0 Views

                หลินลั่วหรานหลบลงใต้น้ำ ในมือจับดาบเอาไว้แน่น หยาดน้ำจากเรือนผมที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำหยดลงบนใบหน้าของเธอ เข้าไปยังดวงตา ทำให้รู้สึกระคายเคือง แต่เธอก็ยังคงพยายามที่จะลืมตาขึ้น และจ้องมองไปยังร่างของคนที่ลอยอยู่ด้านบน___จะว่าไปแล้ว ร่างที่เหยียบอยู่บนเมฆหนานั่น ดูไม่เหมือนกับคนเสียเท่าไร

                เธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรูปร่างผอมเพรียว เรือนผมของเธอถูกรวบเอาไว้เป็นมวยอยู่ด้านบน สวมใส่เสื้อผ้าโบราณสีเหลืองสด มันแตกต่างจากเสื้อผ้าราชวงศ์ถังแบบที่หลีซีเอ๋อร์ชอบใส่ เพราะนี่เป็นเสื้อผ้าที่ให้ความหนักแน่นอยู่ภายใต้เนื้อผ้าที่ปลิวไสว และเมื่อผสมเข้ากับดอกโบตั๋นสีสดส่งกลิ่นหอมที่ประดับอยู่บนมวยผมของเธอ ทั่วทั้งตัวดูสง่าผ่าเผยยิ่งกว่าอะไร สวยงดงามจนไม่อาจจะบรรยายออกมา___ถ้าบอกว่าหลีซีเอ๋อร์ดูเหมือนภาพวาดของสาวสวย ผู้หญิงคนนี้ก็คงจะเป็นสาวสวยโบราณที่เพิ่งจะออกมาจากรูปภาพที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้หลายปี เรือนร่างของเธอประดับไปด้วยความงามที่กาลเวลาไม่อาจจะทำอะไรได้เอาไว้

                “คุณเป็นใคร?” ไม่ใช่ว่าหน้าตาสวยงามแล้วจะเป็นคนดีทุกคน และไม่ใช่ว่ายืนอยู่บนเมฆจะแปลว่าเธอเป็นเทพสาว หลินลั่วหรานไม่ได้เป็นเด็กน้อยที่เมื่อพบคนสวยแบบนี้ ก็ยอมที่จะคุกเข่าคำนับ เธอนั้นไม่ได้ลดความระแวงลงเลยแม้แต่น้อย

                “เป็นเพียงนักปราชญ์ระดับฝึกลมปราณ ยังกล้าที่จะทำตัวก้าวร้าวต่อหน้าเทพ! อาจารย์ไม่เคยสอนเรื่องมารยาทให้หรืออย่างไร?” ดวงตาของหญิงสาวสวมชุดโบราณเต็มไปด้วยความโมโห ดูเหมือนว่าเธอจะไม่พอใจกับท่าทางไม่เคารพของหลินลั่วหรานเป็นอย่างมาก

                หลินลั่วหรานไม่ได้สนใจอะไร เธอตกลงมาที่นี่ตั้งสักพักแล้ว ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไม่ออกมาตั้งแต่แรก แต่รอจนเธออาบน้ำถึงได้ออกมา ถ้าหากว่าเป็นผู้ชาย เธอคงจะคิดว่าตัวเองถูกถ้ำมองเข้าแล้วด้วยซ้ำ

                “เทพเหรอ?”

                มุมปากของหญิงสาวถูกยกขึ้น : “ใช่แล้ว วันวานในโลกของการฝึกศาสตร์ ไม่มีใครไม่รู้จักเทพสาวป๋าย เจ้าเป็นลูกศิษย์จากสำนักไหน เหตุใดฝึกศาสตร์ได้ระดับต่ำขนาดนี้ กลับกล้าเข้ามายังสถานที่ลึกลับ?”

                การที่สามารถยืนค้างอยู่บนเมฆได้แบบนี้ เป็นศาสตร์แบบไหนกันนะ? เหวินกวนจิ่งไม่ได้บอกว่ามีเพียงนักปราชญ์ระดับฝึกลมปราณจึงจะสามารถเข้ามาได้เหรอ แล้วแบบนั้นผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี่คืออะไรกัน?  ในที่สุดหลินลั่วหรานก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่มีปัญหาในคำพูดของเหวินกวนจิ่งก่อนหน้านี้แล้ว เขาบอกว่าด้านในมียาระดับพื้นฐานอยู่…..แต่ว่าในตอนที่เพิ่งเข้ามาต่างก็เป็นนักปราชญ์ระดับฝึกลมปราณทั้งนั้น พวกเขาไปหายาระดับพื้นฐานมาจากไหนได้มากขนาดนี้?

                แต่ว่าเรื่องที่ต้องออกไปหลังจากหนึ่งเดือนนั้น หลินลั่วหรานไม่ได้สงสัยอะไร แม้ว่าที่นี่พลังธรรมชาติจะมั่นคงและบริสุทธิ์มาก น่าจะเป็นพื้นที่สุดท้ายในโลกของการฝึกศาสตร์ที่มีอากาศที่สะอาดแบบนี้ หากว่าสามารถอยู่ที่นี่ได้ในระยะยาว ท่านกัวก็คงจะไม่ต้องตามหาหยกของเธอ เพียงแค่มาพักฝึกศาสตร์อยู่ที่นี่ก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง?

                ความจริงแล้ว มันมีตัวแปรอะไรบ้างกันแน่? แล้วทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงอยู่ที่นี่ได้?

                หลินลั่วหรานกระพริบตาปริบๆ : “โลกฝึกศาสตร์ในวันวาน ท่านเทพ ท่านอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว ไม่เคยออกไปด้านนอกเลยอย่างนั้นเหรอ?” ความจริงหลินลั่วหรานนั้นอยากจะพูดอีกว่า ท่านเทพ มีอะไรที่อยากจะพูด ก็ให้ฉันได้ใส่เสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยคุยกันได้ไหม แต่ว่าด้วยพลังที่แตกต่างกันมาก เธอจึงไม่กล้าจะหุนหันอะไร มองดูแล้ว “ท่านเทพ” ก็ดูไม่น่าจะอารมณ์ดีเท่าไร!

                ดูเหมือนว่าท่านเทพจะขี้เกียจกับการตอบคำถามของหลินลั่วหรานแล้ว เธอจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ : “เด็กน้อย สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยว่ากันเถอะ”

                ท่านเทพผู้สูงศักดิ์ ท่านช่างเข้าใจจิตใจคนอื่นเสียจริง หลินลั่วหรานจัดการนำดาบเก็บเข้าไปในพื้นที่ลึกลับ เธอไม่แน่ใจว่า “ท่านเทพป๋าย” ตรงหน้านั้น ฝึกศาสตร์มาล้ำลึกถึงเพียงใด จะสามารถมองออกถึงความลับของไข่มุกหรือเปล่า___เธอนั้นเป็นเพียงจอกแหนในการฝึกศาสตร์ หน่วยพิเศษเห็นประโยชน์ในตัวของเธอจึงได้เข้าหา ที่พวกคุณปู่ตระกูลมู่ก็ดีกับเธอในตอนนี้ เมื่อพูดแล้ว ไข่มุกนั้นต่างหากที่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตของหลินลั่วหรานเอาไว้ จะต้องกุมมันเอาไว้ให้แน่น ห้ามให้หลุดพร่างพรายออกไปเด็ดขาด

                แน่นอนว่าท่านเทพป๋ายนั้น ไม่มีทางที่จะแอบหันมามองเธออยู่แล้ว หลินลั่วหรานพยายามควบคุมบังคับพลังขึ้นมา ก่อนจะร่ายมันให้เป็นม่านน้ำง่ายๆ ไม่ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่ อย่างน้อยก็ทำให้ตัวของเธอรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาได้บ้าง

                หลินลั่วหรานสวมชุดกระโปรงยาวด้วยความรวดเร็ว ในสถานที่แบบนี้ เธอคงไม่อาจจะสวมรองเท้าส้นสูงได้อีกต่อไป เธอดีใจเป็นอย่างมาก ที่เธอได้เตรียมรองเท้าส้นเตี้ยๆ เอาไว้ก่อนแล้ว เพียงเวลาไม่กี่นาที เธอก็แต่งตัวเรียบร้อย เรือนผมที่เปียกชุ่ม และหยาดน้ำทั่วตัวของเธอ เพียงแค่ใช้ “เวทย์ดูดน้ำ” ออกไป ก็สามารถทำให้แห้งได้แล้ว การฝึกศาสตร์นี่ช่างสะดวกสบายเสียจริง

                ส่วนดาบฟินิกซ์นั้น การที่ถืออาวุธเอาไว้ในมือ อาจจะทำให้เกิดความพลุนพลันขึ้นมาได้ง่าย หลินลั่วหรานจึงทำให้มันกลายเป็นปิ่นปักผมอีกครั้ง ก่อนจะเสียบเอาไว้ในมวยผมหลวมๆ ของเธอ

                ท่านเทพป๋ายหมุนตัวกลับมา เมื่อเห็นหลินลั่วหรานที่แต่งกายเรียบร้อยแล้ว ก็เห็นได้ถึงรูปลักษณ์ที่งดงามของเธอ และก็ต้องยอมรับว่าเจ้าเด็กระดับฝึกลมปราณคนนี้หน้าตาสวยสดงดงามอย่างช่วยไม่ได้ ในตอนที่เหลือบสายตาไปเห็นปิ่นปักผมบริเวณมวยผมของหลินลั่วหราน สายตาของท่านเทพป๋านก็สะดุดหยุดลงเป็นเวลาสั้นๆ หลินลั่วหรานจึงไม่อาจจะทันได้สังเกตถึง

                “ขออภัยท่านเทพ” หลินลั่วหรานแสดงความขอโทษในการเสียมารยาทออกไป เหวินกวนจิ่งเองก็เคยทำอะไรแบบนี้กับเธออยู่ แต่ว่านั่นก็เป็นคนในระดับเดียวกัน ตอนนี้หลินลั่วหรานไม่กล้าที่จะทำตัวดื้อดึงนัก ได้แต่ทำตัวให้มีความเคารพอีกฝ่ายเอาไว้

                ท่านเทพป๋ายไม่ได้พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะเห็นท่าทางให้ความเคารพของหลินลั่วหรานแล้ว เธอปัดเป่าให้เมฆหมอกใต้เท้าหายไป ก่อนจะลงมายืนอยู่บนหินททรงกลมด้านข้าง และใช้สายตาที่ให้ความรู้สึกไม่อาจขัดขืนมองลงมายังหลินลั่วหราน

                หลินลั่วหรานรู้สึกว่าตัวเองโดนจ้องมองจนเริ่มคันขึ้นมาในคอ ท่านเทพป๋ายถึงได้พูดขึ้น : “เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า ด้วยระดับฝึกศาสตร์เพียงนี้ เหตุใดจึงกล้ามายังพื้นที่สาบสูญแห่งนี้?”

                พื้นที่สาบสูญ? มันคือชื่อเรียกของสถานที่ลึกลับในโลกของการฝึกศาสตร์อย่างนั้นหรือ?

                หลินลั่วหรานคิดขึ้นในใจ แต่ต่อหน้ากลับทำได้เพียงตอบกลับไปด้วยความเคารพ : “ท่านเทพ ข้านั้นเป็นเพียงผู้ฝึกที่แยกตัวออกมา ไม่มีอาจารย์คอยดูแล เพียงแต่ติดมากับนักปราชญ์คนอื่นๆ เท่านั้น” สำนักที่หลินลั่วหรานรู้จักนั้น ถ้าไม่นับในนิยายแล้ว ในความจริงก็มีเพียงรู้ว่า เหวินกวนจิ่งเป็นคนจากตระกูลเหวินแห่งชู่ชาน ดูเหมือนว่าบนเขาชิงเฉิงก็จะมีอีก แต่ใครจะรู้ว่าท่านเทพขาวนี้มาจากที่ไหน หากว่าบังเอิญเป็นสองที่นั่นพอดี เมื่อถามออกมาแล้วคำตอบของเธอไม่สอดคล้องกัน รู้สึกได้ว่ากำลังโดนหลอก ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างไรการบอกออกไปตรงๆ เลยน่าจะดีเสียกว่า ถามอะไรมาก็ไม่รู้เอาไว้ก่อน

                “แยกตัว?” ท่านเทพป๋านเหมือนว่าจะยิ้มก็ไม่เชิง “คนที่ไร้สำนักก็สามารถสืบทอดดาบจาวแซว่นี่ได้อย่างนั้นหรือ?”

                เอ๋……ท่านเทพคนนี้ รู้จักดาบเล่มนี้อย่างนั้นเหรอ? จาวแซว่ เป็นชื่อที่สวยจังนะ หรือว่าจะเป็นดาบที่มีชื่อเสียงในโลกศาสตร์? หลินลั่วหรานสงสัยว่าตัวเองจะดวงดีได้ถึงขนาดนั้นเลยหรือ การเก็บมาตามใจฉัน ก็สามารถเก็บดาบที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เมื่อเทียบกันแล้ว เธอก็คิดว่าหากเป็นแบบนั้น การที่ท่านเทพป๋ายคนนี้จะรู้สึกมัน ก็ดูจะมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง

                “ท่านเทพไม่รู้เหรอคะ ตอนนี้โลกของการฝึกศาสตร์นั้นย่ำแย่ลง บางทีดาบเล่มนี้อาจจะหายออกมาโดยไม่ตั้งใจก็ได้ ข้าเพียงบังเอิญเก็บมาได้เท่านั้น ไม่ใช่การสืบทอดมาแต่อย่างใด”

                ท่านเทพป๋ายดูเหมือนว่าจะไม่เชื่อในคำพูดของเธอนัก : “การที่ดาบเล่มนี้หลุดออกมาได้……หรือว่าคนคนนั้นจะไม่อยู่แล้ว?” เธอพึมพำออกมา หลินลั่วหรานฟังแล้วก็ได้แต่มึนงง แต่ไม่คิดว่าอยู่ๆ ท่านเทพจะเงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยอารมณ์โมโหจางๆ : “เจ้าคิดจะหลอกตัวข้าหรือ บอกมา เจ้าเป็นทายาทอันดับที่เท่าไรของเพียวเหมี่ยวเฟิง?!”

                หลินลั่วหรานรู้สึกราวกับโดนตบหัว เพียวเหมี่ยวเฟิง เขาไม่ใช่นักดาบที่มีชื่อเสียงในนิยายหรอกเหรอ หากว่าไม่ใช่เพราะที่นี่อุดมไปด้วยพลังที่สงบ ไม่มีใครที่จะสามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้ เธอก็คงจะได้แต่สงสัยว่าท่านเทพป๋ายตรงนี่ อาจจะเป็นนักแสดงที่ถูกใครสักคนเชิญมาท่องบทก็ได้!

                “ท่านเทพ โลกศาสตร์นั้นย่ำแย่ลงมาก เมื่อพันปีก่อน เหล่าผู้อาวุโสระดับแยกจิตต่างก็พากันสูญหายไปจนหมด เพียวเหมี่ยวเฟิงที่ท่านพูดถึง ข้าไม่เคยได้ยินเลยจริงๆ” หลินลั่วหรานพูดเสริมขึ้นอีกในใจ เคยได้ยินในนิยายนี่ ไม่นับใช่ไหม?

                “ผู้ที่ฝึกอยู่ในระดับแยกจิต ต่างพากันสูญหายไปหมด? คนคนนั้นเองก็หายไปด้วยหรือ?” ดูเหมือนว่าจิตใจของท่านเทพป๋ายจะเกิดการสั่นคลอนขึ้น เธอก้มหน้าลง ราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่

                หลินลั่วหรานลอบคิดพิจารณา เธอได้แต่รู้สึกว่าจังหวะที่ท่านเทพคนนี้ปรากฏตัวขึ้น นั้นช่างประหลาด หากว่าจะเป็นพวกผีปีศาจ ตอนนี้เมื่อแอบๆ มองดูแล้ว ใบหน้าของท่านเทพนั้นก็ดูสวยสดงดงาม ให้ความรู้สึกราวกับจะปลิวไปสายลมอยู่เสมอ ดูเบาบางจนราวกับไม่ใช่คน……เธอนำคำว่า “ราวกับไม่ใช่คน” กลับมาคิดอีกครั้ง ก่อนที่เหมือนว่าหลินลั่วหรานจะได้รู้อะไรขึ้นมา เมื่อมองไปยังที่ใต้เท้าของท่านเทพ ในที่สุดก็รู้ว่า จุดที่เธอมองข้ามไปอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง!

                หลินลั่วหรานยังไม่ได้ทำอะไร ดูเหมือนว่าท่านเทพป๋ายจะใช้ความคิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าสวยงามดูดุร้ายราวกับปีศาจ : “เด็กน้อย ถ้าเจ้าหลอกข้าล่ะก็ ขอให้จิตวิญญาณของเจ้าพังทลาย!”

                หลินลั่วหรานขยับตัวถอยห่าง ก่อนจะเหยียดยิ้มหวานออกมา : “จิตวิญญาณพังทลาย เหมือนกับท่านเทพน่ะเหรอ?”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม