0 Views

        หลิ่วเจิงอยากจะถามหลินลั่วหรานออกไปเหลือเกิน ว่าเธอกำลังโกรธเขาอยู่หรือเปล่า แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความขมขื่นจนไม่อาจจะถามออกมา

        เมื่อคิดดูโดยละเอียด ตั้งแต่ที่เป่าเจียกลับมาเมืองหลวง และโจวเย่าเวยก็เริ่มเข้ามากวนเธอ เขาก็รู้ดี เพราะว่าไม่ได้รัก ดังนั้นเขาถึงยอมรับคำสั่งจากทางบ้าน เลือกที่จะคอยเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ___แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยากเห็นแก่ตัว แต่ในใจลึกๆ ของเขาก็มีความหวังอยู่น้อยๆ ความหวังที่ว่า เป่าเจียจะสามารถมองไปยังคนอื่นได้ หลังจากนั้น……

        หลังจากนั้นคืออะไร เมื่อหลิ่วเจิงมาคิดถึงมันในตอนนี้ ก็มีเพียงความเจ็บปวด

        ถ้าเขารู้ว่าจะเกิดเรื่องกับเป่าเจีย ไม่ว่าจะรักหรือว่าไม่รัก เขาก็มาที่เมืองหลวงเพื่อหยุดการกระทำของโจวเย่าเวย แม้ว่าจะไม่ใช่คนรัก แต่เป่าเจียก็เป็นน้องสาวที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

        เขาแอบสอดส่องสายตาไปยังหลินลั่วหรานที่นั่งอยู่เบาะหลัง ร่องรอยเลอะสกปรกแต่งแต้มอยู่บนชุดเดรสยาว เรือนผมของเธอยุ่งเหยิงไม่มีระเบียบ เมื่อนึกไปถึงน้ำเสียงราบเรียบที่บอกออกมาว่า โจวเย่าเวยได้รับบาดเจ็บหนัก เขาก็จินตนาการถึงการต่อสู้ที่เขย่าขวัญขึ้นมาได้ไม่ยาก กลับถูกเธอพูดออกมาอย่างสงบนิ่ง……ถ้าหากว่า เพียงแค่ถ้าหาก ถ้าเธอไม่ใช่คนลึกลับของลัทธิเต๋า ตัวเขานั้นจะต้องไปหาโจวเย่าเวยกับเธอใช่ไหม?

        เขาไม่กลัวตาย แต่กลัวว่าในตอนที่เขารู้ว่ามันไม่สามารถจะเกิดผลอะไรขึ้นมาได้ เขาก็จะยิ่งตกลงไปลึกยิ่งขึ้น

         ผู้บังคับบัญชาฉินเองก็น่าจะรู้ถึงความคิดของเขา ถึงได้มีการคุยเปิดใจกันในคืนนั้นใช่ไหม? ดวงตาของ ผู้บังคับบัญชาฉินประกายฉายแววออกมา ตอนที่พูดประโยคที่ว่า “คนในลัทธิเต๋าไม่อาจจะสมรสกับคนธรรมดาได้” เพื่อให้เขาตายใจ หรือจะเป็นท่าทางเย็นชาบนเครื่องบินของเธอ ที่ทำให้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงฝุ่นละออง และไม่เคยจะเหมาะสมกับเธอเลยเลย?

        “ลั่วหราน ได้ยินว่าคนในลัทธิเต๋า แต่งงานกับคนธรรมดาไม่ได้เหรอ?” เมื่อคิดไปคิดมา ในใจของเขาก็ยังคงไม่อยากจะยอมรับ เขาไม่อยากจะให้หลังจากนี้หลายๆ ปี เมื่อคิดขึ้นมาแล้ว ก็รู้สึกเสียใจที่ตัวเองไม่เคยต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความรักของตัวเอง

        “อืม?” หลินลั่วหรานเหนื่อยล้ามาก ในตอนนี้เธอเพียงอยากจะหลับไป จึงฟังความหมายในคำพูดของหลิ่วเจิงไม่ออก เพียงแต่ส่งเสียงถามกลับออกมาเบาๆ ภายใต้สติที่เลือนรางของเธอ

        หลิ่วเจิงคิดว่านั่นคือการยืนยันคำตอบของเธอ มือที่จับพวงมาลัยอยู่สั่นไหว ภายใต้เงาของแว่นตากรอบทอง ไม่อาจจะปกปิดความผิดหวังในแววตาของเขาได้

        ที่แท้ ก็เป็นเพียงความโลภของเขาเอง!

        เมื่อหลินลั่วหรานได้สติกลับมา เธอก็เพิ่งจะไตร่ตรองคำถามของหลิ่วเจิงได้ เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น : “ไปได้ยินจากที่ไหนมา ว่าคนในลัทธิเต๋าแต่งงานกับคนธรรมดาไม่ได้?” ขอร้องล่ะ คนธรรมดา หลังจากวันนี้ได้เห็นท่าทางของเหวินกวนจิ่งแล้ว หลินลั่วหรานก็รู้สึกว่า ตัวเองก็คือคนธรรมดาคนนั้น

        “ผู้บังคับบัญชาฉินบอกมา……คนในลัทธิเต๋าไม่แต่งงานกับคนธรรมดา เพราะว่าลูกหลานรุ่นต่อมา ส่วนมากจะสูญเสียพื้นฐานพลังไป และไม่สามารถฝึกศาสตร์ได้อีก ดังนั้นคนในลัทธิเต๋าจึงห้ามไม่ให้แต่งงานกับคนธรรมดา ในลัทธิของเธอไม่เหมือนกันเหรอ?”

        พื้นฐานพลัง? แม้หลินลั่วหรานจะลืมตากึ่งหลับกึ่งตื่น แต่ในใจของเธอกลับกำลังตกใจสั่นไหว ที่แท้ศาสตร์ก็ไม่ได้ต้องการเพียงพลัง และมีการใช้พลัง แต่ยังต้องมี “พื้นฐานพลัง” ด้วย ? พ่อและแม่แก่ๆ ของเธอ…….ความคิดที่อยากจะให้ทั้งบ้านของเธอ สามารถเดินต่อไปด้วยกันได้นั้น จะสามารถ

        ทำได้จริงไหมนะ?

        หลินลั่วหรานรู้สึกราวกับโดนสายฟ้าฟาด เธอรู้สึกราวกับภาพวาดฝันในอนาคตของเธอ ตอนนี้กำลังพบกับการเปลี่ยนที่ไม่อาจจะรู้ได้มากมาย ทำให้เธอรู้สึกไม่สงบใจขึ้นมา เธอจึงไม่ได้รู้สึกถึงความหวังในน้ำเสียงของหลิ่วเจิงเลยแม้แต่น้อย

        “ผู้บังคับบัญชาฉินบอกมาแบบนี้เหรอ?”

        พื้นฐานพลังคืออะไร หลินลั่วหรานอยากจะรู้ให้แน่ชัดในตอนนี้เลย จึงได้แต่ถามหลิ่วเจิงต่อ หวังว่า ผู้บังคับบัญชาฉินจะพูดอะไรเอาไว้มากกว่านี้ หลังจากผ่านการต่อสู้ในคืนนี้มา เธอรู้ได้จากคำพูดของเหวินกวนจิ่งว่า ในทุกวันนี้ยังมีตระกูลฝึกศาสตร์อย่างตระกูลเหวินอยู่ ดังนั้นเธอจึงต้องพูดจาให้ดูหนักแน่นเข้าไว้ เธอไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเธอก้าวเข้ามาในทางเดินนี้ด้วยตัวคนเดียว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการโดนโจมตี และทำให้ตัวเองกับครอบครัวต้องพบกับอันตราย

        สิ่งสำคัญที่หลิ่วเจิงพยายามพูดออกมาไม่ใช่ตรงนี้ เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมา ในใจของเขาก็ค่อยๆ สงบไป ได้แต่คิดว่าหลินลั่วหรานยอมรับแล้ว เมื่อได้ยินหลินลั่วหรานถามกลับ เขาก็ได้แต่ส่ายหัว โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก

        บรรยากาศของทั้งสองกลับไปเป็นยอมรับและไม่พูดอะไรออกมาอีก หลิ่วเจิงจัดการไปส่งหลินลั่วหรานที่ที่พักของตระกูลฉินในเมืองหลวง ตอนที่หันหลังกลับมาย่างก้าวของเขาดูไม่มั่นคงเท่าไร ในใจของหลินลั่วหรานเติมไปด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับ “พื้นฐานพลัง” จึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ

        คนที่ออกมาเปิดประตูคือลู่ซานชุน เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานกลับมาอย่างปลอดภัย แววตาของเขาก็แสดงความดีใจออกมา : “คุณหนูหลิน ปลอดภัยก็ดีแล้วครับ ท่านผู้บังคับบัญชากังวลอยู่ตลอดทั้งคืนเลย!” สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาก็คือ เมื่อพวกเขาหลายๆ คนรู้ว่าเธอไปไหน ก็รู้สึกนับถือเธอมาก และก็กังวลเธอมากเช่นกัน

        ผู้บังคับบัญชาฉินลงบันไดมา “เด็กคนนี้ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรรีบร้อน แถมยังทำจดหมายทิ้งไว้อีก พวกลู่ซานชุนก็ไร้ประโยชน์เสียจริง ถึงได้ไม่รู้ว่าหนูหายไปตั้งแต่เมื่อไร!”

        ใบหน้าของหลินลั่วหรานแดงขึ้นมา เธอรู้ดีว่าจดหมายที่ทิ้งไว้ มันดูน่าอายมาก แต่ว่าในตอนที่ได้ยินข่าวที่ผู้บังคับบัญชาฉินนำกลับมา เธอก็โมโหมากจริงๆ

        ผู้บังคับบัญชาฉินไปที่หน่วยทหารเพื่อคุยเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่กลับถูกบอกกลับมาว่าเป็นความลับของประเทศ ถ้าหากว่าแค่นี้ก็ยังถือว่ารับได้ แต่เมื่อไปที่หน่วยงานแยก ก็ยังพบว่าวิดีโอที่โจวเย่าเวยขับรถชนเป่าเจียได้ถูกหน่วยงานพิเศษลบออกไปแล้ว…….

        ลบออก แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการเข้าใจผิดอย่างที่เคยคิด หน่วยงานพิเศษไม่เพียงแต่ปกป้องตัวโจวเย่าเวยเท่านั้น แต่แม้แต่หลักฐานก็จัดการลบไปจนหมด เห็นได้ชัดว่ากำลังจะช่วยให้โจวเย่าเวยหลุดพ้นจากการลงโทษชัดๆ!

        หลินลั่วหรานไม่รู้ว่าด้านในมีคนผสมกันเข้ามาเท่าไร และก็ไม่รู้ว่าใครจะออกมาทำแบบนี้กับทหารที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยเพื่อประเทศอย่างผู้บังคับบัญชาฉินคนนี้___เหตุผลที่ดูดีอะไรแบบนั้นเธอไม่อยากจะนึกถึงมัน เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง รู้จักเพียงความสัมพันธ์ใกล้ไกลเท่านั้น เธอรู้เพียงแค่ว่า เลือดของเป่าเจีย ไม่สามารถที่จะมีค่าเท่ากับเงินตราหรืออิทธิพลอะไรแบบนั้น ไม่สามารถที่จะเสียไปโดยเปล่าได้

        “คุณปู่ฉิน นี่เป็นการตัดสินใจของฉันเอง อย่าไปว่าพวกนายทหารลู่เลยนะคะ” เธอรู้ว่าความจริงคนแก่คนนี้ก็แค่เป็นห่วงตัวเธอเท่านั้น ไม่ได้อยากจะตำหนิพวกลู่ซานชุนอะไร หลินลั่วหรานก็รีบเข้าไปจับมือของผู้บังคับบัญชาฉินเอาไว้

        หลังจากจัดการให้ลู่ซานชุนออกไปเฝ้าประตูไว้ เขาถึงได้กดเสียงลงถาม : “ทำไมถึงได้โง่แบบนี้ ถึงจะเป็นคนในลัทธิเต๋า  แต่หน่วยการพิเศษนั่นมีความโดดเดี่ยวมาก ไม่ใช่หน่วยงานที่เหล่าทหารจะควบคุมได้ง่ายๆ……วันนี้ไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม?”

        เหงื่อไหลรินลงมาที่หน้าผากของหลินลั่วหราน เธอเป็นเพียงเด็กมือใหม่คนหนึ่ง “ลัทธิเต๋า” เป็นชื่อที่คนที่ฝึกศาสตร์ถูกเรียก แต่ไม่ได้ชี้เฉพาะสำนัก หลินลั่วหรานวันนี้พูดออกไปมั่วๆ แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองมาจากสำนักอะไร แต่เป็นเพียงนักฝึกทั่วๆ ไปเท่านั้น ทำให้คนต่างพากันสงสัยในความไม่ชัดเจน

        แต่ตอนนี้เธอก็ไปสร้างเรื่องไว้กับหน่วยพิเศษอีกแล้ว ต่อไปจะต้องจัดการจำชื่อสำนักจำเอาไว้แล้ว……เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินลั่วหรานก็ไม่ได้อธิบายให้ผู้บังคับบัญชาฉินว่าเธอไม่รู้ในอำนาจของหน่วยงานพิเศษ แต่กลับกดเสียงลงตอบกลับ : “ข้างกายของโจวเย่าเวยมีผู้ฝึกศาสตร์คอยปกป้อง ไม่สามารถโจมตีให้ตายได้……แต่ก็ได้รับบาดเจ็บหนัก ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ได้ผล ความลำบากที่เป่าเจียได้รับในวันนั้น เขาเองก็น่าจะได้พบกับมันแล้ว”

        เมื่อได้ยินชื่อของโจวเย่าเวย ความเคียดแค้นก็ไหลผ่านในแววตาของผู้บังคับบัญชาฉิน “สาวน้อยหลิน ตระกูลฉินติดหนี้น้ำใจของหนูแล้ว ไม่รู้ว่าจะตอบแทนยังไงจริงๆ!”

        หลินลั่วหรานหัวเราะคิดคักขึ้นมา : “เป่าเจียก็เป็นเหมือนพี่น้องของหนู เรียกคุณว่าคุณปู่เหมือนกัน คุณยังจะมาทำตัวห่างเหินอีก หนูไม่ยอมนะ”

        ผู้บังคับบัญชาฉินได้แต่พร่ำพูดว่า “เด็กดี” ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไรจริงๆ

        ทั้งสองพากันขึ้นมาด้านบน แม้ว่าเป่าเจียจะยังคงนอนสลบอยู่ แต่ร่างกายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เธอนั้นเป็นคนที่เคยเกือบจะตายแล้ว แต่กลับฟื้นคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ ดังนั้นหากยังพักอยู่ที่โรงพยาบาลทหารก็ออกจะน่าประหลาดใจจนเกินไป จึงทำเรื่องให้เธอออกจากโรงพยาบาล กลับมาพักฟื้นอยู่ที่บ้าน

        หลินลั่วหรานตรวจสอบสถานการณ์ของเป่าเจียอีกครั้ง ก็ไม่ได้พบความผิดปกติอะไร เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีใคร เธอจึงถามออกไปด้วยความสงสัย : “คุณปู่ฉินก็รู้จักคนในลัทธิเต๋าใช่ไหมคะ? ทำไมถึงบอกหลิ่วเจิงเกี่ยวกับพื้นฐานพลังได้เหรอคะ?”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม