0 Views

                ในอุโมงค์ที่ลึกและเงียบสงบ เสียงฝีเท้าของหลินลั่วหรานแผ่วเบาจนแทบไม่เกิดเสียง

                และเพราะว่าดาบจาวแซว่จะถูกรบกวน หากว่าอยู่ในบริเวณของเสาสูงแห่งนี้ ดังนั้นหลินลั่วหรานจึงได้แต่เตรียมเวทย์เอาไว้คอยระมัดระวัง เรื่องที่แสงจะเข้ากระตุ้นเหล่าค้างคาวนั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เพราะแบบนั้นหลินลั่วหรานจึงไม่ได้ใช้มันในการส่องแสงสว่าง

                เพียงแต่ ตอนแรกหลินลั่วหรานก็คิดว่ามันเป็นเพียงถ้ำค้างคาวถ้ำหนึ่ง แต่ว่าเมื่อยิ่งเดินเข้ามาจากปากถ้ำมากเท่าไร ก็ค่อยๆ ต่ำลงเรื่อยๆ หลินลั่วหรานจึงได้แต่สงสัยว่าตอนที่เธอตรวจสอบชานเขานั้นเผลอมองข้ามไปหรือเปล่า อาจจะเชื่อมต่อกันก็ได้

                แต่ในเวลานี้จะมาเสียใจไปก็เท่านั้น ยิ่งเดินต่ำลงไปเท่าไร พื้นที่ก็เปิดกว้างออกเรื่อยๆ หลินลั่วหรานจึงเดินได้สบายขึ้นกว่าเดิมมาก มีเพียงเรื่องหนึ่ง ที่นี่คือถ้ำค้างคาว แต่ตั้งแต่เดินเข้ามา เธอกลับยังไม่เห็นค้างคาวเลยสักตัว พวกมันพากันนอนพักอยู่ในรัง หรือว่าออกไปทำอะไรที่นอกเหนือจากการคาดหมายกันนะ?

                เมื่อเรื่องดูผิดแปลกจากปกติไป หลินลั่วหรานจึงเดินไปพร้อมกับเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น

                พื้นที่เปิดออกกว้างเรื่อยๆ หลินลั่วหรานฝืนยิ้มหากดูแบบนี้ก็เห็นได้ชัดว่าถ้ำนี้อยู่ที่ชานเขา แต่เธอกลับใช้เวลากว่าสองเท่าในการอ้อมกลับมา เพียงแต่……ทำไมถึงเงียบสงบแบบนี้ล่ะ?

                ด้วยสายตาของหลินลั่วหราน อุโมงค์ที่ค่อยๆ เปิดออกกว้าง กลับไม่ได้ปรากฏร่างของค้างคาวขึ้นมา แต่กลับเป็นอุโมงค์ก้นหอยอยู่บนล่างเขากลางป่า เรื่องความเงียบสงบนั้นไม่ต้องพูดถึง มันทำเอาเธอรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา อุโมงค์นี้ดูมีกฎเกณฑ์บางอย่าง ไม่เหมือนว่าเกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ

                ในถ้ำชานเขา ที่จริงแล้วมีอะไรรอเธออยู่กันแน่?

                ขึ้นเขานั้นง่าย ลงเขานั้นยาก ยิ่งด้วยต้องคอยเตรียมพร้อมเอาไว้ เวลาที่หลินลั่วหรานต้องใช้จึงยิ่งเพิ่มเป็นสองเท่า จนต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน___ตั้งแต่ที่เธอเข้ามายังเขาสูงจนถึงตอนนี้ ก็ผ่านไปสามชั่วโมงแล้ว แต่แม้แต่ปลายขนของค้างคาวต่างก็ไม่เห็น และมันไม่ใช่ลางที่ดีเลยแม้แต่น้อย

                เอ๋ มีเสียงน้ำไหลด้วย!

                หลินลั่วหรานตั้งใจฟัง จนเมื่อมั่นใจว่าไม่ได้เข้าใจผิด ฝีเท้าของเธอก็เร่งไวขึ้น

                จนเมื่อเธอเลี้ยวมาสองโค้ง ในที่สุดก็ได้พบพื้นที่เปิดกว้าง___มันเป็นถ้ำหินปูนที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ป่า มันเป็นถ้ำหินย้อยเช่นกัน หินย้อยในถ้ำของเหล่าฝูงลิงนั้นงดงามราวกับภาพฝัน แต่ที่กลับดำมืดจนหนาวเย็นขึ้นมาจับใจ

                ก่อนหน้านี้หลินลั่วหรานได้ยินเสียงน้ำดังมาจากข้างกาย มันเป็นแม่น้ำใต้ดินที่ไม่ได้ไหลเชี่ยวนัก

                เมื่อตามสายน้ำนี้ไปก็เป็นปากถ้ำ ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นทางออกไปที่ไหนสักที่ ในตอนนี้หลินลั่วหรานไม่มีความคิดจะไปสำรวจมันเสียเท่าไร___ในกลางถ้ำมีแท่นหินที่เรียบกว้างก่อนใหญ่อยู่ก่อนหนึ่ง ด้านบนมีคนนอนอยู่สองคน ไม่รู้ว่าเป็นตายอย่างไร!

                ถ้าหากว่าเป็นแบบนั้นก็คงไม่เป็นอะไร แต่ว่าสิ่งที่ร่วงหล่นอยู่สองข้างของแท่นหิน คือเศษกระดูกมากมาย ทำให้คนได้แต่ตื่นตะหนก……นั่นมันหัวกะโหลกชัดๆ อย่างนั้นกระดูกเหล่านั้นก็ต้องเป็นสัตว์อะไรสักอย่างเท่านั้นแล้ว!

                หลินลั่วหรานสูดลมหายใจเข้าด้วยความตกใจ นี่มันถ้ำค้างคาวอะไรกัน นี่มันถ้ำปีศาจชัดๆ!

                ในทางตรงกันข้ามกันกับแท่นหิน มีค้างคาวตัวเล็กๆ กระจายกันห้อยหัวอยู่บริเวณหินย้อย ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รู้สึกถึงการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเธอ ต่างพากันปิดตากรนออกมา

                ด้านล่างของพวกมัน มีความสูงประมาณหนึ่งคน สิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตาของหลินลั่วหราน คือชั้นทรายประกายหนาๆ เฮอๆ ถ้าพูดให้ดูง่ายๆ หน่อย มันก็คืออุจาระออกค้างคาวนั่นเอง

                ทรายประกายที่มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ค้างคาวไม่กี่ตัวจะสะสมได้ในไม่กี่วัน แล้วแบบนั้น ค้างคาวตัวอื่นออกไปล่าเหยื่ออย่างนั้นเหรอ?

                หลินลั่วหรานกำหมัดแน่น ไม่แน่ใจว่าเธอควรจะเข้าไปดูคนที่นอนอยู่บนแท่นก่อนหรือไม่ หรือว่าจะรีบไปเอาทรายประกายแล้วรีบจากออกไป

                ค้างคาวที่ออกไปด้านนอกนั้นอาจจะกลับมาตอนไหนก็ไม่รู้ ในใจของหลินลั่วหรานคิดขึ้น เธอหันไปมองคนที่นอนอยู่บนแท่นหินทั้งสอง ใบหน้าของเขาซีดขาว แต่กลับมีผมสีทองและสีน้ำตาลแดง ไม่ใช่คนของประเทศจีน เอ๋ แม้ว่าจะดูคุ้นตาอยู่ แต่เธอเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรมากนัก ที่เมื่อเห็นคนต่างก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ เอาไว้ดูสถานการณ์แล้วค่อยว่ากันอีกที

                เธอถอนหายใจออกมา ก่อนจะตัดสินใจด้วยความรวดเร็ว ไปเก็บทรายประกายก่อนดีกว่า!

                พวกค้างคาวนั้นต่างตาบอด มันใช้คลื่นเสียงในการแยกแยะเหยื่อ หลินลั่วหรานไม่ได้ลดความระมัดระวังลงเมื่อเห็นว่าพวกมันปิดตาสนิท แต่กลับขยับเข้าไปใกล้ด้วยความระมัดระวัง เธอหยิบเอาเหยือกที่เตรียมเอาไว้เป็นอย่างดี เธอใช้ดาบจาวแซว่เขี่ยอุจาระสีดำให้เปิดออก ก่อนจะขุดลงไปช้าๆ

                แน่นอนว่าอุจาระของค้างคาวต้องส่งกลิ่นเหม็นออกมา แต่ว่าเมื่อค่อยๆ ขุดลงไปก็พบว่าใต้ลงไปนั้น อุจาระก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นผลึกใสสีดำแล้ว นี่แหละคือทรายประกายที่มีฤทธิ์ยา ให้ความรู้สึกของสิ่งที่มีอายุร้อยปีอยู่

                ความดีใจปรากฏขึ้นในสายตาของหลินลั่วหราน เมื่อขุดต่อลงไปต่ออย่างระมัดระวัง ขุดไปกว่าครึ่งชั่วโมงก็ได้พบกับผลึกใสสีขาว มันเล็กละเอียดสีขาว ดูเหมือนว่าจะใหญ่กว่าผลึกน้ำตาลเล็กน้อย ผลึกใสร้อยปี ความสวยงามที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลากว่าพันปี นี่แหละคือทรายประกายพันปีที่เธอตามหา!

                ท่านเทพป๋ายถูกควบคุมด้วยอะไรสักอย่าง ตอนนี้จึงไม่อาจจะติดต่อด้วยได้ ดังนั้นเรื่องข้อห้ามของพื้นที่ลึกลับของตัวเองก็น้อยลงไป ยังมีเหยือกเล็กอยู่สองใบ ที่เหลือจากการบรรจุเหล้าลิงหมัก หลังจากกรอกลงเต็มขวด ความโลภก็ยังคงมีอยู่ เธอจึงคิดขึ้นมาว่านี่มันยังไม่ถึงใต้สุด มันต่างก็เป็นทรายประกายที่มีอายุมากกว่าพันปี แล้วแบบนั้นถ้าชั้นใต้ที่สุดล่ะ?

                หลินลั่วหรานนำเอาเหยือกที่บรรจุเต็มแล้วใส่ไว้ที่พื้นที่ลึกลับ ก่อนจะขุดต่อลงไปอีกครั้ง ที่แท้ใต้ผลึกสีขาวก็เป็นผลึกสีเหลืองอ่อน ใต้จากผลึกเหลืองอ่อนลงไปอีก ก็เป็นผลึกใสสีเหลืองอ่อนที่ดูใสแววจนเห็นทะลุ หรือสรุปก็คือมันไม่ได้ต่างจากผลึกน้ำสักเท่าไรแล้ว!

                หลินลั่วหรานดีใจขึ้นมาในใจ ต่างเก็บผลึกทั้งสองเข้ามา เธอถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจว่า อย่างน้อยรอบนี้ก็คุ้มค่าที่จะมา แต่กลับไม่ได้สนใจคนสองคนที่นอนอยู่ด้านหลังเธอเลยแม้แต่น้อย ดวงตาสีดำสนิทกวาดไปมองคร่าวๆ ก่อนจะหายไป

                หลินลั่วหรานเก็บเอามาเต็มสองเหยือกแล้ว ก็พอใจ เธอจัดการทำความสะอาดดาบจาวแซว่ให้เรียบร้อย ครั้งนี้ไม่อย่างไรก็ควรที่จะหาสาเหตุที่ทั้งสองคนมาอยู่ที่นี่จะดีกว่าไหมนะ?

                เมื่อคิดไปถึงกองกระดูกสีขาว หลินลั่วหรานก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา

                ช่างเถอะ การเป็นคนดีมันไม่ง่ายนัก เรื่องของใครก็จัดการกันเองน่าจะดีกว่า!

                เป็นความจริงที่หลินลั่วหรานเป็นคนดี แต่เพียงแค่เธอมักจะคอยดูแลเพื่อนร่วมทีมของเธอมากเป็นพิเศษเท่านั้น จากที่เหวินกวนจิ่งพูดมา พวกนักฝึกศาสตร์ต่างชาติพวกนี้ มาที่สถานที่ลึกลับแห่งนี้ ก็ไม่ได้ดีกับนักฝึกศาสตร์จีนอย่างพวกเธอนัก การที่ตัวเองไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แล้วทำไมถึงจะต้องลำบากไปช่วยศัตรูด้วยกันล่ะ?

                หลินลั่วหรานตั้งใจว่าจะออกไปตามสายน้ำ แต่กลับได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นตัดกับเสียงน้ำไหล ทำให้เธอต้องหยุดฝีเท้าลงอย่างช่วยไม่ได้ จิตใต้สำนึกทำให้เธอซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินงอกก้อนใหญ่

                “ดาน่า พวกเราไม่ทำอะไรให้มันไวๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นพวกค้างคาวดูดเลือดก็จะกลับมากันแล้ว” น้ำเสียงภาษาอังกฤษที่รวดเร็วว่องไวถูกพูดออกมา เพียงขยับปากเสียงก็ปรากฏขึ้นในสายตาของหลินลั่วหราน

                โลกนี่มันแคบจริงๆ นั่นคือชาวเผ่าแวมไพร์ที่ชื่อคริสตัล และคู่หูผู้หล่อเหลาและมีท่าทางดูหรูหราของเธอนั่นเอง

        หลินลั่วหรานกลั้นหายใจเอาไว้อย่างระมัดระวัง และค่อยๆ ผ่อนคลายตัวเองลง ตัวของเธอหายไปกับความมืดปิดที่ปกคลุมอยู่

        คริสตัลเดินตรงไปยังแท่นหิน หลินลั่วหรานก็เข้าใจกระจ่างขึ้นมาในทันที ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนทั้งสองคนนั้นถึงคุ้นตา พวกเขาคือคนที่มากับคริสตัลนั่นเอง

        เมื่อตรวจสอบว่าทั้งสองยังไม่ตาย ใบหน้าเย็นชาของคริสตัลก็ปรากฏความดีใจขึ้นมา เธอและดาน่าต่างคนต่างก็จับมือของคนที่นอนอยู่เอาไว้ ดูเหมือนว่าจะเป็นการมอบพลังในแบบพิเศษของพวกขา ก่อนที่ทั้งสองจะฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

        “คุณคริสตัล ทำคุณตกใจไปหมดแล้ว ฉันนี่สมควรตายจริงๆ” ทั้งสองตื่นขึ้นจากอาการสลบ เมื่อเห็นคนที่มาอย่างชัดเจน สิ่งแรกที่ตอบสนองขึ้นมาก็คือความสำนึกผิด

        เมื่อเห็นว่าท่าทางบนใบหน้าของพวกเขาดูจะเกรงกลัวจริงๆ เหมือนว่าพวกเขาจะหวาดเกรงคริสตัลคนนี้มาก

        ดาน่าเห็นว่าคริสตัลดูเหมือนว่าจะอารมณ์เสียขึ้นมาตรงนี้ จึงต้องออกปากเตือนขึ้น : “ยังไงไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยพูดกันเถอะ”

        สีหน้าของคริสตัลไม่พอใจ เมื่อเห็นแบบนั้นดาน่าก็เงียบไป ไม่รู้จะพูดอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเธอต้องการค้างคาวดูดเลือดนี่ ทั้งสองคนคงไม่เสี่ยงเข้ามาในถ้ำนี้ อย่างไรก็เกิดเรื่องขึ้นเพราะคริสตัล ดังนั้นสำหรับดาน่าแล้ว ทั้งสองก็สมควรได้รับการให้อภัย

        ผู้หญิงอย่างคริสตัลคนนี้ เป็นคนที่ควรค่าแก่การอยู่ด้วยจริงๆ ดาน่าคิดขึ้นในใจโดยไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา

        ในตอนที่ทั้งสี่คนกำลังจะออกไป หูของคริสตัลก็ขยับขึ้น ก่อนที่สีหน้าไร้สีเลือดของเธอจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น

        “พวกมันกลับมาแล้ว…….”

        พวกมัน? หลินลั่วหรานจับตัวเองไว้แน่น ถ้าหากว่าพุ่งออกไปต่อหน้าพวกคริสตัล ด้วยท่าทางความเร็วของพวกเผ่าแวมไพร์ที่ “แท่นกลางทะเล” แล้ว หลินลั่วหรานจึงไม่ได้มีความมั่นใจเท่าไร

        พวกคริสตัลทั้งสี่คนพุ่งออกไปตามทางแม่น้ำ ดูเหมือนว่าจะอาศัยตอนที่พวกค้างคาวเข้ามาในถ้ำออกไปก่อน หลินลั่วหรานกลั้นใจเอาไว้ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าทำไมพวกคริสตัลถึงได้ต้องการเจอกับพวกค้างคาว หรือว่าแค่ตั้งใจจะออกไปตามตอนที่มา

        หลินลั่วหรานยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้แย่แค่ไหน แต่คนที่คอยเฝ้าดูอยู่ที่ยอดเขาข้างๆ อย่างหลีซีเอ๋อร์ ตอนนี้กลับเบิกตาโตขึ้น ในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด

        ค้างคาว ทั่วทั้งบริเวณของยอดเขาสูงที่ราบเรียบราวกับกระจกนั้น ทั่วท้องฟ้าและผืนดินต่างเต็มไปด้วยค้างคาว……!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม