0 Views

                ใบหน้าที่นิ่งเฉยของท่านเทพป๋าย หันมาพร้อมกับความโมโหที่เพิ่มมากขึ้น : “เด็กน้อย เจ้ากล้าพูดอะไรบ้าๆ แบบนั้นได้อย่างไร!” เธอพูดพร้อมกับยกมือบางขึ้น พุ่งมาทางหลินลั่วหราน เมื่อข้อมือบางพุ่งมาถึงบริเวณด้านหน้าของหลินลั่วหราน ทันใดนั้นก็กลายเป็นกรงเล็บปีศาจสีดำ เล็บมือยาวคมดั่งเหล็กแหลม ประกายแสงสีดำเย็นยะเยือก จับเข้าที่ตัวของหลินลั่วหราน

                ที่นี่พลังธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ถ่วงเวลามาได้สักพักแล้ว แน่นอนว่ามันส่งผลดีต่อการฟื้นฟูของหลินลั่วหราน ความจริงในตอนนี้เธอสามารถปล่อยพลังออกมาได้แล้ว แต่ว่ากรงเล็บของปีศาจที่พุ่งตรงเข้ามานั้น หลินลั่วหรานกลับทำราวกับว่าเป็นแผ่นดินถล่มลงตรงหน้า แม้ว่าจะเป็นเรื่องบ้าคลั่งน่าตกใจ แต่เธอกลับอยู่นิ่งไม่ได้ขยับ ราวกับต้นไผ่

                เหมือนว่ากรงเล็บที่แหลมคมนั้น จะทิ่มเข้ามาในพวงแก้มของเธอแล้ว ความเย็บเชียบไหวผ่านเข้าไปจนถึงกระดูก หลินลั่วหรานพูดออกมาในทันที : “เวทย์ลูกไฟ!”

                ท่านเทพป๋ายตกใจขึ้น เธอเก็บเล็บที่แหลมคมของตัวเองลง เรือนร่างของเธอกลับหายลงไปยังหินก่อนเดิม และกลับไปเป็นรูปร่างที่สวยงามดั่งดอกไม้เช่นเดิม แต่กลับพบว่าหลินลั่วหรานนั้นเพียงแค่พูดออกมาเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการขยับของพลังไฟเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นเอง เธอไม่รู้ว่าควรจะโมโหหรือว่าตกใจดี___เธอโดนเจ้าเด็กนี่หลอกเข้าจนได้

                “เจ้า……”

                หลินลั่วหรานปรบมือดังขึ้น สีหน้าของเธอนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่การพนันครั้งนี้ ราวกับเธอได้เดินเข้าไปถึงประตูแห่งความตายไปแล้วครั้งหนึ่ง หากบอกว่าไม่กังวลก็คงเป็นการโกหก

                “ท่านเทพ แค่ลูกไฟเล็กๆ ก็ทำให้ท่านกลัวได้ถึงเพียงนี้ จิตวิญญาณของท่านไม่มั่นคงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

                หลินลั่วหรานเองก็ไม่รู้ว่าเธอไปเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหน เพียงแค่การคาดเดา ความคิดหนึ่งก็ไหลเข้ามาในสมอง ในที่สุดเธอก็สามารถเดาถึงสถานการณ์ของท่านเทพตรงหน้าได้ถูก

                ท่านเทพป๋ายส่งเสียงขึ้นในลำคอ : “เด็กน้อย จิตวิญญาณของข้าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้า!”

                ถึงแม้จะบอกว่าท่าทางของเธอไม่ดีนัก แต่กลับยอมรับการคาดเดาของหลินลั่วหรานออกมาอ้อมๆ เพียงแค่นี้หลินลั่วหรานก็สามารถจับทางนิสัยการพูดจาของผู้อาวุโสคนนี้ได้แล้ว จึงได้แต่พูดออกมาอย่างอารมณ์ดี : “ท่านผู้อาวุโส ตอนนี้จะดึงดันอะไรไป ก็ไม่ได้มีอะไรดีสำหรับเราสองคน ถ้าเราสองคนลองมานั่งคุยกัน ให้มันรู้เรื่องไป แบบนั้นจะไม่ดีกว่าเหรอ?”

                ผืนหญ้านั้นนุ่มมาก หลินลั่วหรานนั่งลงไป ก่อนจะแสดงท่าทีเชื้อเชิญท่านเทพป๋าย เธอได้แต่ส่งเสียงในลำคอ และยังคงยืนอยู่บนก้อนหินกลม ผ่านไปสักพักถึงได้พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ : “เจ้ารู้ได้อย่างใด?”

                แม้ว่าร่างกายของเธอจะได้ทำการถอดจิตไปนานแล้ว แต่ว่าจิตวิญญาณในวันวานนั้นยังคงอยู่ ในวันเวลาที่ติดอยู่ที่นี่ เธอก็ได้เรียนรู้เวทย์ลวง เธอไม่เชื่อว่าเจ้าเด็กระดับฝึกลมปราณด้านหน้านี้จะสามารถมองออกได้

                มองออกได้อย่างไร? หลินลั่วหรานไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่กลับถามกลับไปว่า : “ในปีที่ผ่านมา ท่านสุภาพแบบนี้กับพวกคนที่ระดับน้อยกว่าตลอดเลยหรือเปล่า?”
ในปีที่ผ่านมา……ในช่วงที่ผ่านมานั้น เธอไม่ได้คิดจะสนใจพวกเด็กระดับฝึกลมปราณพวกนี้เลยสักนิด

                ท่านเทพป๋ายนั้นเพียงแค่เพราะว่าติดอยู่ในนี้มาแสนนาน เมื่อได้พบกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ไม่ได้นึกไปถึงความแตกต่างของระดับผู้อาวุโสและเด็กในโลกของการฝึกศาสตร์ ในเวลานี้เมื่อมาคิดกลับไป เธอก็ได้รู้จุดที่ตัวเองพลาดไปแล้ว___ที่แท้ก็เป็นเธอรีบร้อนเกินไป?

                ดูจากสีหน้าท่าทางของท่านเทพป๋ายแล้ว หลินลั่วหรานก็รู้ว่าเธอเข้าใจแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องความแตกต่างของระดับผู้อาวุโสและเด็ก หลินลั่วหรานก็ต้องขอบคุณเหวินกวนจิ่ง ถ้าหากว่าเขาไม่ดึงดันเรียกเธอว่ารุ่นพี่ต่อไป หลินลั่วหรานก็คงจะลืมจุดที่น่าสงสัยตรงนี้ไป

                แม้ว่าในโลกของการฝึกศาสตร์จะมีผู้อาวุโสที่ใจดีอยู่ แต่ว่าเมื่อเห็นว่าการพูดจาของท่านเทพป๋ายนั้นไม่ได้ดีนัก แล้วจะทนการถามให้ชัดของเธอได้อย่างไร อีกทั้งเธอยังคอยเอาแต่ถามมาโดยตลอดด้วย___แน่นอนว่ามันเป็นเพราะท่านเทพป๋ายนั้นไม่ได้มั่นใจในสิ่งเหล่านี้นัก

                “แปลกใจนัก เด็กที่ฝึกศาสตร์ระดับต่ำอย่างเจ้า ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถมองร่างจิตของข้าได้ออก……”

                อันนี้……ในตอนแรกหลินลั่วหรานก็ไม่ได้เดาเอาไว้แบบนั้น เธอเพียงแค่รู้สึกว่าท่านเทพป๋ายคนนี้ไม่ได้ดูเหมือนคนเท่าไร แต่กลับมีความหยั่งรู้บางอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เธอมองเวทย์ลวงของเธอออกหรือไม่เลย

                สิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานมั่นใจจริงๆ กลับเป็นคำขู่ที่ออกมาจากปากของท่านเทพป๋าย “จิตวิญญาณพังทลาย” นักฝึกระดับฝึกลมปราณอย่างเธอ จะไปเอาจิตวิญญาณมาจากไหน บางทีท่านเทพป๋ายอาจจะพูดออกมาด้วยอารมณ์โมโหเท่านั้น แต่เมื่อหลินลั่วหรานหลอกถามเข้าหน่อย___หากจะพูดว่าทำไมกรงเล็บปปีศาจอยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่วิ่งหนีไป หลินลั่วหรานเชื่อว่า เรื่องมันแปลกเกินไป หากว่าเธอจะเป็นปีศาจ หากว่าท่านเทพป๋ายต้องการจะฆ่าเธอจริง ก็คงจะไม่ต้องทำอะไรมากมายแบบนี้

               เมื่อได้ฟังเธอพูดจนจบ ท่านเทพป๋ายก็มองพิจารณาหลินลั่วหรานอยู่สักพัก เมื่อมองจนหลินลั่วหรานรู้สึกอายขึ้นมา ถึงได้เริ่มเปิดปากพูด : “เจ้าสงบนิ่งมาก มีมันสมองที่เหล่านักปราชญ์สาวยากที่จะมี”

                หลินลั่วหรานได้แต่ยิ้ม เธอนั้นรู้เรื่องของตัวเองดี มันสมองของเธอนั้น ไม่ได้นับว่าฉลาดมาก เพียงแต่มีความสุขุมในช่วงเวลาอันตรายมากกว่าคนทั่วไป และความกล้าหาญที่มากล้น

                เมื่อท่านเทพป๋าเห็นว่าเธอยิ้มออกมา ก็เสริมขึ้นอีก : “เจ้าอย่าได้คิดภูมิใจนัก แม้ว่าจิตของข้าจะแตกสลาย แต่ก็ใช่ว่าเจ้าจะมาทำก้าวร้าวได้”

                หลินลั่วหรานนำ “จาวแซว่” ออกมามวยผม “ท่านเทพ ตัวข้านั้นไร้ความสามารถ เพียงแค่คาดเดาตัวตนของท่านไปมั่วๆ เท่านั้น บางทีท่านอาจจะเกี่ยวข้องกับดาบเล่มนี้?”

                ร่างจิตของท่านเทพป๋ายนั้น มีสีหน้าที่ไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป เมื่อได้ยินดังนั้น เธอก็พูดขึ้นอย่างไม่ได้ใส่ใจ : “ก่อนหน้านี้ข้าก็พูดอะไรหลุดออกไปไม่น้อย การที่เจ้าจะเดาเรื่องนี้ได้ ก็ไม่น่าแปลก”

                หลินลั่วหรานลูบลงที่ตัวปิ่นปักผมโดยไม่พูดอะไร ท่านเทพป๋ายคนนี้สามารถที่จะทำตัวไม่ต้องรู้จักกับ “จาวแซว่” นี่ก็ได้ การที่เธอเน้นจุดสำคัญขึ้นมา ทำให้ตัวหลินลั่วหรานรู้สึกประหลาดใจขึ้น เธอไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเหล่านักปราชญ์ระดับแยกจิตเมื่อพันปีก่อน หรือสามารถพูดได้ว่า เธอติดอยู่ในสถานที่สูญหายนี้มานานกว่าพันปีแล้ว เมื่อรวมเข้ากับระยะเวลาชีวิตที่ยาวนานของผู้ฝึกศาสตร์อีก อายุของท่านเทพป๋ายก็ไม่อาจจะหยุดอยู่ที่พันปีได้อีกต่อไป เมื่อมีอายุมาก ประสบการณ์ก็ย่อมมากตาม เธอไม่น่าจะทำเรื่องผิดพลาดอย่างนี้ขึ้นมานี่?

                ตอนนี้หลินลั่วหรานไม่รู้แล้ว ว่าเธอมองเห็นท่านเทพคนนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง หรือว่าตัวเองได้ตกลงไปในหลุมพรางของอีกฝ่ายแล้วกันแน่

                เมื่อท่านเทพป๋ายเห็นว่าเธอเงียบไป ก็เหยียดรอยยิ้มขึ้น : “ไม่ต้องเดาให้มากการ การที่ข้าออกมาตามหาเจ้า แน่นอนว่ามีเรื่องดีกับเจ้าแน่นอน!”

                เรื่องดี?

                หลินลั่วหรานไม่เคยคิดว่าบนโลกนี้จะมีเรื่องดีๆ ที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียอะไร เธอจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นสนใจกับคำว่าเรื่องดีจากปากของท่านเทพป๋ายนัก หลายครั้งที่คนเราไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับคนอื่น แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับความโลภของตัวเอง

                เมื่อท่านเทพป๋ายเห็นท่าทีที่ไม่ได้สนใจนักของเธอ ก็ไม่ได้แสดงท่าทางโมโห แต่กลับพูดออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้ม : “เจ้ารู้ไหมว่าที่นี่อยู่ห่างจากทางออกของหุบเขาเท่าไร? ด้วยศาสตร์ที่เจ้ามี คิดว่าจะสามารถออกไปได้ไหม?”

                หลินลั่วหรานเงยหน้าขึ้นมองไปยังปลายหุบเขาแคบ ดูเหมือนว่าเธอแหละหลีซีเอ๋อร์นั้นจะตกลงมาจากกลางทาง แม้แต่ยอดเขาก็ยังไม่เคยได้เห็น เพียงดูจากเวลาที่ตกลงมา คำนวณออกมาเป็นระยะทาง มันก็เป็นความสูงที่เธอไม่อาจจะหาทางดิ้นรนขึ้นไปได้แล้ว……หากจะขึ้นไป ด้วยศาสตร์ที่เธอมีในตอนนี้ แม้จะใช้พลังจากทั้งห้าธาตุได้ หน้าผาก็ราบเรียบ ระหว่างทางไร้ที่ให้พักฟื้นพลัง ในตอนนี้เธอไม่อาจจะมองเห็นความหวังในการออกไปได้เลย

                แล้วที่ท่านเทพป๋ายพูดออกมานี้ เพื่ออะไรกัน?

                หลินลั่วหรานมองไปยังท่านเทพป๋าย เธอเงยหน้าขึ้นมอง มือขวาชี้ขึ้นไปยังฟ้า เธอมองลงมาจากก้อนหินกลม พร้อมเอ่ยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยการหว่านล้อม :

                “อยากที่จะเหยียบบนจาวแซว่บินขึ้นไปจากหุบเขาแห่งนี้ไหม?”

                เหยียบดาบบินขึ้นไป? ในหัวของหลินลั่วหรานนั้นนึกถึงภาพของนักดาบชู่ชานในภาพยนต์ที่พุ่งขึ้นมาพร้อมกับแสงดาบ สิ่งที่ท่านเทพป๋ายต้องการจะสื่อก็คือ เธอสามารถบังคับดาบแบบนั้นได้เหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?

                รอยยิ้มประดับขึ้นบนใบหน้าของท่านเทพป๋ายราวกับดอกไม้บานสะพรั่ง เธอมองไปยังหลินลั่วหรานอย่างเงียบสงบ ราวกับอยากจะรู้ว่านักปราชญ์สาวผู้สงบนิ่ง เมื่อพบกับสิ่งล่อลวงใจเช่นนั้น จะทำอย่างไรต่อไป


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม