0 Views

        ผู้บังคับบัญชาฉินไม่คิดว่าหลินลั่วหรานจะถามออกมาแบบนี้ เขาจึงนิ่งไปสักพัก

        มีเรื่องเก่าๆ บางอย่างที่แม้แต่เป่าเจีย เขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่หลินลั่วหรานเองก็เป็นๆๆๆคนในลัทธิเต๋าอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก

        “สาวน้อยหลิน คิดว่าฉันยุ่งไม่เข้าเรื่องที่ไปบอกเรื่องพื้นฐานพลังกับลูกชายตระกูลหลิ่วสินะ?”

        หลินลั่วหรานส่ายหน้า “ฉันเพิ่งจะเริ่มฝึกศาสตร์น่ะค่ะ อาจารย์ก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ฟังมาก่อน ฉันรู้สึกแปลกใจมาก ก็เลยถามค่ะ”

        เดิมทีที่นี่ก็เป็นหมู่บ้านของตระกูลฉิน ผู้บังคับบัญชาฉินจึงไม่กลัวว่าจะมีใครมาได้ยิน เขาจึงนั่งลงในห้องของเป่าเจีย ก่อนจะเล่าเรื่องของตระกูลฉินให้หลินลั่วหรานฟัง

        “นับได้ว่า เป็นย่าของฉัน หรือว่าย่าทวดของเป่าเจีย ก็เป็นเหมือนกับหนูนี่แหละ ที่เกิดมาในลัทธิเต๋า…….”

        เพียงแค่ประโยคแรกที่ออกมาจากปากของผู้บังคับบัญชาฉินก็ทำให้หลินลั่วหรานตกใจ หากเป็นแบบนี้ เป่าเจียก็ถือว่าเป็นสายเลือดของนักปราชญ์น่ะสิ?

        “อย่าตกใจไปเลย นี่ก็เป็นเรื่องที่ฉันรู้หลังจากเข้าไปเป็นทหารแล้วเหมือนกัน ในตอนเด็กฉันก็เคยเจอกับคุณย่านะ ในความทรงจำของฉัน ท่านเป็นคนที่สวยมาก มองดูแล้วไม่น่าจะอายุมากกว่าแม่สักเท่าไร ปู่ของฉันเป็นคนที่มีความสามารถมากในยุคศตวรรษที่ 20 ต้นตระกูลก็เพียงแต่พอมีจะกิน หลังจากนั้นได้ยินว่าตอนที่แต่งงานกับย่า สินสอดก็คือไข่มุกส่องแสงเม็ดใหญ่ และด้วยไข่มุกเม็ดนั้น ก็ทำให้ตระกูลฉินร่ำรวยขึ้นมา ตอนแรกก็ควรที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อรวยขึ้นมา ปู่ของฉันก็เริ่มที่จะไม่เห็นค่าของภรรยาที่อยู่ที่บ้าน และก็รับกับคำพูดแนะนำของภรรยาไม่ไหว ในตอนนั้นจึงรับเมียน้อยเข้ามาในบ้านสองคน……

        มันไม่ใช่เรื่องสวยงามอะไร เมื่อพูดไปถึงเรื่องของปู่ของตัวเอง ผู้บังคับบัญชาฉินก็รู้สึกละอายขึ้นมา หลินลั่วหรานเข้าใจดีจึงไม่ได้ถามมากอะไร แม้ว่าในใจของเธอจะสงสัยเป็นอย่างมาก การที่นักฝึกศาสตร์สาวแต่งงานกับคนที่มีความสามารถก็ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากพวกเขารักกันไปจนแก่เฒ่า การที่จะละทิ้งการฝึกศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้อยู่ แต่หากในความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยายังมีเมียน้อยอีกสองคน ทำให้หลินลั่วหรานตกใจมาก ถ้าหากเป็นตัวเธอแล้ว ก็คงจะเสียใจที่ละทิ้ง หรืออาจจะทำอะไรรุนแรงขึ้นมาก็ได้

        “แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?”

        “ตั้งแต่ที่ฉันจำความได้ ตระกูลฉินก็ตกต่ำแล้ว ในตอนนั้นเป็นช่วงประเทศจีนกำลังทำสงครามกับญี่ปุ่นอยู่ เดิมทีตระกูลฉินก็มีชื่อเสียงในชู่อยู่แล้ว เมื่อย่ำแย่ลงไป พ่อของฉันก็รับกับความตกต่ำแบบนี้ไม่ไหว แล้วแอบไปเข้าร่วมกองทหาร……หลังจากนั้นพ่อก็เล่าให้ฉันฟัง ว่าในคืนที่พ่อแอบออกไปนั้น เหมือนว่าย่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าเขาจะต้องออกไป จึงมายืนรออยู่ที่ประตูหลัง แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร แถมยังบอกอีกด้วยว่า เธอดีใจที่ลูกชายของเธอจะไปปกป้องประเทศ และได้มอบแผ่นหยกมาให้ และบอกให้เขาพกติดตัวเอาไว้ตลอด”

        แผ่นหยก? หลินลั่วหรานสามารถจับจุดสำคัญได้แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่นักปราชญ์อย่างย่าของผู้บังคับบัญชาฉิน มอบให้กับลูกชายเพียงป้องกันตัวสินะ!

        ด้วยเหตุนี้พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินจึงได้ไปเข้าร่วมกองทหาร แต่คุณชายจากตระกูลร่ำรวยจะไปรู้เรื่องอะไร เมื่อไปทำสงครามก็เกือบจะตายใต้เศษลูกกระสุนของศัตรูอยู่หลายครั้ง แต่ในเวลานั้น แผ่นหยกที่ห้อยอยู่ที่คอก็จะส่องแสงประกายสลัวๆ ออกมา ลูกกระสุนที่บินมานั้นก็เหมือนว่าจะไกลห่างออกไป

        พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาในทันที ด้วยสมบัติวิเศษติดตัวของเขา หลังจากนั้นก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาภายในเวลาสั้นๆ ในช่วงสงครามสามเมือง ลูกกระสุนเม็ดหนึ่งพุ่งตรงมาทางด้านหน้า ระยะทางห่างกับเขาเพียงเล็กน้อย เขาไม่อาจจะหลบไปไหนได้ กระสุนลูกนั้นฝังลงที่ตัวของเขา แต่กลับไม่เขาไปยังเนื้อตัวของเขา แผ่นหยกเปล่งประกายแสงออกมา แม้แต่เหล่าศัตรูเองก็โดนความแปลกประหลาดนี้ทำเอานิ่งไป จนไม่สู้รบกันต่อ

        พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินได้รับความสำเร็จครั้งใหญ่ แต่แผ่นหยกกลับสูญเสียพลังไปมาก จนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แม้ว่าพ่อของผู้บังคับบัญชาฉินจะเสียดาย แต่ก็ไม่มีหนทางให้พกเศษหยกเหล่านี้ติดตัวไป จึงได้แต่เก็บรักษามันเอาไว้

        ใครจะรู้เมื่อผ่านไปครึ่งเดือน ในคืนวันหนึ่ง ก็มีคนในลัทธิเต๋าท่าทางไม่ดีนักพุ่งเข้ามาในสถานที่พักของพ่อของผู้บังคับบัญชาฉิน ในตอนนั้นพ่อของเขาก็ถือว่ามียศที่สูงมากแล้ว  สถานที่พักต่างก็มีทหารคอยรักษาการณ์อยู่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนี้โผล่มาได้อย่างไร

        ชายบ้าคลั่งดึงตัวพ่อของผู้บังคับบัญชาฉินออกมาจากเตียง เมื่อพบหน้าก็ถามถึงแผ่นหยกทันที

        เมื่อพ่อของผู้บังคับบัญชาฉินได้ยินถึงแผ่นหยก ก็รู้สึกตกใจขึ้นมา แผ่นหยกที่ผู้เป็นแม่มอบเอาไว้ให้มีพลังที่น่าประหลาด คนจากลัทธิเต๋าที่ท่าทางดูไม่ดีนักคนนี้ รู้ได้อย่างไรว่าเขามีแผ่นหยกอยู่?

        เมื่อเขาอยากจะขยับตัว ก็พบว่าแขนขาของตัวเองชาไปหมด ไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย ในตอนนั้นเอง ชายบ้าคลั่งก็เก็บเอาแผ่นหยกที่ซ่อนไว้ออกมา

        เมื่อเห็นแผ่นหยกที่แตกออกเป็นชิ้นๆ ชายบ้าคลั่งก็แสดงอาการโศกเศร้าออกมา รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าต่างก็เต็มไปด้วยความเสียใจ “เยว่เอ๋อร์ของฉัน……เยว่เอ๋อร์……”

        พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินถูกเขาจับเข้าที่คอ ใบหน้าของเขาแดงเถือก เสียงหัวเราะของชายบ้าคลั่งคนนั้นดังผ่านเข้ามาในหู เขาจึงถามออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก : “คุณเป็นใคร……ทำไมถึงรู้จักแม่ของฉัน?” เยว่เอ๋อร์คือชื่อเล่นของแม่ ผู้หญิงที่เหมือนว่าจะไม่รู้จักแก่คนนั้น ชื่อเต็มของเธอคือเจียงหมิงเยว่ เธอก็เหมือนกับดวงจันทร์กลมโตบนแม่น้ำ งดงามสะกดตาคน

        ความบ้าคลั่งในสายตาของคนในลัทธิเต๋าหายไป ก่อนจะพึมพำออกมา : “ใช่แล้ว ถ้าไม่ใช่ลูกของเธอ เธอจะให้แม้กระทั่งแผ่นชีวิตของตัวเองมาได้อย่างไร……” เขาเข้าใจทุกอย่างขึ้นมา ก่อนจะกลับไปมีท่าทางบ้าคลั่งอีกครั้ง เขาใช้แรงบีบเข้าที่คอของพ่อของผู้บังคับบัญชาฉิน : “แกทำร้ายเธอ ทั้งหมดเป็นเพราะแกทำร้ายเธอ ถ้าไม่ได้ให้กำเนิดแกออกมา แม้แผ่นชีวิตจะแตกสลาย  ก็จะยังมีกำลังอยู่บ้าง…… ตอนนี้ สายเกินไปแล้ว…….”

        พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินไม่เข้าใจในคำพูดของอีกฝ่าย เพียงแต่รู้สึกว่ามีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับแม่ของตัวเอง และก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องดีอะไร ในใจของเขารู้สึกได้ถึงลางไม่ดี ในระหว่างที่อยากจะเอ่ยถาม ชายคนนั้นก็ปล่อยคอของเขาออก ก่อนจะวิ่งออกไป

        พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินตามเขาออกมา ในตอนแรกชายคนนั้นยังอยู่เพียงแค่หน้าประตู แต่เพียงพริบตาเขาก็ไกลห่างออกไป

        “ท่านผู้เฒ่า แม่ของฉัน เธอ……” พ่อของผู้บังคับบัญชาฉินรู้ว่าเขาเป็นคนที่สูงศักดิ์ จึงรีบตะโกนออกไปไม่หยุด เพียงแต่กระพริบตา ชายคนนั้นก็ไกลห่างออกไปอีก แต่ยังคงส่งเสียงกลับมา :  “ฉันเคยพูดเอาไว้แล้ว ระหว่างเทพกับคนธรรมดานั้นต่างกันมาก แต่เธอก็ไม่ฟัง สุดท้ายก็ให้กำเนิดของไร้ค่าที่ไม่มีแม้แต่พื้นฐานพลังออกมา ฮ่าๆๆๆ……ของไร้ค่า!”

        เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ผู้บังคับบัญชาฉินก็ถอนหายใจออกมายาว ก็จะหยุดดื่มชาลงไปอึกหนึ่ง

        นี่เป็นครั้งแรกที่หลินลั่วหรานได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ “พื้นฐานพลัง” จึงถามออกไปด้วยความระมัดระวัง “เกิดเรื่องขึ้นกับ…….คุณย่าของคุณ?” แผ่นชีวิตแตกสลายไปแล้ว แม้แต่ผู้ฝึกศาสตร์ฝึกหัดอย่างหลินลั่วหรานได้ยินต่างก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี

        ผู้บังคับบัญชาฉินพยักหน้าลง “งานทหารของพ่อรัดตัวมาก ที่บ้านก็เขียนจดหมายตอบกลับมาว่าไม่มีอะไร……รอจนได้รับชัยชนะ เขากลับบ้านไปถึงได้รู้ว่า หลังจากที่เขาจากไป ย่าก็ค่อยๆ แก่ลงเรื่อยๆ เดิมทีปู่ก็ทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ จึงไม่ได้ไปพบกับย่านัก ย่าใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตระกูลฉินไปเรื่อยๆ โดยที่ร่างกายค่อยๆ แย่ลงไปตามเวลา……จนวันหนึ่งเธอก็กระอักเลือดออกมา และเจ็บปวดครั้งใหญ่ หลังจากนั้นไม่กี่วันท่านก็จากไป เมื่อลองนับเวลาดูแล้ว วันที่ย่ากระอักเลือดออกมา ก็เป็นวันที่แผ่นหยกแตกสลายวันนั้นเอง”

        เมื่อเรื่อราวดำเนินมาถึงตรงนี้ หลินลั่วหรานก็ได้แต่ถอนหายใจอยู่ภายในใจของเธอ

        เจียงหมิงเยว่ แค่เพียงได้ยินชื่อก็สามารถนึกภาพถึงเทพสาวอันงดงาม ละทิ้งกฎสวรรค์ เพื่อใฝ่หาความธรรมดาทั่วไป ผลสุดท้าย เธอก็ได้แต่แก่และตายไปอย่างเดียวดายแบบนี้เหรอ?

        แสงส่องสว่างของพระจันทร์บนสายน้ำยังคงสว่างไสวแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายปี หากคุณย่าของผู้บังคับบัญชาฉินสามารถรู้ได้ถึงจุดจบแบบนี้ เธอจะเสียใจไหมนะ?

        ในใจของหลินลั่วหรานปรากฏความโศกเศร้าที่เธอไม่รู้เหตุผลขึ้นมา จึงได้แต่ฝืนยิ้มก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไป : “แล้วชายบ้าคลั่งคนนั้นล่ะคะ หลังจากนั้นเขาปรากฏตัวออกมาอีกไหม?”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม