0 Views

                คุณปู่ตระกูลมู่เห็นว่าสีหน้าของหลินลั่วหรานดูผ่อนคลายลงแล้ว ก็ลูบเคราพร้อมพูด : “หากรับหยกของหนูมาโดยเปล่า แล้วไม่ตอบแทนคืนกลับไป ในการฝึกศาสตร์นี้ ก็คงจะก้าวเดินไปในทางไม่ดีแน่ หนูหลิน มีอะไรที่หนูอยากได้ แล้วพวกฉันพอจะหามาให้ได้ ก็ขอให้บอกออกมาเถอะนะ พวกฉันจะได้ไม่รู้สึกแย่มากนัก?”

                หลินลั่วหรานไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก เธอไม่รู้ว่าที่คุณปู่ตระกูลมู่พูดจริงจังแค่ไหน เธอได้แต่คิดอยู่สักพัก “ช่วงนี้หนูอยากจะฝึกการปล่อยเวทย์ลูกไฟน่ะค่ะ แต่ว่าไม่มีใครมาช่วยสอน ไม่รู้ว่าถ้าจะขอเชิญให้พวกท่านทั้งสองมาช่วยสอนจะได้ไหม?”

                หลังจากที่ตกลงจะเข้าร่วม “ค่ำคืนแห่งเบอร์มิวดา” ไปกับเหวินกวนจิ่งแล้ว ถ้าเธอไม่สามารถใช้เวทย์ได้เลยสักอย่าง ก็คงไม่เพียงแค่อาจจะถูกเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แต่เรื่องความปลอดภัยของตัวเองก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

                เมื่อเห็นว่าคนแก่ทั้งสองหันหน้าเข้าสบตากัน ดูเหมือนว่าจะประหลาดใจที่อาจารย์ของเธอไม่สอนเวทย์ให้ ในใจของหลินลั่วหรานก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมา แต่กลับไม่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าแม้แต่น้อย เธอคิดว่าการหาข้ออ้างคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่การโกหกครั้งหนึ่งนั้นมักจะต้องการคำโกหกมาช่วยเข้าอีกมาก และก็มีโอกาสที่จะถูกเปิดโปงได้เสมอ หลินลั่วหรานตัดสินใจอย่างแน่วแน่ มาลองเสี่ยงกันดูเสียหน่อยก็ดี___หากมีคนมองออกมา เธอก็แค่พาพ่อกับแม่ แล้วก็ลั่วตงหลบเข้าไปในป่าลึก พอให้มีพลังมากพอแล้วค่อยกลับออกมาก็คงจะได้ ก็มีเพียงแค่นี้แหละนะ

                                ความจริงที่คุณปู่ตระกูลมู่และชายแก่สกุลกัวประหลาดใจนั้น ไม่ใช่การสงสัยว่าเธอเป็นเพียงเสือกระดาษอย่างที่หลินลั่วหรานกังวล แต่เป็นเพราะว่าคำขอของเธอ หากเทียบกันกับมูลค่าของหยกแล้ว มันไม่ได้เข้ากันเลยแม้แต่น้อย

                เวทย์การปล่อยลูกไฟง่ายๆ หากว่าตอนนี้โลกการฝึกศาสตร์ไม่ได้ตกต่ำลง ก็เป็นเพียงสิ่งที่ใครๆ ต่างก็ทำกันได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เวทย์ลึกลับวิเศษอะไร หยกที่หลินลั่วหรานเอามานั้น สามารถส่งพลังที่ร่างกายของคนเราสามารถดูดซึมได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการสกัด ประโยชน์ที่มีต่ออาการบาดเจ็บของชายแก่สกุลกัวนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าเอามาให้เป็นระยะเวลาต่อกันยาวนาน ก็สามารถช่วยประหยัดเวลาในการฝึกศาสตร์ลงไปได้กว่าเท่าตัว

                คุณปู่ตระกูลมู่พูดออกมาอย่างสงบนิ่ง : “หนูหลิน หนูรู้หรือเปล่าว่าหยกที่หนูนำมามีค่ามากแค่ไหน?”

        หลินลั่วหรานนิ่งไป มันมีค่ามากเลยเหรอ? ไม่ใช่ว่าเธอใช้เวลานิดหน่อยก็สามารถทำออกมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ ไม่คิดเลยว่าในสายตาของนักฝึกศาสตร์ระดับพื้นฐานอย่างพวกเขา จะถือว่ามีค่ามากแล้ว

        เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าหลินลั่วหรานเพิ่งจะฝึกศาสตร์ได้ไม่นานนัก คุณปู่ตระกูลมู่ก็รู้ขึ้นมา

        “หนูได้รับโอกาสครั้งใหญ่ ยังไม่รู้ถึงความยากลำบากของการฝึก ตั้งแต่พันปีก่อนที่พลังลดน้อยลง แม้แต่พลังที่หลงเหลืออยู่ก็กระจัดกระจายไปหมดแล้ว การที่นักปราชญ์คนหนึ่งจะดูดซึมพลังได้ ไม่เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่ง แต่กลับต้องใช้ระยะเวลากว่า 3 เท่าในการสกัดหรืออาจจะมากกว่านั้น……แม้ว่าระดับพื้นฐานจะมีอายุได้ถึง 200 ปี แต่ถ้าหากพื้นฐานแย่หน่อย ก็ถูกระยะเวลาที่ต้องเสียไปนี้ในการฝึก จนถูกดึงรั้งเอาไว้ ไม่อาจจะไปไหนได้ อีกทั้งเพราะพลังไม่สงบ พลังต่างแก้ไขฤทธิ์ยาให้ผิดแปลกไป ยาที่เคยใช้ในอดีตก็ไม่อาจจะใช้ได้อีกต่อไป เหล่ายาที่คอยช่วยเหลือเหล่าผู้ฝึกศาสตร์เหล่านี้ ก็กลายเป็นสิ่งหายากขึ้นมา และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่มีใครได้ก้าวเข้าสู่ระดับรวมพลังอีก แค่นี้หนูก็น่าจะรู้แล้วนะ ว่าหยกที่เต็มไปด้วยพลังที่สามารถดูดซึมเข้ามาได้โดยตรงนี้ มีค่ามากแค่ไหน”

        ในตอนที่คุณปู่ตระกูลมู่พูดถึง “ไม่มีใครได้ก้าวเข้าสู่ระดับรวมพลังอีก” ก็อดที่จะนิ่งไปไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึงว่าหลินลั่วหรานยังมีอาจารย์ลึกลับคนนั้นอยู่เบื้องหลัง จากการคาดเดาของพวกเขา ไม่ใช่ว่าก็เป็นผู้อาวุโสระดับรวมพลังเหรอ

        เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานกำลังตั้งใจฟัง ก็เดาว่าอาจารย์ของเธอต้องไม่เคยพูดเรื่องความยากลำบากเหล่านี้ให้ฟัง___เมื่อคิดไปคิดมา คนที่สามารถนำหยกแบบนี้ออกมาได้ ปัญหาลำบากของผู้ฝึกศาสตร์ทั่วไป บางทีอาจจะไม่ใช่ปัญหาของอาจารย์ผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย แล้วเขาจะพูดออกมาให้กระทบกับการฝึกของลูกศิษย์ทำไม?

        เมื่อคิดได้ดังนี้คุณปู่ตระกูลมู่ ก็หยุดเรื่องนี้เอาไว้ ในใจของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความร้อนรน สิ่งที่เธอขาดแคลนที่สุดก็คือความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของโลกการฝึกศาสตร์นี่แหละ แต่คุณปู่ตระกูลมู่กลับหยุดคำพูดเอาไว้เพียงแค่นั้น น่าเสียดายเสียจริง

        ชายแก่สกุลกัวกลับคว้าเอาหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ก่อนจะส่งมันให้กับหลินลั่วหราน ด้านบนกระดาษที่ซีดเหลืองเขียนเอาไว้ว่า “เวทย์ทั้งห้า” หลินลั่วหรานรับมาดู เธอตกใจปนกับความรู้สึกเหลือเชื่อ เวทย์ของเหล่าผู้ฝึกศาสตร์ที่เธอปรารถนา อยู่ในมือของเธอแล้ว?

        ชายแก่สกุลกัวมองไปยังสีหน้าของเธอ ก่อนจะพูดอธิบายออกมา : “อย่าได้ตกใจไปเลย นี่เป็นเพียงเวทย์ขั้นพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น เอากลับไปลองอ่านดูเถอะ มันเป็นของหนูแล้ว”

        “ขอบคุณนะคะท่านกัว!” น้ำเสียงแสดงความขอบคุณของหลินลั่วหรานเต็มไปด้วยความจริงใจ แม้ว่าสำหรับคนอื่นมันจะเป็นเพียงเวทย์ธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับเธอแล้ว มันกลับมีค่ามาก ยิ่งเมื่อเธอเปิดไปยังหน้าแรก ก็ได้พบว่ามันคือพลังที่เหวินกวนจิ่งเคยปล่อยออกมา และหลินลั่วหรานพยายามฝึกอยู่กว่าครึ่งวันอย่างเวทย์ลูกไฟ หลินลั่วหรานก็ยิ่งดีใจขึ้นมา

        เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานดูดีใจ ชายแก่ทั้งสองก็ได้แต่ชื่นชมจิตใจที่ดีของเธอ แต่ว่าแค่หนังสือเวทย์ขั้นพื้นฐานเล่มเดียว จะไปตอบแทนน้ำใจที่ช่วยยืดระยะเวลาชีวิตของเธอได้อย่างไรกัน? อย่างไรก็คงจะต้องหาอะไรดีๆ มาตอบแทนให้เธอ เพียงแต่จะให้อะไร ถึงจะพอเข้าตาของศิษย์รักผู้อาวุโสระดับรวมพลังกันนะ นี่ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

        คุณปู่ตระกูลมู่เห็นว่าเธอดูมีความสุขมาก ก็จัดการเอาความคิดเรื่องของตอบแทนพักไปไว้ก่อน เมื่อคิดขึ้นมาในใจ มือขวาก็ขยับท่าทางออกมา ก่อนจะเห็นก้อนดินสี่ก้อนผุดขึ้นมาจากพื้น หลินลั่วหรานสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของพลัง เธอไม่รู้ว่าคุณปู่ตระกูลมู่จะทำอะไร เธอมองยังท่าทางที่มือของคุณปู่ตระกูลมู่ตาไม่กระพริบ ในเวลาเดียวกันก็ส่งจิตความคิดออกไปดูการเคลื่อนไหวของพลัง___หลินลั่วหรานเคยล้มเหลวในการฝึกเวทย์ลูกไฟมาแล้วครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองจะมองข้ามการเคลื่อนไหวของพลังมากเกินไป แน่นอนว่าครั้งนี้ เธอจะไม่ยอมเสียโอกาสไปอีก

        ในเวลาสั้นๆ เวทย์ที่คุณปู่ตระกูลมู่ร่ายออกมาก็ปรากฏรูปทรงขึ้น ที่แท้มันก็มีรูปร่างเป็นโต๊ะและเก้าอี้นั่งอีกสามตัว

        ในสายตาของคนทั่วไป ก็คงมองว่ามันเหมือนกับมายากล แต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกได้ว่าเหล่าโมเลกุลพลังสีน้ำตาลดินนั้น กำลังขยับสั่นไหวไม่หยุด เมื่อมองไปยังดินรูปทรงโต๊ะและเก้าอี้ เธอก็เข้าใจขึ้นมาได้ทันที ว่าเหล่าพลังสีน้ำตาลดินพวกนั้น น่าจะเป็นพลังของธาตุดินใช่ไหม?

        “ท่านมู่ ดินพวกนี้ทั้งนิ่มแล้วก็ชื้น เก้าอี้คงจะนั่งไม่ได้เอานะคะ!” หลินลั่วหรานเดาว่าคุณปู่ตระกูลมู่ยังคงจะมีอะไรอีก เธอจึงตั้งใจพูดยั่วยุขึ้นมา ให้คนแก่ได้มีความรู้สึกประสบความสำเร็จ และแสดงอะไรให้เธอได้ดูมากขึ้น การที่จะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมฟรีๆ หลินลั่วหรานไม่มีข้อแย้งอะไรอยู่แล้ว

        คุณปู่ตระกูลมู่ได้แต่ยิ้มออกมา เทคนิคเล็กๆ ของหลินลั่วหรานจะหลอกคนที่ใช้ชีวิตมามากกว่าร้อยปีอย่างเขาได้อย่างไร แต่ว่าเธอก็เป็นเด็กที่ไม่เลว จึงอยากจะยอมตามใจให้มากเสียหน่อย เขาจึงไม่ได้เปิดโปงความคิดน้อยๆ ของเธอ

        “ตั้งใจดูล่ะ หนูหลิน!” ท่าทางของมือขวาของคุณปู่ตระกูลมู่เปลี่ยนไปทันที ความรวดเร็วของการร่ายเป็นไปช้ากว่าปกติ แต่กลับแตกต่างไปจากเวทย์ที่ใช้เรียกดินให้เป็นโต๊ะ หรือเวทย์ลูกไฟของเหวินกวนจิ่ง ระหว่างที่นิ้วมือขยับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ต่างก็ให้ความรู้สึกหนักแน่นราวกับดาบที่กระทบกัน พลังเล็กๆ สีทองเบาบางจากโดยรอบตอบสนองเข้ากับท่าทางจากมือของเขา  แม้แต่สีหน้าของคุณปู่ตระกูลมู่เองก็ยังดูหนักแน่น ไม่ได้สบายๆ อย่างตอนที่เรียกดินขึ้นมา เขาส่งเสียงออกมาทันที : “เวทย์สมบูรณ์! ไป!” แสงสีทองพุ่งออกมาจากหมัดของเขา พลังธาตุทองปะทะเข้ากับพลังธาตุดินที่ยังไม่หายไปไหน ก่อนจะเกิดเป็นประกายไฟออกมา ล้อมรอบตัวโต๊ะดินที่ทั้งนิ่มและชื้น ก่อนจะจุดเปลวไฟให้ลุกขึ้น!

        นี่คือกำลังเผาโต๊ะดินอยู่อย่างนั้นเหรอ? หลินลั่วหรานมองไปยังกลุ่มเปลวไฟที่ขยับสั่นไหว เธอรู้สึกได้ถึงการขยับเต้นแรงของหัวใจของเธอ เธอสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่า คุณปู่ตระกูลมู่ไม่ได้ควบคุมพลังธาตุไฟ แล้วเปลวไฟเหล่านั้น มากจากไหนกันนะ?

        ชายแก่สกุลกัวไออ้อมแอ้มออกมา โดยไม่ชอบใจคุณปู่ตระกูลมู่นัก อายุตั้งขนาดนี้แล้วยังจะใช้เวทย์ลึกลับมาหลอกเด็กสาวอยู่ได้ แม้ว่าจะเป็นเด็กที่ฝึกศาสตร์อยู่ก็เถอะ แต่แบบนี้มันแย่เกินไปแล้ว

        “เหล่ามู่ การที่ระหว่างธาตุดินและไฟ สามารถสร้างธาตุไฟขึ้นมาได้น่ะ เป็นเวทย์ที่หลังจากฝึกข้ามมาถึงระดับพื้นฐานแล้วถึงจะทำได้ ยังจะเอาออกมาใช้หลอกคนอีกเหรอ!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม