0 Views

                ผู้บังคับบัญชาฉินยิ้มพร้อมทั้งพยักหน้าให้ “ทายเก่งนี่ ฉันเองก็เคยได้พบกับชายคนนั้นเช่นกัน”

                เรื่องราวประวัติศาสตร์ต่อมานั้น ดูเหมือนว่าเหล่านักเรียนแทบทุกคนก็น่าจะรู้ดี หลังจากที่บรรพบุรุษได้ก่อตั้งประเทศขึ้นมา 49 ปี ก็เกิดสงครามกับอเมริกาขึ้น

                ตอนนั้นผู้บังคับบัญชาฉินเพิ่งจะอายุไม่กี่ปี ก็ถูกผู้เป็นพ่อทำให้เข้าร่วมกองทหาร และตามกองทหารไปยังเกาหลีเหนือ ในตอนนั้นเขายังเป็นเพียงทหารตัวเล็กไร้อำนาจ ทุกครั้งที่ออกไปทำสงครามก็จะต้องออกไปอยู่ด้านหน้า

                “มีครั้งหนึ่งที่กลุ่มของพวกเราโดนฝั่งอเมริกาล้อมเอาไว้ เพื่อที่จะโจมตีกลับ พวกเราก็เลยแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ และแยกย้ายรอซุ่มโจมตีอยู่บริเวณหุบเขา……ปีนั้นอากาศร้อนมาก ฉันรู้สึกว่าตัวเองราวกันโดนเผาไหม้จนอยากจะลงน้ำ กองทหารอเมริกากลับเลือกที่จะโจมตีมาในเวลานั้น ปืนในมือของฉันถูกใช้ยิงกราดออกไปมั่วซั่วไปหมด หลังจากนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาที่ช่วงอก ก่อนจะสลบไป แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมาในคืนของวันหนึ่ง……”

        ผู้บังคับบัญชาฉินตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในคืนหนึ่ง แต่เขากำลังนอนอยู่ภายใต้แสงไฟ รอยบาดแผลบริเวณช่วงอกหายไปแล้ว กองทหารอเมริกาก็ไม่พบอีกแล้ว สายลมเย็นพัดผ่านไป เขาเดาว่าตัวเองน่าจะนอนอยู่บนยอดเขาของภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง ไม่อย่างนั้น คงจะไม่อยู่ใกล้ผืนฟ้ามากขนาดนี้

        ในขณะนั้น ผู้บังคับบัญชาฉินสงสัยว่าตัวเองตายไปแล้วหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมช่วงอกถึงได้กลับไปเป็นเหมือนอย่างก่อน แต่แขนขาของเขากลับไม่อาจจะขยับได้เลย? ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรขึ้นมา โชคดีที่คอของเขายังคงขยับได้อยู่ เขาจึงหันหน้าไปทางด้านขวา___ชายสวมชุดคลุมนักปราชญ์สีฟ้ากำลังหันหลังต้มอะไรบางอย่างอยู่

        ในตอนนี้ผู้บังคับบัญชาฉินนึกถึงชายนักปราชญ์บ้าคลั่งที่พ่อเคยเล่าให้ฟังขึ้นมาทันที เหมือนว่าชายคนนั้นจะรู้ว่าเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว จึงหมุนตัวกลับมา ภายในแสงจันทร์ ดูเหมือนว่าเขาจะอายุราวๆ ห้าสิบกว่า แต่กลับไม่ได้สนใจอะไรรูปลักษณ์มากนัก จึงดูยุ่งเหยิงไปหมด

        ผู้บังคับบัญชาฉินรู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ช่วยเขาเอาไว้ และพบว่าตัวเองยังคงพูดจาออกมาได้อยู่ : “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้นะครับ” ในครอบครัวของเขาต่างก็พอจะรู้อยู่ว่าชายคนนี้ดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับคุณย่าเจียงหมิงเยว่ แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก ผู้บังคับบัญชาฉินก็ไม่รู้ว่าควรจะเรียกเขาว่าอะไร

        “ใครช่วยเจ้า? ข้าแค่ผ่านมาเก็บโสมเท่านั้นแหละ ไปเจอพันธุ์แปลกๆ เข้า ก็เลยเอามาลองทดสอบพิษกับเจ้าเท่านั้น ยังมีชีวิตอยู่ได้ ก็ถือเป็นโชคดีของเจ้าแล้ว!” ชายสติไม่ดีส่งเสียงหึออกมาจากลำคอ โดยที่ไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองตั้งใจมาช่วยผู้บังคับบัญชาฉิน

        ผู้บังคับบัญชาฉินไม่ได้เชื่อตามที่เขาพูด แต่ชายสติไม่ดีคนนั้นก็ไม่คิดจะสนใจคำพูดของเขา และตักเอายาขึ้นมาจากหม้อหิน บังคับให้ผู้บังคับบัญชาฉินดื่มมันเข้าไป ความอบอุ่นไหลเข้ามาในชั่วพริบตา ผู้บังคับบัญชาฉินเดาว่านี่คือ “โสมประหลาด” ที่ชายสติไม่ดีพูดถึง ในใจของเขาเต็มไปด้วยความขอบคุณ ก่อนที่เวลาจะผ่านไปอีกชั่วโมงหนึ่ง แขนขาที่แข็งไม่อาจขยับของเขา ก็ขยับขึ้นมาได้ด้วยสิ่งที่ความอบอุ่นนั้นนำพาเข้ามา

        เมื่อชายสติไม่ดีเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว ก็หมุนตัวเตรียมจากออกไป

        ผู้บังคับบัญชาฉินรู้ดีว่าเขาเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ก็รีบพลิกตัวขึ้นมานั่งคุกเข่า : “ท่านผู้เฒ่า ท่านช่วยรับผมเป็นศิษย์ด้วยเถอะครับ ไม่ว่าจะลำบากเท่าไร ผมก็ยินดี” ความจริงเป็นเพราะว่าเขาคิดวิธีที่จะถ่วงชายสติไม่ดีคนนี้เอาไว้อย่างไร ก็เลยเอาการขอเป็นศิษย์มาเป็นข้ออ้าง

        ชายสติไม่ดีหันกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ย : “เป็นแค่พวกไร้ค่าที่ไม่มีพื้นฐานพลังเลยแม้แต่น้อย ยังคิดอยากจะเรียนศาสตร์อย่างนั้นหรือ น่าขันสิ้นดี!”

        ผู้บังคับบัญชาฉินพูดออกมาอย่างหนักแน่น  : “ท่านเอาแต่พูดถึงพื้นฐานพลังมาโดยตลอด พ่อของผมเองก็เป็นพวกไร้ค่าที่ไม่มีพื้นฐานพลังอย่างที่คุณเคยบอกเอาไว้ แต่คุณย่าท่านมี ท่านโกรธที่ย่าของผมทำตามใจตัวเองไปแต่งงานกับปู่ ผมเองก็ไม่มีพื้นฐานพลัง…..ท่านผู้เฒ่า พื้นฐานพลัง สิ่งนี้สร้างความงุนงงให้กับตระกูลฉินมากว่าสามรุ่นแล้ว ท่านช่วยบอกหน่อยได้ไหม ว่ามันคืออะไรกันแน่?”

        ไม่รู้ว่าความบริสุทธิ์ใจของผู้บังคับบัญชาฉินไปโดนใจชายไร้สติเข้า หรือว่าการที่เขาพูดถึงคุณย่าเจียงหมิงเยว่ขึ้นมา ทำให้เขาเปลี่ยนใจ ชายคนนั้นลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหยุดย่างก้าวของตัวเองลง

        “ชายนักปราชญ์คนนั้นบอกว่า ย่าของฉันเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก เป็นอัจฉริยะที่นานๆ จะได้พบสักคน เธอสามารถโจมตีขั้นเบื้องต้นได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 5 ปี…….เส้นทางของนักปราชญ์ หนูเองก็น่าจะรู้ ฝึกลมหายใจ พลังขั้นพื้นฐาน รวบรวมพลัง แบ่งจิต……ชายคนนั้นบอกว่า ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน อยู่ๆ นักปราชญ์ที่มีระดับสูงถึงการแบ่งจิตนั้นสูญหายไป พลังของธรรมชาติก็เริ่มไม่สงบ พลังที่หลงเหลืออยู่ในโลกก็น้อยลงทุกที นักปราญช์ระดับรวมพลังต่างก็ไม่สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ ได้แต่ใช้เวลาชีวิตผ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ จากไป จนเมื่อมาถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม คนที่สามารถฝึกไปถึงขึ้นพื้นฐานได้ ทั่วทั้งประเทศก็มีไม่ถึงสิบคน พวกที่อยู่ในระดับรวมพลังก็กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน……เท่านี้ก็น่าจะรู้แล้ว ว่าย่าของฉันมีพรสวรรค์มากแค่ไหน”

        หลินลั่วหรานแสดงท่าทางตั้งใจฟังอย่างสงบ แต่ในใจกลับรู้สึกราวกับแผ่นดินกำลังสั่นไหว ตอนแรกเธอเพียงตั้งใจจะถามผู้บังคับบัญชาฉินเกี่ยวกับ “พื้นฐานพลัง” เท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้ฟังเรื่องราวความลับของโลกแห่งศาสตร์มาด้วย

        เมื่อพันปีก่อนหน้า เหล่านักปราชญ์ที่มีระดับสูงกว่าแบ่งจิตก็ได้สูญหายไป พวกเขาหายไปไหนกันแน่?

        ทำไมพลังในโลกถึงแตกกระจายออก จนไม่สามารถที่จะฝึกศาสตร์ได้อีก?

        บนโลกนี้ สุดท้ายแล้วยังมีผู้ฝึกศาสตร์อีกเท่าไร ที่ยังไม่ได้ถอดใจไป และยังคงพยายามฝึกต่อในสภาพแวดล้อมเช่นนี้?

        และตัวเอง ได้ยืนอยู่บนขั้นแรกของการฝึกศาสตร์___ฝึกลมปราณ?

        เมื่อผู้บังคับบัญชาฉินเห็นว่าเธอกำลังตั้งใจฟัง ก็เดาว่าแม้จะเป็นคนในลัทธิเต๋า แต่เนื่องจากยังมีอายุน้อย ก็เลยรู้สึกสนใจเรื่องราวความลับแบบนี้ จึงพูดต่อ : “หลังจากนั้น ฉันก็ยังคงถามชายคนนั้นต่อว่าพื้นฐานพลังคืออะไรกันแน่ เขาก็ถอนหายใจ พร้อมกับบอกออกมา……”

        เมื่อเห็นว่าใบหน้าของผู้บังคับบัญชาฉินเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าสุดท้ายเขาก็เป็นสายเลือดของเจียงหมิงเยว่ ชายนักปราชญ์คนนั้นก็ใจอ่อนขึ้นมา ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น : “ตั้งแต่ที่โลกนี้เริ่มเกิดการพัฒนาขึ้นมา บรรยากาศบนโลกนี้เต็มไปด้วยพลังทั้งห้าชนิด ทอง ป่า น้ำ ไฟ ดิน ในพลังที่แตกต่างกันก็ต่างควบคุมและกระตุ้นการเกิดซึ่งกันและกัน บนโลกนี้จึงเกิดความสมดุลขึ้น แต่ในโลกนี้ตอนแรก สัตว์ประหลาดในตำนาน ต่างก็ได้รับการใส่ใจจากสวรรค์ ร่างกายสามารถดูดซึมพลังได้ แต่หลังจากนั้นมา บนแผ่นดินก็พบแต่การทำลายล้างสัตว์ในตำนาน แล้วก็เกิดต้นทุนขึ้นมาบนโลกเสินโจว……ผ่านไปจากความสำเร็จของคนหลายๆ รุ่น การฝึกศาสตร์ก็ถูกปรับให้ดีขึ้นในทุกวัน ไม่ได้เหมือนกับการฝึกลมหายใจแบบทั่วไปอีกแล้ว ในโลกแห่งการฝึกศาสตร์ก็มีร้อยสำนัก พันตระกูล อีกทั้งยังมีการสืบทอดกันมากว่าหมื่นปี ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่แข็งแกร่งจากสำนักไหน การฝึกศาสตร์ต่างๆ ต่างก็คือพื้นฐานพลัง”

        “ท่านผู้เฒ่า ถ้าแบบนั้นอะไรคือพื้นฐานพลังกันแน่? ต้องทำยังไงถึงจะมีได้?” ตอนนั้นผู้บังคับบัญชาฉินยังมีอายุเพียงไม่กี่ปี ด้วยลักษณะนิสัยของวัยรุ่น ต่างก็ให้ความสนใจกับพลังวิเศษเหล่านี้

        ชายสติไม่ดีหันไปมองเขา ในสายตาปรากฏความสงสารขึ้นมา : “คนที่มีพื้นฐานพลัง ก็จะมีพลังหนึ่งในห้าอย่างอยู่ หรืออาจจะมีการตอบสนองได้หลายอย่าง ในการดูดซึมเข้าไป หากเป็นชนิดเดียว พื้นฐานพลังก็จะยิ่งบริสุทธิ์ ย่าของเจ้าอยู่ในชนิดน้ำและป่า เป็นผู้ที่มีพื้นฐานพลังวิเศษที่หาได้ยาก……แต่เจ้า ไม่ได้มีการตอบสนองใดๆ กับพลังทั้งห้า ครั้งนี้กินโสมประหลาดเข้าไป สามารถยืดระยะเวลาอายุออกไปได้ง่าย แต่เรื่องที่คิดจะฝึกศาสตร์ ชีวิตนี้คงไม่มีหนทางหรอก!”

        เมื่อนึกย้อนความทรงจำกลับไปถึงตรงนี้ ผู้บังคับบัญชาฉินก็ถอนหายใจออกมา : “สาวน้อยหลิน หนูอาจจะคิดว่าฉันไปยุ่งไม่เข้าเรื่อง ที่ไปพูดเรื่องนี้กับหลิ่วเจิง ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความสัมพันธ์ของพวกเธอเพราะหลิ่วเจิงหมั้นกับเป่าเจียเอาไว้ แต่ตามที่ชายคนนั้นพูดเอาไว้ ก็คือนักปราชญ์ในรุ่นต่อไป อาจจะไม่มีพื้นฐานพลัง แล้วยิ่งถ้าไปแต่งงานกับคนธรรมดา……การที่เป็นลูกหลานของนักปราชญ์ เมื่อรู้เรื่องราวของคนรุ่นก่อน  แต่ตัวเรากลับเป็นได้เพียงคนธรรมดาทั่วไป ตระกูลฉินทั้งสามรุ่นต่างก็รู้ซึ้งถึงมันไปแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอต้องเดินไปบนเส้นทางแบบเดียวกันกับคุณย่าทวด”

        ดวงตาของหลินลั่วหรานเริ่มแดงขึ้นมา เมื่อได้ฟังเรื่องราวเก่าๆ เหล่านั้น เธอก็รู้ว่าการที่ผู้บังคับบัญชาฉินพูดเรื่อง “พื้นฐานพลัง” กับหลิ่วเจิงนั้น ก็เพื่อตัวของเธอ

        เมื่อนึกไปถึงพลังอันเบาบางแต่กลับมีอยู่จริงในร่างกายของเป่าเจียที่กำลังนอนสลบอยู่ หลินลั่วหรานก็พูดขึ้น :

        “เรื่องราวเก่าๆ ก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไปเถอะค่ะ คุณปู่ฉินอย่าเสียใจและกังวลกับมันมากเลยค่ะ หนูว่าถ้าหนูไม่ได้มองผิดไป……เป่าเจีย เธอมีพื้นฐานพลังอยู่นะคะ!”

        ผู้บังคับบัญชาฉินมองมาที่เธอด้วยความตกตะลึง กล้ามเนื้อบริเวณดวงตาของเขากำลังสั่นไหว ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยินไปเมื่อครู่___ตระกูลฉินนั้น ตั้งแต่พ่อของเขามา จนถึงลูกสาวของเขา ก็ไม่เคยทำให้ความหวังเป็นจริงได้ หรือว่ามันจะเกิดขึ้นกับหลานสาวเพียงคนเดียวของเขาจริงๆ?

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม