0 Views

                “ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรอยู่ ขอแนะนำให้เธออยู่ให้ห่างจากโจวเย้าเวยหน่อยจะดีกว่า”

                ทางที่ออกมาจากประตูหลังของคลับบลูเบิร์ด คืออุโมงค์มืดเส้นหนึ่ง ดูเหมือนว่าเพื่อที่จะหลบจากสายตาของผู้คน ทั่วทั้งอุโมงค์จึงเต็มไปด้วยความมืด และมีเพียงไฟสลัวๆ เท่านั้น ท่ามกลางค่ำคืน อันไร้ซึ่งผู้คน

                เมื่อหลินลั่วหรานเดินออกมาจากประตูหลังพร้อมกับโจวเย้าเวย ก็ถูกพี่เหวินกันเอาไว้ พร้อมกับคำพูดแบบนั้น

                เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานไม่ได้ใส่ใจอะไรกับคำเตือนของเขา พี่เหวิน                ก็ยิ้มขึ้นมา : “ถ้าเธออยากจะรนหาที่ตาย ก็ไม่มีใครห้าม ฉันก็แค่อยากจะบอกเอาไว้เท่านั้น”

                หลินลั่วหรานเห็นว่าโจวเย้าเวยกำลังมองมาที่เธออย่างพิจารณา หลินลั่วหรานก็เหยียดยิ้มออกมา : “ต่อให้ฉันปล่อยเขาไป เขาก็อาจจะไม่ปล่อยฉันก็ได้นะ? หน่วยงานพิเศษ อย่าได้ทำตัวก้าวร้าวนักเลย!”

                โจวเย้าเวยหัวเราะออกมา : “ที่แท้เธอก็เป็นคนที่ตระกูลฉินส่งมานี่เอง ทำไมล่ะ ได้ยินว่าฉินเป่าเจียยังไม่ตายเหรอ?” เขาใช้สายตาราวกับมารร้ายมองพิจารณาหลินลั่วหรานอีกครั้ง ก่อนจะแสดงความเสียดายออกมา : “น่าเสียดายนะ เธอเป็นคนที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาจริงๆ น่าเสียดายที่เป็นคนของฝั่งตระกูลฉิน”

                ดูเหมือนว่าพี่เหวินจะเข้าใจคำพูดที่กำกวมของโจวเย้าเวย เขาจึงหันไปถลึงตาใส่ : “เรื่องที่ไปขับรถชนคน แล้วทางหน่วยไปประกันตัวออกมา ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกสืบสวนนะ”

                ความผยองของโจวเย้าเวยลดน้อยลง ดูเหมือนว่าเขาจะเกรงกลัวตัวของพี่เหวินมาก

                พี่เหวินหันหน้ามาทางหลินลั่วหราน ก่อนจะพูดออกมา : “พละกำลังของคนบางคน คนอย่างเธอไม่อาจจะประเมินค่าได้ ฉันอยู่ที่นี่เขาถึงไม่กล้าทำอะไรเธอ ออกไปเถอะ”

                หลินลั่วหรานหรี่ดวงตาลง : “คุณปกป้องฆาตกรแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับมาพูดจาทำตัวเป็นคนดี……ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำฉัน แต่เป็นฉันที่ไม่ทำเขามากกว่า”

                คำภาวนาดังขึ้นในใจ ก่อนที่แส้ที่เธอทำมาเพื่อการนี้เป็นพิเศษจะถูกหยิบออกมาจากพื้นที่ลึกลับ และปรากฏขึ้นบนมือของเธอ

                “เอ๋?” พี่เหวินประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยความสามารถในการมองเห็นของเขา ทำให้เห็นได้ว่าแส้นั้นโผล่มาจากที่ไหน แต่ดูเหมือนว่าในเวลาเพียงชั่วพริบตา มันก็มาอยู่ในมือของหลินลั่วหรานเสียแล้ว

                หลินลั่วหรานขยับสั่นไหวแส้เส้นยาว จนเกิดเสียงขึ้นในอากาศ พร้อมทั้งพุ่งตรงไปยังโจวเย้าเวย

                เห็นอย่างนั้นพี่เหวินก็ใช้มือขึ้นผลักโจวเย้าเวยให้หลบไปอีกทางด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าแลบ แส้ยาวกระทบเข้ากับเสาไฟ ส่งเสียงดัง “ปึ้ง” ขึ้นมา!

                ปลายของหางแส้ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น มันขยับขึ้นลง ก่อนจะรัดเข้าที่กล้องวงจรปิดใต้ดวงไฟ เพียงหลินลั่วหรานขยับมือเข้า จะสามารถดึงให้กล้องวงจรปิดหล่นลงมาพังระเนระนาด

                เมื่อเห็นรอยแส้ที่ฝังลึกลงบนเสาไฟฟ้า และกล้องวงจรปิดที่พังระเนระนาดอยู่บนพื้นโจวเย้าเวยก็หันไปพูดกับพี่เหวินด้วยความตกใจจนไร้สติ : “พี่เหวิน แม้แต่กล้องวงจรปิด เธอก็ทำลายมันไป……นี่มันต้องการจะฆ่ากันชัดๆ จะปล่อยเธอไปไม่ได้นะ!”

                หลินลั่วหรานดึงแส้กลับเข้ามา ไม่รู้ว่าความเกลียดชังในแววตาอันคมกริบของเธอมันชัดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร___ใช่แล้ว เธอไม่เคยเกลียดใครเท่านี้มาก่อน เพื่อนรักคือฟางเส้นสุดท้ายของหลินลั่วหราน เพียงแค่แตะต้องเข้ามา เธอก็พร้อมจะระเบิดออก มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีใครแตะต้องมัน!

                พี่เหวินมองไปยังหลินลั่วหรานที่เต็มไปด้วยความปรารถนาจะฆ่า ก่อนจะถอนหายใจออกมา สุดท้ายเขาก็ยอมปล่อยมือของโจวเย้าเวยออก

                ท่าทางนี้ของพี่เหวิน แสดงให้โจวเย้าเวยเห็นว่า เขาสามารถโต้ตอบกลับไปได้แล้ว!

                โจวเย้าเวยยิ้มร้ายออกมา ก่อนที่สัมผัสที่ทำให้หลินลั่วหรานรู้สึกไม่ดีจะแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาอีกครั้ง หลินหลั่วหรานถอยหลังออกมาตามสันชาติญาณ

                ไม่ใช่ นี่มันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกแล้ว แต่เป็นกลุ่มหมอกสีชมพูที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

                พี่เหวินเองก็เหมือนว่าจะกลัวหมอกสีชมพูบนตัวของโจวเย้าเวยเช่นกัน เมื่อเห็นว่าหมอกถูกปล่อยออกมา เข้าก็ขยับตัวออกไป

                และในตอนที่โจวเย้าเวยกำลังผลิตหมอกออกมานั้น รอบตัวของเขาก็ปรากฏกลุ่มพลังออกมาเป็นระลอกคลื่น หลินลั่วหรานเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาในทันที เมื่อนึกไปถึงพี่เหวินที่ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมา หรือว่าที่หน่วยงานพิเศษอะไรนั่นออกมาประกันตัวโจวเย้าเวย ก็เพราะเรื่องนี้?

                หลินลั่วหรานก็ไม่ใช่คนโง่ ในโทรทัศน์ก็เห็นออกบ่อยไม่ใช่หรือไง พวกหมอกที่มีสีแบบนี้ ไม่ใช่ของดีเป็นแน่! เธอบังคับร่างกายของตัวเอง ก่อนจะรีบถอยตัวออกห่าง พร้อมสั่งตวัดแส้ในมือของตัวเองไปทางตัวของโจวเย้าเวย!

                ความรุนแรงของมันทำให้เกิดเสียงดังในอากาศ ทำให้หมอกสีชมพูนั้นกระจายตัวออก พี่เหวินขมวดคิ้วพร้อมกับถอยออกไป

                โจวเย้าเวยหัวเราะออกมา : “ถ้ามีความสามารถแค่นี้ คืนนี้ก็อยู่ที่นี่แหละ!”

                หมอกสีชมพูที่กระจายออก ลอยกลับเข้ามาใกล้อีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ได้ยุ่งเหยิงกระจายตัวอีกต่อไป แต่มาในรูปร่างของงูตัวยาว ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ร่างของหลินลั่วหราน!

                ภายใต้ความเร็วหมอกสีชมพูรูปร่างยาวราวกับงูไม่ได้ถูกแรงลมพัดพา แต่กลับพุ่งมาด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าในแบบที่กลุ่มหมอกไม่น่าจะทำได้ เพียงในชั่วพริบตามันก็พุ่งมายังเบื้องหน้าของหลินลั่วหราน

                สิ่งเหล่านี้ต่างก็เกินกว่าที่หลินลั่วหรานคาดไว้ แม้ว่าเธอจะถอยออกมาเร็วอีกเท่าไร ก็ยังไม่อาจจะหลบมันได้พ้น เมื่อสูดดมกลิ่นหอมหวานเข้าไป หลินลั่วหรานก็รู้สึกมึนหัวและไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาอย่างผิดปกติ การหายใจก็รัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ___ร่างของโจวเย้าเวยแยกออกเป็นสองในสายตาของเธอ นี่มันคือหมอกพิษ ทำไมถึงร้ายกาจได้ขนาดนี้?

                หลินลั่วหรานโซเซไม่อาจจะยืนตรงได้ แส้ยาวตกลงไปที่พื้น มีเพียงหัวใจที่เต้นระรัว

                เมื่อเห็นท่าทางของเธอ โจวเย้าเวยก็รู้ว่าหมอกพิษของเขากำลังออกฤทธิ์ เขายิ้มร้าย ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ : “สาวสวยตัวน้อย ตอนนี้เสียใจแล้วหรือยัง?”

                ในขณะที่หัวของหลินลั่วหรานกำลังเต็มไปด้วยความมึนงง ไข่มุกเองเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งจะใช้พลังไปมากในการช่วยเป่าเจีย วันนี้จึงไร้พลังที่จะทำอะไรต่อ เมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของหลินลั่วหราน ก็ยังคงพยายามส่งพลังออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปยังใบหน้าของหลินลั่วหราน

                เมื่อกลุ่มพลังลอยผ่านเข้าไป อาการหน้าแดงก็ค่อยๆ มลายหายไป การหายใจก็กลับมาเป็นปกติ ความรู้สึกชาที่เคยมีก็หายไป

                เธอมองไปยังโจวเย้าเวยที่กำลังมองดูเธออยู่ไม่ไกลนัก ในตอนแรกหลินลั่วหรานอยากจะลุกยืนขึ้น แต่ข้อเข่าของเธอกลับพับลง ราวกับกำลังหมดแรงลงไปที่พื้น…….

เสียงหัวเราะของโจวเย้าเวยบ้าคลั่งขึ้น พี่เหวินมองมาจากที่ไกลๆ คิ้วสีดำเข้มขมวดแน่นเข้าหากัน ในตอนที่หลินลั่วหรานล้มลงไปนั้น เขารู้สึกราวกับสัมผัสได้ถึงไอพลังเล็กๆ ในใจของเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติขึ้นมา ในระหว่างที่กำลังจะเอ่ยเตือน___

                หลินลั่วหรานที่เกือบจะล้มลงไปที่พื้น ก็สะบัดแส้ลง เส้นแส้ที่เต็มไปด้วยพลังปกคลุมไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อน โจวเย้าเวยกำลังอยู่ในช่วงหลงทะนงตน หมอกสีชมพูสามารถทำร้ายคนอื่นได้ แต่กลับไร้การป้องกันตัวเอง ทันทีที่โดนหวด ร่างของเขาปลิวออกไปไกล!

                ร่างของโจวเย้าเวยกระแทกเข้ากับกำแพงเต็มแรง ฝุ่นสีที่อยู่ภายนอกกำแพงซีเมนต์ต่างก็หลุดร่อนออกมา ร่างของเขาไหลร่วงหล่นลงมาราวกับเนื้อเปื่อยๆ แม้ว่าจะไม่ตาย แต่ภายในและกระดูกก็ได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจจะหนีไปไหนได้!

                ใบหน้าของพี่เหวินเครียดขึ้นมาทันทีที่เห็นการตวัดแส้ครั้งนี้ของหลินลั่วหราน เขาเป็นคนฉลาดแยบยล รู้ว่าต่อให้เข้าไปช่วยก็คงไม่ทันการ จึงได้แต่หยุดอยู่กับที่ เพื่อที่จะประหยัดแรงเอาไว้ในเวลาการต่อสู้

                เมื่อเห็นว่าพลังจากการตวัดแส้ใส่โจวเย้าเวยไปแล้ว หลินลั่วหรานก็ยืดตัวขึ้น พี่เหวินเองก็หรี่ตาลงพูด : “เธอเป็นนักปราชญ์!” แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ การเคลื่อนไหวของพลัง นักปราชญ์ด้วยกันมักจะสัมผัสได้ มีเพียงสองข้อยกเว้นเท่านั้น คือ หนึ่ง ฝั่งตรงข้ามมีพลังที่สูงกว่าตัวเองหลายขั้น ถึงจะสามารถซ่อนสัมผัสของตัวเองเอาไว้ได้ และก็อย่างก็คือ ฝั่งตรงข้ามมีสมบัติพิเศษบางอย่างที่สามารถปกปิดมันได้……

                นี่ไม่ใช่ยุคที่มีแต่ผู้วิเศษโบยบินทั่วฟ้า คนที่ได้เรียนรู้สืบทอดจากตระกูลมาอย่างพี่เหวินนั้นรู้ดี หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า หากไม่ใช่ว่ามีพลังมาก ก็ต้องมาจากตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่ๆ มีเพียงที่แบบนั้นเท่านั้น ที่เหล่ารุ่นก่อนจะส่งมอบสมบัติพิเศษให้ และทั้งสองกรณี ต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับมือได้ทั้งนั้น!

                แส้ยาวของหลินลั่วหรานสะบัดสั่นไหวในอากาศ ก่อนจะเหยียดรอยยิ้มออกมา :

                “คุณก็เป็นนักปราชญ์เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ?”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม