0 Views

                หลินลั่วหรานและเหวินกวนจิ่งนั่งอยู่บนแผ่นหลังของเสี่ยวจิน ไม่นานนักก็เดินทางมาจนถึงอีกฝั่ง โดยได้รับความร่วมมือจากหลีซีเอ๋อร์และทุกคน

                เดิมทีเวลาที่เหลืออยู่ก็มีไม่มากนัก หลินลั่วหรานยังคิดว่าเหวินกวนจิ่งน่าจะพาทุกคนตรงไปยังทางออก ใครจะรู้ว่าเขาจะดึงเธอมาที่ข้างกาย ก่อนจะกระซิบออกมา

        “ให้พวกเขาออกไปรอที่ทางออกก่อน?” หลินลั่วหรานขมวดคิ้วเข้าหากัน ถ้าหากจะบอกว่าในสถานที่นี้มีโอกาสดีๆ อยู่ การที่เธอได้พบกับท่านเทพป๋าย ด้วยระดับการฝึกของเธอในตอนนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว หากจะให้เสี่ยงไปที่ที่เขาบอกอีก ดูเหมือนว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

        เหวินกวนจิ่งเองก็รู้ว่าคำขอนี้ทำให้คนอื่นลำบากใจ แต่ว่าในทีมนอกจากหลินลั่วหรานแล้วนั้น ก็ไม่มีใครสามารถจะไปที่นั่นกับเขาได้ เหวินกวนจิ่งถึงได้บากหน้ามาขอเธอ

        ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นมาขอร้องก็คงจะปฏิเสธไปแล้ว แต่เพราะว่าไม่ว่าอย่างไร หลินลั่วหรานก็ยังไม่อาจจะหนีไปจากวงสังคมมนุษย์ได้ ออกจากที่นี่ไปก็ยังต้องเจอกันเพื่อเรื่องต่างๆ อีกมาก เหวินกวนจิ่งเองก็ถือเป็นคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในหน่วยพิเศษ ดังนั้นการช่วยเขานั้น……ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่าเรื่องร้ายใช่ไหม?

                เมื่อคิดถึงเรื่องผลที่จะได้รับแล้ว หลินลั่วหรานก็บอกกับหลีซีเอ๋อร์ให้พวกเธอไปรอที่หน้าทางออก หลีซีเอ๋อร์ถูกหลายวันที่ผ่านมาขัดเกลาไปเยอะ จึงไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงค่อนข้างเข้าใจ พวกหลินลั่วหรานจะต้องมีเรื่องอะไร จึงจะต้องแยกตัวออกไปอย่างแน่นอน ถ้าเธอกลับออกไปรอที่หน้าทางออกกับพวกรุ่นพี่ ก็ไปเป็นเงาติดตามตัวพวกเขา ถูกปกป้องเสียอย่างดี แล้วการมาในครั้งนี้ จะทำไปเพื่ออะไรกัน?

                ตอนแรกเหวินกวนจิ่งคิดว่าจะต้องพูดบ่น หรือใช้เวลาสักพักถึงจะทำให้พวกรุ่นน้องยอมขยับตัวไป ใครจะรู้ว่าช่วงวัยรุ่นแบบนี้ เป็นวัยที่กำลังรักการเสี่ยงอันตราย การที่เหวินกวนจิ่งอยู่กับพวกเขา แม้ว่าจะปลอดภัย แต่กลับทำให้ความสนุกสนานของความเสี่ยงนั้นหายไป ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้หลุดออกจาก “ผู้เฝ้าระวัง” แล้วไปสำรวจสถานที่ลึกลับแห่งนี้!

                หลินลั่วหรานเห็นว่าพวกวัยรุ่นในทีมต่างก็พากันดีใจจนปกปิดเอาไว้ไม่มิด ก็ได้แต่ส่ายหน้าออกมาอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาคงจะถูกดูแลดีเกินไป ถ้าหากว่าได้เจออะไรแบบที่เธอเจอในถ้ำค้างคาว ก็น่าจะเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างใช่ไหม?

                แต่ว่า……นี่ไม่ใช่หนึ่งในเหตุผลที่มาที่นี่เหรอ? ทำให้พวกนักปราชญ์หนุ่มสาวนั้น ได้เติบโตได้อย่างรวดเร็วขึ้น

                เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินลั่วหรานก็ยังคงกังวลว่าหลีซีเอ๋อร์จะต้องลำบากอยู่ดี เธอรอจนพวกวัยรุ่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรเดินออกไปไกล ก่อนจะสั่งให้เสี่ยวจินตามอยู่ด้านหลัง ก่อนที่จะได้พบกับเธอผู้เป็นนายอีกครั้ง ก็ให้ทำตัวเป็นผู้ดูแลลับๆ เอาไว้

                เหวินกวนจิ่งมองทุกอย่างอยู่ในสายตา แต่ไม่ได้พูดอะไร ความประทับใจที่มีต่อหลินลั่วหรานนั้น ค่อยๆ เปลี่ยนไปหลังจากที่ได้รู้จักกัน ดูเหมือนว่าในทุกๆ ครั้งที่ได้พบเธอ ก็จะให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป ทำให้รู้สึกน่าสนใจขึ้นมา……เหวินกวนจิ่งไม่รู้ว่านี่คือข้อดีหรือไม่ดี เขาได้แต่ยิ้มขึ้นในใจ ก่อนจะจัดการโยนความไม่เด็ดขาดโลเลพวกนี้ทิ้งไว้ภายหลัง

                “รุ่นพี่เหวิน ที่ที่พูดถึง อยู่ใต้แม่น้ำนี้ใช่ไหม?” หลินลั่วหรานคิดถึงสิ่งที่เขาพูดเอาไว้ก่อนหน้า ก่อนที่จะอดถามขึ้นมาไม่ได้

                เหวินกวนจิ่งพยักหน้าลง : “อยู่ใต้แม่น้ำนี่แหละ แต่ว่าไม่ใช่ตรงนี้” พูดจบเขาก็นำแผนที่หนังแกะออกมา หลินลั่วหรานรู้ได้ทันทีว่า นี่คือสิ่งที่หลายๆ ประเทศต่างต้องการแย่งชิง ดูท่าทางแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ดูแปลกไปเลย ก็เป็นเพียงม้วนหนังแกะขาดๆ เท่านั้น

                ดูเหมือนว่าเหวินกวนจิ่งจะกำลังมองไปรอบๆ เพื่อดูสถานที่ ผ่านไปสักพักถึงได้เก็บแผนที่หนังแกะลง แล้วนำหลินลั่วหรานเดินต่อออกไป

                หลินลั่วหรานเดินตามหลังมาโดยไม่ได้พูดอะไร หากว่าที่ที่เหวินกวนจิ่งอยากไปนั่น อยู่ภายใต้แม่น้ำนี่จริง แต่เขากลับพาพวกคนที่ตามติดนั่นมาทางนี้ตลอด ถ้าหากว่าไม่ปรากฏตัวออกมา ก็มีหนทางที่จะกลับออกไป___เพียงแต่ไม่รู้ว่า เขาเคยคิดที่จะหลอกให้เหล่ารุ่นน้องลงไปในน้ำ ตัวเองก็ทำเหมือนว่าดำน้ำลงไป แต่ความจริงคือกำลังหาสมบัติอยู่หรือเปล่า?

                ทั้งสองต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เมื่อเป็นแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดแปลกๆ ขึ้นมา โชคดีที่เดินทางมาไม่ถึงชั่วโมง เหวินกวนจิ่งก็ดูเหมือนว่าจะเจอที่ที่ตามหาแล้ว เขาชี้ไปที่ส่วนหนึ่งของแม่น้ำ ก่อนจะพูดออกมา : “ด้านหลังนี่แหละ”

                หลินลั่วหรานก็ไม่ได้พูดอะไรมาก สำหรับนักปราชญ์ระดับฝึกลมปราณตอนปลายที่มีพลังธาตุน้ำแล้ว “ศาสตร์แยกน้ำ” นั้นเป็นเพียงเวทย์ง่ายๆ บทหนึ่ง เพียงแต่ขนาดที่พื้นที่ที่จะสามารถทำได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกของแต่ละคน

                เวทย์ของหลินลั่วหรานถูกร่ายจนจบ ก่อนที่จะตะโกนออกมา : “เปิดออก!” จากนั้นน้ำไหลเชี่ยวในแม่น้ำก็ค่อยๆ แยกออกจากกัน แล้วก่อให้เกิดเป็นอุโมงค์ขนาดหนึ่งคนเดินขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นชายฝั่ง แต่ว่าแม่น้ำนี้ก็มีความลึกกว่า 10 เมตร อีกทั้งแม่น้ำยังไหลเชี่ยว ผสมรวมกันกับเม็ดทราย มันจึงเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ทีเดียว หลินลั่วหรานขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเพิ่มการส่งพลังให้มากขึ้น หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่ที่สุดก็สามารถสร้างอุโมงค์ขึ้นตลอดรอดฝั่งได้ และปรากฏแท่นหินปูนขึ้นมา

                “ที่นี่ล่ะ!” ใบหน้าที่ไร้อารมณ์อยู่เสมอมาของเหวินกวนจิ่งเต็มไปด้วยความดีใจ นั่นก็ทำให้เห็นแล้วว่า ที่ที่เขาต้องการจะไปนั้น มีความสำคัญมากเพียงใด

                หลินลั่วหรานพยักหน้าลง : “พวกเราลงไปกันเถอะ รุ่นพี่”

                ทั้งสองต่างพากันกระโดดลงไป โดยไม่ได้สนใจดินโคลนที่เปรอะเปื้อน ด้วยศาสตร์น้ำที่ยังไม่ได้คลายออก พวกเข้าก็รีบเข้าไปยังอุโมงค์แท่นหิน

                ทันทีที่หลินลั่วหรานก้าวเท้าเข้ามา น้ำในแม่น้ำก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ในแม่น้ำที่กว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีคลื่นมาเป็นระลอก สำหรับมันแล้วดูปกติเสียเหลือเกิน ดูไม่ออกเลยสักนิด ว่าเคยมีคนลงไปใต้ล่าง

        หลินลั่วหรานคิดว่าสถานที่ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านล่างนี้ จะต้องเปียกแชะและมืดมิด แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อดันประตูหินผุพังนั่นออก สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าของเธอจะเป็น เส้นทางหินที่ประกายไปด้วยแสงที่ดูอบอุ่นสวยงามเส้นหนึ่ง

                ด้านบนถูกฝังเอาไว้ด้วยไข่มุกที่มีขนาดใหญ่ราวๆ กำปั้น ไม่รู้ว่าฝังเอาไว้กี่ปีแล้ว มันคอยเปล่งแสงอ่อนๆ ออกมาแก่ภายนอกอยู่เสมอ

                เส้นทางหินนั้นสะอาดสดใส กำแพงทั้งสองประดับไปด้วยรอยสลักรูปภาพ มันดูเรียบง่าย แต่กลับเจิดจรัสสวยงาม แม้แต่เหวินกวนจิ่งที่จิตใจร้อนรนอยากจะเข้าไปเอาของ ยังอดที่จะหยุดฝีเท้าที่เร่งรีบลง แล้วมองพิจารณาไปยังรูปภาพบนกำแพงเหล่านั้น

                รูปแรกนั้นคือยอดเขาหลายๆ ยอด ถูกเมฆหมอกปกคลุมไปทั่ว อีกทั้งยังมีราชวังโบราณมากมาย มีทั้งคนที่สวมชุดโบราณนั่งสบายอยู่ หรือว่าแม่น้ำที่ไหลสงบ โดยเฉพาะคนที่สวมชุดคลุมยาวยืนเหาะเหินอยู่บนดาบบิน……ยิ่งมองเท่าไร หลินลั่วหรานก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา เมื่อมองท่าทางของเหวินกวนจิ่งที่กำลังลูบไล้มือสั่นๆ ลงไปยังภาพเหล่านั้น ความคิดก็แล่นขึ้นมา ก่อนที่เธอจะรู้ได้ในทันที

                ยอดเขาที่ดูยอดงามแปลกตาในรูปภาพพวกนี้ ก็คือยอดเขาที่ถูกปกปิดเอาไว้ในตอนที่กักเก็บน้ำไม่ใช่เหรอ?

                “นี่คือ……” หลินลั่วหรานรู้สึกประหลาดใจมาก จึงพูดออกมาอย่างอดไม่ได้

                ราวกับรู้ว่าเธอไม่เข้าใจอะไร เหวินกวนจิ่งเรียกสติกลับมา ก่อนจะฝืนยิ้มขึ้น “เธอเดาถูกแล้ว ยอดเขาพวกนี้ ก็คือวัดเขาชู่ชานในสมัยก่อน”

                วัดเขา? หลินลั่วหรานเข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้ก็เป็นสำนักฝึกศาสตร์นี่เอง แต่ก็ยังอนุญาตให้ทางรัฐบาลเข้ามาเก็บน้ำ คนฝึกศาสตร์นั้นใจกว้างขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

                ความอ้างว้างปรากฏขึ้นในแววตาของเหวินกวนจิ่ง เขาอธิบายออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ : “เมื่อก่อนเขาชู่ชานนั้นรุ่งเรืองมาก มีชื่อเสียงมากมาย แต่การหายไปของนักปราชญ์ระดับ ทำให้โลกของการฝึกศาสตร์ล่มสลาย……จนมาถึงทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวเดินทางมาจนเต็มเขาสูง หากยังใช้ยอดเขาพวกนี้ในการทำเป็นสำนัก ก็คงจะเหมือนกับการรังแกคนอื่น หรือแม้ว่าจะไม่ได้มีเรื่องภายในเกิดขึ้น เขาชู่ชานเองก็คงจะทำให้เสียเรื่องใหญ่เพียงเพราะเรื่องเล็กๆ ไม่ได้ ดังนั้นก็เลยออกมาแล้ว”

                แม้ว่าน้ำเสียงของเหวินกวนจิ่งนั้นจะดูไม่ได้คิดอะไรมาก แต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกได้ถึงความลำบากใจ แม้แต่สำนักวัดยังให้ออกมา แม้จะต้องทรมานเศร้าใจมากเท่าไร แต่ก็ต้องอยู่บนความชอบธรรม เมื่อพูดแล้วก็ดูน่าอาย หลินลั่วหรานจึงพูดออกมาไปตามน้ำ : “รู้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าที่นี่เป็นราชวังของบรรพบุรุษเขาชู่ชานเหรอ?” การที่เหวินกวนจิ่งเข้ามาที่นี่นั้น ก็น่าจะเพียงราชวังนี่หรือเปล่า?

                หลินลั่วหรานรู้สึกว่าการที่เธอเข้ามากับเขานั้น ทำให้เธอเหมือนมีลมเย็นพัดอยู่ที่แผ่นหลัง___ถ้าหากว่าไปรู้ความลับอะไรของสำนักคนอื่นโดยไม่ระวัง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีนักใช่ไหม?

                เหวินกวนจิ่งส่ายหน้า : “ถ้าหากว่ารู้เรื่องที่นี่ก่อน คนในตระกูลเหวินก็คงจะไม่ได้เข้ามาแค่ฉันคนเดียวหรอก”

                หลินลั่วหรานเองก็ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า และก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแต่หันไปดูที่รูปต่อไป แต่กลับถูกรูปภาพในนั้น ทำเอาสีหน้าปรากฏความตื่นตระหนกออกมาอย่างไม่มั่นคง!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม