0 Views

                หลินลั่วหรานคิดว่าคนแก่ทั้งสองตั้งใจจะเล่นตลกอะไรแกล้งเธอกันแน่ แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อคุณปู่ตระกูลมู่เปิดประเด็นมา ชายแก่สกุลกัวก็ไม่ได้ตอบรับอย่างที่คิดไว้ แต่กลับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ : “เหล่ามู่ อายุเราสองคนรวมกันเท่าไรแล้ว ยังจะมาพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าเด็กๆ อีก ถ้ามันไม่ตลก ก็ไม่ต้องพูดเถอะ!”

                คุณปู่ตระกูลมู่อายขึ้นมา แต่หลินลั่วหรานนั้นเต็มไปด้วยความเคารพ ถ้าหากเป็นตัวเธอเอง ได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ ในเวลาที่ต้องรอคนเอายามาช่วย คงจะไม่อาจสงบนิ่งแบบนี้ได้

                แต่ว่าในตอนนี้เธอก็ยังคงอยู่ในสถานการณ์อันตราย แม้แต่คุณปู่ตระกูลมู่ที่เป็นนักปราชญ์ระดับพื้นฐานยังไม่อาจรักษาได้ แล้วเธอจะไปเอาความมั่นใจมาจากที่ไหนกัน___ด้วยพลังของเธอที่ยังไม่เติมระดับฝึกลมปราณดี? อย่าล้อเล่นน่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะความสามารถลึกลับของไข่มุก แม้แต่เป่าเจียเอง เธอยังไม่อาจจะช่วยเอาไว้ได้เลย

                หลินลั่วหรานวางแก้วชาลง “ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง หนูเอาหยกมาให้แล้วค่ะ……แต่ว่า อาการเจ็บป่วยของท่านกัว……”

                ชายแก่สกุลกัวโบกมือปฏิเสธ : “เอาของที่แม้แต่มีเงินมากมายแค่ไหนก็ไม่อาจจะหาได้มาให้ขนาดนี้ ก็นับว่ามีน้ำใจกับฉันมากแล้ว แล้วฉันจะเอาเรื่องความเจ็บป่วยของตัวเองไปให้หนูแบกรับไว้ได้อย่างไร? ……พวกเหล่ามู่ต่างก็หวังไปยังผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องหลังของหนู อาจจะทำอะไรไม่ดีนัก แต่ก็ด้วยแต่เพื่อฉันทั้งนั้น สาวน้อยหลิน อย่าได้ถือสาอะไรพวกเขาเลยนะ”

                ความละอายที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่เทียนหนาน เหมือนกับที่ปรากฏบนใบหน้าของคุณปู่ตระกูลมู่ราวกับคัดลอกกันมา เมื่อมองอย่างนี้แล้ว ใครต่างก็รู้ว่า ทั้งสองเป็นปู่หลานกัน เรื่องที่จะถือสาอะไร หลินหลั่วหรานไม่ได้ตกใจเลยแม้แต่น้อย

                เธอไม่ใช่คุณหนูที่ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาในบ่อน้ำผึ้ง เธอไม่เคยเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีความรักความเกลียดที่ไร้ที่มาที่ไป ท่าทาง “น่ารังเกียจ” ของมู่เทียนหนาน เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ

                ถ้าหากว่าเธอมีอาจารย์ลึกลับอยู่จริง เธอคงจะไม่สนใจการรบเร้าของหน่วยพิเศษ ไม่สนใจการขอความช่วยเหลือของมู่เทียนหนาน ใครๆ ต่างก็พูดกันว่า มีความสามารถสิบอย่าง ก็ไม่อาจสู้การมีอำนาจ ในด้านของพละกำลัง สิ่งเหล่านี้ต่างก็ไร้ความหมาย เพียงแค่เธอมีจิตใจที่ดีก็เลยตอบรับไปเท่านั้น

                แต่มีเพียงหลินลั่วหรานเท่านั้นที่รู้ว่า เธอไม่ได้ฝึกศาสตร์ได้ล้ำลึกถึงขาดอาจารย์ที่ทุกคนพากันเกรงขาม ดังนั้นหากเธอจะก้าวเข้าสู่ขั้นที่สูงกว่า ก็คงจะต้องหลุดของดีที่เกี่ยวกับโลกการฝึกศาสตร์ในปัจจุบันออกมาบ้าง ไม่ต้องเข้าใกล้มากจนเกินไป และก็ต้องไม่ทำให้คนอื่นสงสัย จะต้องรักษาให้เหมือนว่าเธอมี “อาจารย์” คนนี้เอาไว้

                ดังนั้นในตอนนี้ เมื่อเธอได้ยินชายแก่สกุลกัวพูดแบบนั้น ว่าไม่ได้เอาความกดดันเหล่านั้นมาไว้ที่ตัวของเธอ เธอจึงไม่ได้พูดอะไร แต่กลับเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปแทน : “หนูว่าที่นี่วิวสวยมากเลยค่ะ พลังจากใบไม้ต้นหญ้าก็เต็มเปี่ยม ภายใต้มลพิษแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นที่ฝึกศาสตร์ที่ดีเลย ตระกูลมู่เลือกที่ได้ดีจังนะคะ”

                เมื่อได้ยินว่าหลินลั่วหรานเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปแล้ว คุณปู่ตระกูลมู่ก็ได้แต่ตามน้ำไป : “นี่เป็นครั้งแรกที่มาที่นี่ อย่างไรอยากจะไปเดินเล่นชมป่าเขากับคนแก่น่าเบื่อทั้งสองคนนี้ดูไหมล่ะ?”

                ออกไปชมวิวก็น่าจะดีกว่านั่งอยู่ที่นี่ หลินลั่วหรานจึงตอบตกลงไป

                มู่เทียนหนานถามขึ้น : “แล้วผมล่ะ?”

                คุณปู่ตระกูลมู่ถลึงตาใส่เขา ความรู้สึกที่มีก่อนหน้านี้หายไปจนหมด มู่เทียนหนานไม่กล้าที่จะรบกวนอีกต่อไป ได้แต่เก็บถ้วยชา ก่อนจะเดินห่างออกไป

                ชายแก่สกุลกัวลุกขึ้นยืนก่อน : “พวกเราอายุห่างจากหนูมาก อย่างไรก็ให้เราเรียกว่าหนูหลินก็คงจะได้สินะ?”

                หลินลั่วหรานรีบลุกขึ้นคำนับให้ : “พูดอะไรแบบนั้นล่ะคะ ก็แค่ชื่อเรียกเอง ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ” แม้ว่าจะไม่นับเรื่องที่ทั้งสองต่างก็ฝึกศาสตร์อยู่ในระดับที่สูงกว่าเธอ ประเทศของเราก็มีการแบ่งระดับความสูงต่ำด้วยอายุอยู่แล้ว พวกเขาทั้งสองน่าจะอายุมากกว่าเธอกว่า 2 รอบอายุ เรื่องการเรียกชื่อนั้น จึงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ

                ทั้งสามออกมาจากกระท่อมหญ้ากก เดินขึ้นไปตามเส้นทางเล็กๆ ต้นไม้สูงใหญ่คลุมทั่วท้องฟ้า ดูเหมือนกับว่าทั่วทั้งบริเวณของเขาเซียงชาน จะถูกปกคลุมไปด้วยบรรดาต้นไม้ที่จะเปลี่ยนใบเป็นสีแดงเพลิงเมื่อถึงยามฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้

                ตอนนี้เป็นเวลาฤดูหนาวแล้ว ทิวทัศน์ใบไม้สีแดงสวยไม่มีให้เห็น แต่ว่าใบไม้ที่กองทับกันหนา เมื่อเหยียบลงแล้วก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่าง และมันก็ไม่ได้แย่นัก

        คุณปู่ตระกูลมู่เห็นว่าเธอสนใจต้นไม้โบราณเหล่านี้ ก็ลูบเคราขาวพร้อมกับอธิบายออกมา : “บางต้นก็ถูกปลูกเอาไว้ตั้งแต่ช่วงปีเฉียนหลง เป็นทิวทัศน์ที่มีอายุกว่า 200 ปีแล้วล่ะ”

        สองร้อยปีเหรอ? ต้นไม้นั้น ผ่านไปสองร้อยปีแล้วก็ยังคงแข็งแรงเหมือนเคย แล้วตัวเราล่ะ หลังจากนี้สองร้อยปี จะสามารถพัฒนาได้สำเร็จ ได้เข้าไปค้นหาโลกที่กว้างกว่านี้ หรือว่าจะติดอยู่ในวังวนการฝึกศาสตร์ระดับพื้นฐานอยู่แบบนี้?

        ชายแก่สกุลกัวเห็นว่าสีหน้าของเธอดูเศร้าสลดลง คิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปิดปากพูดออกมา : “หนูหลิน ดูจากสีหน้าของหนูแล้ว ดูเหมือนว่าจะเศร้าโศกอยู่นะ เด็กอายุน้อยอย่างหนู ฝึกมาได้เท่านี้ก็ถือว่าไม่ง่ายแล้วนะ ความจริงแล้ว ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงวัยรุ่นหยิ่งผยองอยู่เลย ทำไมถึงจะต้องโศกเศร้าไปด้วย?”

        อายุ 27 ปี ในโลกของการฝึกศาสตร์ ถือว่าอายุยังน้อยอยู่อย่างนั้นเหรอ?

        หลินลั่วหรานไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับโลกศาสตร์นัก แม้แต่เรื่องทั่วไปยังมีอีกมากที่เธอไม่รู้ เมื่อเห็นว่าท่าทางของคนแก่ทั้งสองต่างก็ดูใจดี ในใจของเธอจึงคิดขออ้างออกมา เพื่อให้เหตุผลกับความเป็นผู้ฝึกศาสตร์มือใหม่ของเธอ : “ท่านทั้งสองต่างก็รู้ ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาในโลกนี้ บังเอิญได้รับโอกาสเลยก้าวเข้ามายังโลกแห่งการฝึกศาสตร์ ไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับข้อห้ามหรือเรื่องทั่วไปอย่างนี้เลย จากที่ได้ยินเหวินกวนจิ่งพูดมา แม้จะฝึกหนักเป็นร้อยปี แต่สุดท้ายก็ยังกลายเป็นกระดูกอยู่ในป่าเขาอยู่ดี ถ้าสมมุติว่าเป็นระดับพื้นฐานได้ จะยืดเวลาชีวิตออกไปได้เท่าไรเหรอคะ?”

        โอกาสที่ได้รับมาโดยบังเอิญของเธอ ก็คือพื้นที่ลึกลับ เมื่อเข้ามาในหูของคนแก่ทั้งสอง ต่างก็ช่วยยืนยันการคาดเดาของพวกเขาให้ชัดเจนขึ้น___โอกาสที่เธอบอก ไม่ใช่การที่ถูกคนมีความสามารถมองเห็น แล้วก็เชิญให้เข้ามา แต่เป็นการใช้พลังของตัวเองชำระไขกระดูกให้ จนหลินหลั่วหรานสามารถเกือบจะเติมเต็มขอบเขตของระดับฝึกลมหายใจได้แล้ว

        แน่นอนว่านี่ต่างดูจากการแสดงออกของหลินลั่วหรานเท่านั้น แต่กลับไม่มีร่องรอยใดๆ ของผู้อาวุโสท่านนั้นเลย ชายชราทั้งสองไม่ได้คิดว่าการที่หลินลั่วหรานไม่รู้เรื่องพวกนี้เป็นปัญหาอะไร

        คุณปู่ตระกูลมู่ไม่ได้ตอบกลับคำถามของเธอ แต่กลับยิ้มจนตาหยี พร้อมกับถามเธอกลับไป : “จากที่สาวน้อยมอง คิดว่าพวกเราอายุเท่าไร?”

        หลินลั่วหรานมองอย่างพิจารณา คุณปู่ตระกูลมู่ดูร่างกายแข็งแรงดี ดูไม่ได้ต่างจากผู้บังคับบัญชาฉินสักเท่าไร ดูๆ แล้วก็น่าจะอายุหกสิบกว่าไม่ใช่เหรอ?

        เธอพูดการคาดเดาของตัวเองออกมา อย่าว่าแต่คุณปู่ตระกูลมู่ที่หัวเราะออกมาเลย แม้แต่คนที่ดูเข้มงวดอย่างชายแก่สกุลกัว ก็ยังยิ้มขึ้น

        “ระดับฝึกลมปราณมีอายุได้ถึง 100 ปี ก่อนจะจากไปอย่างสงบ ส่วนระดับพื้นฐาน ส่วนมากจะใช้ชีวิตได้ราวๆ 200 ปี ระดับรวมพลังก็ราวๆ 500 ปี ส่วนระดับแบ่งจิตนั้น ในบันทึกโบราณบอกเอาไว้ว่าถึงพันปี แต่ระดับที่มากกว่าแบ่งจิตขึ้นไปนั้น ก็ไม่ใช่ระดับที่พวกเราจะรู้ได้แล้ว”

        คุณปู่ตระกูลมู่หัวเราะออกมา ก่อนจะชี้ไปยังชายแก่สกุลกกัวพร้อมกับพูด : “เขาอายุน้อยกว่าฉันนิดหน่อย ปีนี้ 127 แล้ว ส่วนฉันก็แก่กว่าหน่อย เดือนที่แล้วเพิ่งจะฉลองวันเกิดครบ 130 ปีไป”

        ต่างก็อายุเกินร้อยปีกันแล้ว? ดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ชายแก่สกุลกัวมีอาการเจ็บปวดขอไม่พูดถึงแล้วแต่ ดูเพียงแค่คุณปู่ตระกูลมู่ อายุ 130 ปีแล้วว แต่ดูท่าทางแล้วยังดูมีพลังกระตือรือร้นกว่าคุณชายมู่เทียนหนานเสียอีก นี่คงจะเป็นความแตกต่างระหว่างคนธรรมดาและเหล่าผู้ฝึกศาสตร์สินะ……

        ถ้าแบบนั้นอายุ 27 ปี คงจะถือว่าเป็นช่วงอายุที่กำลังวัยรุ่นเลยสินะ

        ถูกคนเรียกว่าเป็นสาวแก่ขึ้นคานมาจนชินไปเสียแล้ว เมื่อได้มารู้ว่าความจริงตัวเธอยังเด็กอยู่มาก ความรู้สึกแบบนี้ ไม่เลวเลยไม่ใช่เหรอ!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม