0 Views

            เลวอะไรกัน……มู่เทียนหนานนี่ สมองมีปัญหาหรือยังไง เมล็ดพันธุ์โสมพวกนั้น เธอก็ไม่ได้เป็นคนขโมยมาเสียหน่อย ทำไมปากของเขาถึงไม่ได้ห่างไกลไปจากคำว่าเลวเลยกันนะ

            สีหน้าของหลินลั่วหรานเย็นชาขึ้น ความกดดันที่เกิดขึ้นในห้องทำให้ทุกอย่างดูพร่าเลือน

           เรื่องของเหวินกวนจิ่งจัดการไปเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่อยากจะต้องอยู่ต่อโดยที่ไม่รู้จะเลือกฝั่งไหนดี จึงเอ่ยลาขึ้นมาก่อน : “คุณหลิน เอาไว้ติดต่อกันนะครับ”

            ผู้บังคับบัญชาฉินยิ่งเป็นคนที่โตและมีวุฒิภาวะมากแล้ว มู่เทียนหนานเองก็ไม่ใช่นักปราชญ์ เขาจึงไม่เป็นห่วงความปลอดภัยของหลินลั่วหรานเท่าไรแล้ว จึงไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนหนุ่มสาว___ต่อให้เจ้าเด็กชายตระกูลมู่นี่ อยากจะไปสร้างความก่อกวนอะไรให้สาวน้อยหลิน อยากจะเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ อีกทั้งเขาก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกันเหมือน เด็กชายตระกูลหลิ่ว ที่พบเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงไม่ได้มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเขาอีก!

            “คนแก่จะต้องออกกำลังกาย ขยับแขนขาเสียหน่อย คุยกันไปนพ ฉันจะออกไปออกกำลังกายแล้ว!” เขาพูดพร้อมทั้งลงบันไดไป อีกทั้งยังสั่งนายทหารที่เฝ้าหน้าประตูเอาไว้ว่า หากด้านไหนไม่ได้มีเรื่องอะไรถึงตาย ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง หน้าที่ของนายทหารก็คือการรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เมื่อได้รับคำสั่งก็ไม่ได้สงสัยอะไร ผู้บังคับบัญชาฉินจึงพาลู่ซานชุนออกไป “ออกกำลังกาย” เสีย

            จะไม่ขอพูดถึงว่านายทหารที่เต็มไปด้วยความจริงใจอย่างลู่ซานชุน ถูกคนแก่ที่เต็มไปด้วยพลังอย่างผู้บังคับบัญชาฉินพาไป “ออกกำลังกาย” อย่างไร แต่จะขอพูดถึงเหตุการณ์ในห้อง ครั้งนี้ไม่ต้องมีใครมาเตือนมู่เทียนหนาน เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองช่างน่าสงสาร และได้ทำผิดไปแล้ว

            “อะแฮ่ม ฉันว่านะ เราก็รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว……” การกล่มหญิงสาวเป็นเรื่องถนัดของมู่เทียนหนาน แต่เขาก็ไม่เคยพบคนที่นิ่งเฉยอยู่ตลอดอย่างหลินลั่วหราน อีกทั้งยังเป็นนักปราชญ์ที่มีทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่าเขา ไม่ว่าจะพูดยังไงก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจจะควบคุมได้

            หลินลั่วหรานถูกใบหน้าขมขื่นนั้น ทำเอาแทบจะหลุดขำออกมา เธอจะไปถือสาอะไรกับเขา คิดดูแล้วคุณชายคนนี้ ก็ไม่เคยพูดจาดีๆ เลยสักครั้ง แค่นี้ก็ทำให้คนอยากจะหัวเราะออกมาแล้ว

            “คุณชายมู่ มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ ตอนที่อยู่รุยลี่ นายก็ช่วยฉันแก้สถานการณ์ ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันทำได้ ฉันก็จะช่วยเป็นการตอบแทนน้ำใจ”

            มู่เทียนหนานถอนหายใจออกมายาวๆ เขารู้สึกว่าหลินลั่วหรานที่เข้าใจคนอื่นแบบในตอนนี้ น่ารักมากทีเดียว ใช่ไหมล่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทำแบบนี้กับเขา ทำไมระหว่างเราสองคนมันถึงได้…….

            “งั้นฉันจะพูดตรงๆ เลยนะ ฉันอยากจะให้เธอช่วยคนคนหนึ่ง” เมื่อพูดมาถึงเรื่องที่ตั้งใจ ใบหน้าของมู่เทียนหนานก็ดูสงบลง และปลุกพลังบางอย่างขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

            หลินลั่วหรานเครียดขึ้นมาทันที เธอไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านการแพทย์ ไม่ได้รู้การรักษาอะไรเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ตอนที่เป่าเจียพบกับอันตราย เป็นเรื่องที่เธอเลี่ยงไม่ได้ เด็กฝึกศาสตร์มือใหม่อย่างเธอก็ดันไปช่วยเธอกลับมาได้เสียอย่างนั้น หากว่าไม่ได้มีการช่วยเหลือจากไข่มุกลึกลับ หลินลั่วหรานก็คิดว่าตัวเองอาจจะได้เดินทางไปด้วยกันกับเป่าเจียแล้ว……ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าจะให้ไปช่วยคน หลินลั่วหรานก็ระแวงขึ้นมา

            แต่ว่าก่อนหน้านี้เธอพูดเอาไว้เสียอย่างดี ตอนนี้จึงได้แต่หัวเราะออกไป : “คุณชายมู่กำลังล้อเล่นอะไรเนี่ย ฉันเป็นเพียงนักปราชญ์ตัวน้อยๆ ไม่ได้รู้เรื่องการรักษาอะไรเลย แล้วจะไปช่วยรักษาใครได้? นายเองก็รู้จักกับเหวินกวนจิ่งนี่ หากว่านักปราชญ์ทั่วไปสามารถช่วยได้ ทำไมถึงต้องมาขอให้ฉันช่วยด้วยล่ะ?”

            ใบหน้าของมู่เทียนหนานประดับด้วยรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง : “สาวน้อยหลิน คนที่บริสุทธิ์ใจไม่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ หรอกนะ รู้ดีอยู่แล้ว แต่ทำเป็นไม่รู้ มันไม่ค่อยดีเท่าไรนะ……หลานสาวขงผู้บังคับบัญชาฉิน หรือเพื่อนของเธอที่ชื่อว่าฉินเป่าเจีย เธอเป็นคนช่วยเอาไว้ใช่ไหม? คนที่เกือบจะตายไปแล้ว ยังสามารถช่วยกลับมาได้ ทำไมถึงบอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องการรักษาล่ะ?”
ท่าทางของหลินลั่วหรานเพิ่งจะโอนอ่อนลง เมื่อได้ยินเข้าพูดดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะขมฟังพูด : “นายตรวจสอบฉัน?”

            มู่เทียนหนานโบกมือปฏิเสธ : “อย่า อย่าเข้าใจผิดเชียวนะ……เพียงแค่วันที่เธอช่วยคนอยู่ที่โรงพยาบาล การปรับเปลี่ยนพลังธรรมชาติมีฤทธิ์สูง ผู้อาวุโสคนหนึ่งของฉันผ่านไปทางนั้นพอดี ถึงได้รู้ว่ามีคนกำลังปล่อยพลังรักษาคนอยู่……ไม่ใช่ว่าจงใจตรวจสอบเธอนะ แต่เรื่องของฉินเป่าเจีย ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็พากันจับตามอง ตั้งแต่ที่เฉียดตาย จนออกมาจากโรงพยาบาลก็เพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น นอกจากว่าเธอจะอยู่ที่นั่นแล้ว ฉันก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะเป็นใครที่ช่วยฉินเป่าเจีย!”

            ที่แท้ มันก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นมากเกินไป

            แต่หลินลั่วหรานก็ไม่ได้นึกเสียใจที่วันนั้นรวบรวมพลังมากมายมหาศาลเพื่อช่วยเป่าเจีย แม้ว่าจะย้อนเวลากลับไปได้หลินลั่วหรานรู้ว่าจะมีคนรู้มากมายขนาดนี้ เธอก็ยังคงเลือกแบบเดิม___ชีวิตของเป่าเจียนั้น สำหรับเธอแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งอื่นภายนอกจะเข้ามารบเร้าได้ตั้งแต่แรก

            แต่ว่า เรื่องนี้จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!

            หากว่าวันนี้ยอมรับกับมู่เทียนหนานไป แล้วไปช่วยคนที่เขาต้องการจะให้ช่วย คนที่มีอิทธิพลในเมืองหลวงก็น่าจะรู้กันหมด___ใครจะไม่ปวดหัว การฝึกศาสตร์ของหลินลั่วหรานก็คงรู้ไปทั่ว เธอไม่อยากจะเป็นคุณหมอให้กับเหล่าผู้มีอิทธิพลมากในประเทศหรอกนะ

            เมื่อคิดถึงสิ่งสำคัญตรงนี้แล้ว หลินลั่วหรานก็ขมวดคิ้วพูด : “คุณชายมู่ ควรจะรู้ไว้นะ ฉันน่ะ ฝึกศาสตร์อยู่ในระดับที่ไม่ได้ห่างกันมากจากเหวินกวนจิ่งนักหรอก เรื่องที่เขาทำไม่ได้ แล้วฉันจะไปทำได้ยังไง? ฉันจะบอกความจริงให้นะ คนที่ช่วยเอาไว้ในวันนั้นไม่ใช่ตัวฉันเองหรอก……ตอนนี้หากจะอยากช่วยคนคนนั้น คงไม่มีความหวังเลยด้วยซ้ำ”

            ที่แท้……ก็เหมือนอย่างที่พ่อพูดเอาไว้เลย การฝึกศาสตร์ของเธอสามารถปรับเปลี่ยนพลังในธรรมชาติเพื่อปล่อยพลังช่วยคนได้ เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก

            หลังจากที่หลินลั่วหรานพูดจบ สิ่งเหล่านั้นต่างเป็นสิ่งที่มู่เทียนหนาน “คาดการณ์” เอาไว้แล้ว เขากลับรู้สึกดีใจที่หลินลั่วหรานพูดความจริงกับเขาเสียอีก ที่แท้คนที่ช่วยคนในวันนั้นก็ไม่ใช่ตัวเธอ___แต่เป็นอาจารย์ในระดับรวมพลังที่ตอนนี้ดำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกของการฝึกศาสตร์หรือเปล่า?

            “พวกเรารู้ว่าการจะช่วยคนต้องให้รุ่นก่อนช่วย เป็นข้อเสนอที่อาจจะไม่ดีเท่าไร แต่พวกเราตระกูลมู่จะหาสิ่งที่พอจะทดแทนกันได้มาแลกเปลี่ยน ในตอนนั้นขอให้ไม่เอาเรื่องเก่าๆ มาใส่ใจจะได้ไหม?” เหมือนกับเหวินกวนจิ่ง นี่เป็นความพูดจริงๆ ที่มู่เทียนหนานซ่อนเอาไว้ภายใต้การพูดจามากมาย มู่เทียนหนานเห็นว่าท่าทางของหลินลั่วหรานถือว่าค่อนข้างดี จึงได้พูดเรื่องจริงๆ ออกมา

            หลินลั่วหรานทำเป็นลำบากใจพร้อมกับพยักหน้าลง ในความจริงเธอนั้นรู้สึกมีความสุขมาก เธอก็คือผู้อาวุโสรุ่นก่อนที่พวกเขาพูดถึง แล้วสุดท้ายอะไรคือสิ่งแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ต่างก็เป็นสิ่งที่หลินลั่วหรานสามารถจัดการเองได้ทั้งนั้น___นี่เป็นเรื่องผลักดันมากที่เดียว ที่จะทำให้เธอตัดสินใจว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยคนคนนั้น

            แม้ว่าจะเลี่ยงไปแล้ว แต่หลินลั่วหรานก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่เล็กน้อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง การที่เห็นคนจะตาย แต่กลับไม่เข้าไปช่วย มันคือ “เส้นทาง” ของเธออย่างนั้นเหรอ? คนที่มู่เทียนหนานอยากจะช่วยคนนั้น ก็คงจะเป็นคนสำคัญของเขาสินะ? คนคนนั้นจะสามารถรอได้ถึงวันที่ เธอจะมั่นใจในความสามารถของตัวเอง และไปช่วยเขาไหมนะ?

            แต่มู่เทียนหนานก็พูดแล้ว ว่าจะไปหาสิ่งที่สามารถทำให้ “ผู้อาวุโส” ยอมช่วยมาให้ได้ อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าตระกูลมู่มีอิทธิพลแค่ไหน แต่ขอให้พูดถึงคนที่เขาต้องการจะช่วย เขาจะสามารถรอได้ถึงวันที่พวกเขาหา “ของวิเศษ” พบอย่างนั้นเหรอ? หลินลั่วหรานรู้สึกสงสัยขึ้นมา

            เหมือนว่าจะเห็นท่าทางลังเลของหลินลั่วหราน มู่เทียนหนานจึงพูดเสริมขึ้นมา : “แต่ว่าวันนี้ความจริงก็มีเรื่องอยากจะขอร้องเธอ เธอรู้เรื่องหยกที่มีอะไรพิเศษที่เสี่ยซุยขายให้ฉันมาใช่ไหม?”

            หลินลั่วหรานรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ไม่เพียงแต่รู้ แต่หยกก้อนนั้นเป็นฝีมือของเธอต่างหาก!

            มู่เทียนหนานเห็นว่าเธอดูไม่สบายใจเท่าไร จึงพูดต่อออกมา : “ผู้อาวุโสดึงดูดพลังธรรมชาติที่สงบและบริสุทธิ์มาช่วยคน ฉันเชื่อว่ามันต้องมีทางแก้พลังที่มีอยู่ ในสิ่งที่ใช้การแทบไม่ได้……ดูจากความสำคัญที่ผู้อาวุโสคนนั้นมีให้กับเธอ หากจะให้เธอไปหาหยกที่มีพลังแบบที่เสี่ยซุยขายมาให้สักสองก้อน ก็อาจจะพอเป็นไปได้ใช่ไหม ดังนั้นที่ฉันบอกว่า วันนี้ตั้งใจจะมาขอร้องให้ช่วยคนคนหนึ่ง ก็คือเรื่องนี้นี่แหละ”

            หยกนั่น เป็นสิ่งที่หลินลั่วหรานสามารถทำได้ตลอดเวลา แม้แต่ที่มาของมู่เทียนหนานต่างก็อธิบายให้เธอฟังหมดแล้ว หากว่าเธอยังไม่ตกลง ก็คงจะไม่รักษาความสัมพันธ์เกินไป ดังนั้นเธอจึงถามลึกลงไปอีก : “หยกแบบนั้น มีผลดีต่อคนที่นายจะช่วย……มากเลยเหรอ?”

            มู่เทียนหนานพยักหน้าลง : “สามารถยืดระยะเวลาบาดเจ็บออกไปได้”

            งั้นยังจะต้องพูดอะไรอีก หลินลั่วหรานพยักหน้าลง : “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เรื่องนี้ ฉันตกลงแล้ว!”

            มู่เทียนดีใจขึ้นมา อยู่ๆ หลินลั่วหรานก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ : “ฉันอยากจะบอกนายไว้เรื่องหนึ่งนะ ความจริงเมล็ดโสมฉันได้มันมา แต่ว่าตอนนี้คืนให้ไม่ได้จริงๆ ถ้าฉันหาหยกมาให้แล้ว เรื่องนี้เราก็จบกันได้ไหม?”

            หากหลินลั่วหรานขืนกัดฟันไม่ยอมรับ มู่เทียนหนานก็คงไม่อาจจะทำอะไรเธอได้ แต่เรื่องนี้เธอเป็นคนทำมันจริงๆ บางทีเมล็ดโสมพวกนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ใช้ช่วยคนคนนั้นก็ได้ มู่เทียนหนานถึงได้เครียดแบบนี้ หลินลั่วหรานไม่อยากจะทำอะไรไม่ดี จึงอยากจะพูดออกไปให้ชัดเจน

            จัดการเรื่อง “หยกแห่งพลัง” ได้เรียบร้อย มู่เทียนหนานก็อารมณ์ดีขึ้นมา เขาจึงโบกมือปฏิเสธอย่างใจกว้าง : “เรื่องนั้นฉันเองก็ผิดเหมือนกัน เพียงแค่เธอช่วยฉัน ต่อให้หาหยกมาไม่ได้ ฉันก็จะไม่เอาเรื่องนี้มาทำให้เธอลำบากใจแล้ว!”

            หลินลั่วหรานถอนหายใจออกมา : “ตั้งแต่ที่รู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกเลย ที่ฉันรู้ว่านายดูเป็นคุณชายจริงๆ ขึ้นมาแล้ว!”

            เธอนี่นะ___ในตอนนั้นเองสีหน้าของมู่เทียนหนานก็ดูลึกลับขึ้นมาอีกแล้ว

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม