหรานตกใจขึ้น ก่อนหน้านี้เธอคงประเมินท่านเทพป๋ายต่ำไป โชคดีที่ตอนนี้เธอเหลือเพียงจิตวิญญาณบางๆ ไม่อย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนี้จะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครรู้

                “ท่านผู้อาวุโส เป็นไปได้ไหมที่ตอนนั้นจะมีเพียงนักปราชญ์ที่ระดับสูงไปกว่าแยกจิต ที่จะรับรู้ถึงสิ่งนี้ได้?” หลินลั่วหรานถามต่อ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้สนใจเรื่องราวปริศนาการหายตัวไปของโลกศาสตร์นัก บางทีพวกรุ่นก่อนนั้น อาจจะรับรู้ได้ถึงการถดถอยของพลังธรรมชาติ และรู้ว่าพันปีต่อมาโลกนั้นจะย่ำแย่ลง จึงเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกศาสตร์มากกว่าแล้ว หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น ทำให้พวกเขาต้องจากไปอย่างช่วยไม่ได้……แต่หลินลั่วหรานก็มั่นใจ สำหรับทางด้านหน้าในการฝึกศาสตร์ของเธอ ทิศทางของรุ่นก่อนนั้น สำหรับหลินลั่วหรานแล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญมากทีเดียว

                ท่านเทพป๋ายยิ้มออกมาราวกับดออกไม้ผลิบาน  : “นักปราชญ์ที่มีระดับสูงกว่าแยกจิต? ……ตั้งแต่ที่ข้าเริ่มก้าวเข้ามาในเส้นทางฝึกศาสตร์ ระดับฝึกลมปราณมาจนถึงแยกจิต เป็นเวลากว่าหกร้อยปี ก็ยังไม่เคยพบนักปราชญ์ที่สามารถข้ามระดับแยกจิตไปได้เลย! นักปราชญ์ที่ทำการสลายจิตทางก็พูดกันว่า ในการสลายจิตครั้งหนึ่งนั้น ก็จะสามารถทำมันแตกออกกลายเป็นความว่างเปล่า โบยบินขึ้นหาแสงอาทิตย์ และไม่ใช่คนของโลกธรรมใบนี้อีก แต่ก็ยากที่จะรู้ว่าเหล่านักปราชญ์ที่สลายจิตบินขึ้นสู่อากาศเหล่านั้น แท้จริงแล้ว พวกเขาไปที่ไหนกันแน่?”

                แตกออกกลายเป็นความว่างเปล่า โบยบินขึ้นหาแสงอาทิตย์? มือทั้งสองของหลินลั่วหรานกำแน่น สิ่งเหล่านี้ช่างห่างไกลกับตัวเธอมากมายนัก อย่างไรก็ควรที่จะทำเรื่องในปัจจุบันให้ดีก่อนเสียดีกว่า!

                “ท่านเทพ อย่างไรพวกเรามาเรียนศาสตร์การควบคุมดาบกันก่อนไหม?”

                ท่านเทพป๋ายมองพิจารณาตัวเธอ ก่อนจะพยักหน้าลงช้าๆ : “ดูเหมือนว่าตอนนี้จิตของข้าจะพังทลายไปมาก จึงมองพื้นฐานพลังของเจ้าไม่ออก แต่เท่าที่เห็นว่าเจ้าสามารถสร้างม่านพลังน้ำง่ายๆ ขึ้นมาได้ ก็คงจะมีพื้นฐานพลังธาตุน้ำอยู่ หากเพียงแค่ต้องการจะบังคับดาบจาวแซว่ออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอ”

                ท่านเทพป๋ายยกมือชี้ขึ้น ด้วยความเร็วที่หลินลั่วหรานไม่อาจจะหลบหนีได้ เสียงสีขาวพุ่งเข้าไปยังระหว่างคิ้วของหลินลั่วหรานในช่วงพริบตา ในสมองของเธอปรากฏตัวอักษรโบราณขึ้น หลินลั่วหรานก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือ “ศาสตร์การบังคับดาบ”

                “เจ้าลองศึกษาด้วยตัวเองไปก่อน” ท่านเทพป๋ายทิ้งถ้อยคำนี้ไว้ บางทีอาจจะเป็นเพราะวันนี้เธอได้ทำเรื่องที่พลาญพลังของเธอไปมากแล้ว เธอกลายเป็นหมอกควัน ก่อนจะหายไปในหินกลมนั่น

                หลินลั่วหรานจึงเลือกผืนหญ้าแห้งบริเวณหนึ่ง เธอกังวลว่าจะได้รับการโจมตีจากเหล่ากวางม้าที่ไม่กลัวคนพวกนั้น และเหล่ากระต่ายที่กระโดดไปกระโดดมา จึงแบ่งจิตรับรู้ออกเป็นสองส่วน เพื่อเฝ้าระวัง และใช้จิตใจที่แท้จริงเข้าในการคิดไตร่ตรองเหล่าตัวหนังสือโบราณที่ไม่ได้เข้าใจมากนักเหล่านั้น

                “นักดาบ และอาวุธ จิตทอง วิญญาณไม้เป็นฐาน ดินไฟของ…….” นี่คือทฤษฎีพื้นฐานท่อนหนึ่ง ที่พูดถึงดาบ เมื่อแปลออกมาแล้ว ก็เป็นการพูดคร่าวๆ ถึงระดับและวัตถุดิบที่ใช้ในการสร้างดาบบินที่พบได้ง่ายในโลกแห่งการฝึกศาสตร์ หรือแม้แต่วิธีการสร้างแบบง่ายๆ

                ตัวหนังสือด้านหลังท่อนหนึ่ง ถึงได้เขียนเกี่ยวกับศาสตร์การบังคับดาบ  และยุทธศาตร์ที่สลักอยู่บนตัวของดาบจาวแซว่ และวิธีการปลุกให้ตื่น กับการควบคุม

                เมื่อเทียบกันแล้ว ทฤษฎีในช่วงแรก ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การควบคุมดาบเท่านั้น แต่เป็นศาสตร์เกี่ยวกับอาวุธ นี่จึงเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

                หลินลั่วหรานราวกับกำลังปะทะคลื่นอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ดูดซึมความรู้อย่างบ้าคลั่ง ราวกับวาฬตัวใหญ่ที่กำลังดูดน้ำเข้าไป เธอไม่ต้องการที่จะเลยผ่านมันไปแม้แต่เล็กน้อย ทฤษฎีกว่าหมื่นตัวอักกร  อีกทั้งยังอยู่ในรูปแบบโบราณ แต่หลินลั่วหรานกับศึกษามันซ้ำไปมาอยู่ในสมอง___การชี้ทางของท่านเทพป๋าย ทำให้เหล่าตัวอักษรไหลเข้ามายังสมองของเธอโดยตรง แม้ว่าจะว่องไวและรวดเร็ว แต่กลับไม่ได้เกิดจากการพยายามของเธอ เธอจึงรู้สึกไม่สบายใจนัก เธอคิดว่าต้องเป็นเพียงตัวเองสามารถจำได้เองเท่านั้น ถึงจะไม่ลืมมันไปอีกทั้งชีวิต

                ในสถานที่ลึกลับเอง ก็มีเวลากลางวันกลางคืน ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานที่ลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลลึกแห่งนี้ ทำไมถึงมีการสับเปลี่ยนของกลางวันกลางคืนเกิดขึ้นได้ บางทีมันอาจจะมีกฎธรรมชาติในตัวของตัวเอง

                เมื่อหลินลั่วหรานตื่นขึ้นมาจากสมาธิ ก็พบว่าฟ้ามืดลงมากแล้ว ทั่วทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงของแมลงดังขึ้นมาบ้างตามโอกาส เพื่อมอบชีวิตชีวาให้กับค่ำคืนเหล่านี้

                หลินลั่วหรานลืมตาขึ้น ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองที่หินกลมด้วยสายตาที่ซับซ้อน หยาดน้ำค้างปกคลุมอยู่ในกอหญ้า ประกายแสงวิบวับใต้แสงจันทร์ ชวนให้รู้สึกเอ็นดู แต่ว่าหินกลมก้อนนั้น กลับไร้ซึ่งเสียงใดๆ จะไปหาร่างที่เต็มไปด้วยความหยิ่งโสของท่านเทพป๋ายได้ที่ไหน?

                หลินลั่วหรานก้มหน้าหลับตาลง พิจารณาไตร่ตรองเวทย์ควบคุมดาบและทฤษฎีการทำ เธอไม่แน่ใจว่าการที่ท่านเทพป๋ายมอบ “ของขวัญชิ้นใหญ่” แบบนี้ให้กับเธอ แท้จริงแล้วมีแผนอะไรกันแน่?

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม