0 Views

       ในความจริงตอนเช้าทุกคนต่างพากันเข้าไปดู และมาประมูลหินก้อนใหญ่กันในตอนบ่าย

        ตอนอาหารกลางวันก็ทานกันในบ้านสวนแห่งนั้น ทุกคนต่างพากันนั่งเต็มโต๊ะ มองดูแล้วราวกับงานเลี้ยงงานหนึ่ง ดูคึกคัก ทุกคนพากันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดิมทีชาวไทก็เป็นคนมีน้ำใจมากอยู่แล้ว ชายหม่าผู้นั้นเองก็ดีมากเช่นกัน และยิ่งอย่าได้พูดถึงนักธุรกิจขายหยกที่ต้องติดต่อกับคนอยู่ทุกวัน ดังนั้นทุกคนจึงพากันสนุกไปกับการทานอาหาร

        ชนกลุ่มคนไทไม่กินข้าวที่ทิ้งไว้ข้ามคืน ข้าวสวยและข้าวเหนียวที่เป็นอาหารหลักจะใช้วิธีการหุงสดๆ เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะใช้มือในการกิน เพราะคิดว่าการทำแบบนี้จะไม่ทำให้สูญเสียสัมผัสรสชาติของอาหาร

        ผู้คนที่นี่ต่างเติบโตมากับธรรมชาติ หลินลั่วหรานไม่ได้คิดการกินอาหารแบบนี้ดูไม่ดีแต่อย่างใด แต่กลับมีความรู้สึกที่แปลกไป และรู้สึกมีความสุขไปกับมัน

        ยิ่งเมื่อใช้ข้าวเหนียวจิ้มลงไปกับน้ำจิ้มมันปู ก็ยิ่งได้รับรสชาติของกลุ่มชนชาติไทมากขึ้น

        นอกจากไก่ย่าง และพวกปลาผัดแล้ว กับข้าวแทบทุกอย่าง รวมไปถึงของกินเล่นต่างก็มีรสชาติเปรี้ยวเป็นหลัก อย่างเช่นหน่อไม้ดอง ถั่วดอง เนื้อ หรือแม้แต่ผลไม้รถชาติเปรี้ยวที่เติบโตมาตามธรรมชาติ ทั้งหมดนี้หลินลั่วหรานต่างรับมันได้ แม้แต่เหล้าของชาวไท เพราะเป็นเหล้าที่หมักเอง ดังนั้นอัตราแอลกอฮอล์จึงไม่ได้สูงมาก รสชาติก็ติดหวาน หลินลั่วหรานจึงดื่มเข้าไปกว่าสองถ้วยใหญ่

        สิ่งเดียวที่เธอไม่อาจจะทนรับได้ก็คือ ถาดที่เต็มไปด้วย “ของกินเล่นพื้นบ้าน” อย่างจักจั่น หนอนไม้ไผ่ แมลงดา แมงมุม หรือไข่มดแดง ที่ทำเอาหลินลั่วหรานรู้สึกกลัวขึ้นมา___แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกศาสตร์ แต่เธอก็ยังเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ความกลัวที่ติดตัวมาทั้งแต่เกิดนั้น ยากที่จะลบล้างได้ แล้วจะให้เธอกินพวกมันเข้าไปได้อย่างไร?

        หลินลั่วหรานจึงอ้างว่าดื่มเข้าไปเยอะแล้ว อยากจะออกไปรับลมเสียหน่อย ชาวไทเองเมื่อเห็นใบหน้าสวยงาม และพวงแก้มที่ขึ้นเป็นสีแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แถมตอนดื่มยังใช้ถ้วยใบใหญ่ เพื่อให้เกียรติพวกเขา จึงยอมให้เธอออกไปจากงานก่อน

        หลินลั่วหรานชอบที่ในที่แห่งนี้ไม่มีที่ไหนที่ไร้ต้นกล้วย ใบใหญ่ที่แตกออกมานั้น ทำให้คนรู้สึกสบายใจขึ้น จึงยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ใต้ต้นกล้วย ผ่านไปสักพักหนึ่ง แก้มของเธอก็เห่อร้อนขึ้นมา ก่อนที่จะรู้สึกเหมือนว่าเหล้าที่เพิ่งดื่มเข้าไปนั้นจะขึ้นมาถึงใบหน้าแล้ว ในระหว่างที่กำลังคิดจะจัดการใช้พลังในร่างกำจัดความเมาให้หายไปนั้น เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

        “ลั่วหราน ช่วงนี้ยังดีอยู่ใช่ไหม? ฉันรู้สึกว่าเธอผอมลงนะ……”

        หลินลั่วหรานรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาบนหัวของเธอ เขียนขึ้นมาเป็นคำว่า “น่ารังเกียจ” เมื่อหมุนตัวกลับไป ก็เห็นว่าเป็นลี่อันพิงที่คิดว่าตัวเองหล่อเหลาเกินกว่าใครนั่นเอง เขายืนพิงอยู่ที่ต้นกล้วยต้นหนึ่งราวกับนักกวีหนุ่มที่อยู่ในห้วงแห่งความรัก

        สิ่งนี้มัน……เมื่อก่อนก็หลอกกันด้วยท่าทางแบบนี้เหรอ? ทำไมตอนนี้มองดูแล้วถึงได้รู้สึกรังเกียจขนาดนี้นะ? หลินลั่วหรานรู้สึกสงสัยในสายตาของตัวเองขึ้นมา แต่ท่าทางนั้นกลับทำให้ลี่อันผิงยิ่งคิดว่าตัวเองดูดีขึ้น

        “ลั่วหราน เธอก็รู้สถานการณ์ของบ้านฉันนี่นา……ความจริงฉันก็แค่เล่นๆ กับไอลี่เฉยๆ เอง ตอนนั้นฉันคิดว่ามันจะเป็นโอกาสในการเลื่อนขั้น แล้วพวกเราก็จะได้แต่งงานกันเร็วขึ้น ถึงได้ทำตัวดีๆ กับไอลี่มากหน่อย แต่ใครจะรู้ว่าเธอจะเข้าใจว่าฉันกำลังสนใจเธออยู่ จนฉันปฏิเสธไม่ได้……เพราะถ้าปฏิเสธไปก็อาจจะกระทบกับงาน ฉันถึงได้ทำลงไปแบบนั้น ลั่วหราน ความจริงคนที่ฉันรักมาตลอดก็มีแค่เธอนะ!”

        การแสดงความรักครั้งยิ่งใหญ่ของลี่อันผิง ทำเอาคนฟังรู้สึกขนลุกขึ้นมา หลินลั่วหรานรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าเขากลายเป็นคนสมองพิการไปแล้วหรืออย่างไร ทำไมถึงได้พูดคำพูดน่ารังเกียจแบบนั้นออกมาได้?

        “แล้วคิดว่าจะทำยังไงล่ะ?” เมื่อเห็นว่าซ้ายขวาไม่ได้มีใคร หลินลั่วหรานก็เกิดความคิดร้ายๆ ขึ้นมาในหัว เธอกำลังคิดว่าควรจะทำให้ลี่อันผิงได้เจออะไรลำบากๆ บ้างดีไหม ต่อจากนี้ไปจะได้ไม่มาทำตัวน่ารังเกียจกับเธออีก

        หึ……ลี่อันผิงเค้นหัวเราะออกมา หากเป็นหลินลั่วหรานคนก่อน เวลาแบบนี้ก็คงรู้สึกใจอ่อนขึ้นมาแล้ว แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้ดูสงบนิ่งอย่างนี้นะ?

        เมื่อถึงตอนที่หลินลั่วหรานยืนเคียงข้างกันกับหลิ่วเจิง ลี่อันผิงก็ได้แต่ด่าขึ้นมาในใจ แต่ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม : “ลั่วหราน ฉันคิดเอาไว้แบบนี้นะ ถ้าหลังจากนี้เราจะแต่งงานกัน ก็ต้องมีเงินเก็บใช่ไหมล่ะ? ถ้ามีแค่เงินเดือนของเธอกับฉันเพียงอย่างเดียวมันก็คงไม่พอ แล้วเงินสามสิบล้านของเธอ ในสถานที่อย่างเมืองR แบบนั้นก็คงไม่ได้ใช้อะไร……ถ้าเราเอามาลงทุนร่วมกัน แล้วก็จะได้สุขสบายไปทั้งชีวิตแบบนั้นไม่ดีกว่าเหรอ?”

        แม้ว่าหลินลั่วหรานในตอนนี้จะต่างจากวันวานจนเทียบกันไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังคงถูกคำพูดของลี่อันผิงทำเอาอ้าปากค้าง!

        มันจะต้องมีความคิดแบบไหน ถึงจะได้กล้ามาช่วยคิดวางแผนเงินสามสิบล้านที่เธอได้มา หลังจากที่เพิ่งจะนอกใจเธอไปได้? ถึงแม้ว่าคนสมองพิการจะสามารถคิดอะไรได้อย่างไรขอบเขต แต่เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าคนสมองพิการคนนี้ คือคนที่เมื่อก่อนตัวเองเคยยอมทำทุกอย่างให้ ความโมโหเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความอาย

        “ตั้งใจว่าจะใช้เงินนี่ทำอะไรเหรอ?”

        แววตาของลี่อันผิงเป็นประกายขึ้นมา ที่แท้ในใจของหลินลั่วหรานก็ยังคงมีเขาอยู่ เขารู้สึกลังเลขึ้นมา หากหลินลั่วหรานมีความสามารถที่สามารถชี้หินให้กลายเป็นหยกจริง จะจับเธอไว้ในมือของตัวเอง หรือจะไปตกลงกับไอลี่ไว้ดี?

        เมื่อคิดไปคิดมาแล้ว เขาก็เสียเวลาไปมากแล้วกับไอลี่ หากจะให้เขามาละทิ้งไปตอนนี้ เขาก็คงจะทำไม่ได้ และอีกอย่าง เมื่อมองดูท่าทีของหลินลั่วหรานในตอนนี้ ถ้ามีปัญหาอะไรกับไอลี่ขึ้นมา เขาก็ยังมีทางให้เดินกลับนี่!

        คิดมาถึงตรงนี้ ลี่อันผิงก็รวบรวมสมาธิ และพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น :

        “คือแบบนี้นะ ลั่วหราน ช่วงนี้เธอดวงดีมากเลย แต่ไม่ว่าจะดวงดีแค่ไหน ก็ไม่มีทุนมากพอที่จะไปซื้อหินแร่ก้อนใหญ่นั่นใช่ไหมล่ะ?”

        หลินลั่วหรานหรี่ตาลง  ก่อนจะพยักหน้า : “แน่นอนว่าไม่พอหรอก” ในใจของเธอได้แต่คิดว่า ต่อให้มีเงิน เธอก็คงไม่เอาเงินที่มือไปซื้อหินแร่ก้อนนั้นหรอก

        ลี่อันผิงได้รับกำลังใจขึ้นมา เขาพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น : “ลั่วหราน เธอคิดว่าหินแร่ก้อนนั้นจะมีหยกไหม? น่าพนันหรือเปล่า?”

        เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ถ้าหลินลั่วหรานยังไม่รู้จุดประสงค์ของลี่อันผิง เธอก็คงจะต้องไปซื้อเต้าหู้มาโขกหัวให้ตาย

        คิดได้ดังนั้น เธอก็แสดงท่าทีโมโหออกไป : “ลี่อันผิง จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดจะพูดหลอกฉันอย่างนั้นเหรอ? อยากจะได้ข่าวไปบอกไอลี่ล่ะสิ ฝันไปเถอะ! หินแร่ก้อนนั้น ต่อให้เธอต้องการแค่ไหน ก็อย่าคิดจะแย่งมันไปจากหลิ่วชื่อเลย!”

        ดวงตาของลี่อันผิงประกายขึ้น “ลั่วหราน อย่าเข้าใจผิดสิ ที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพื่อให้พวกเราสบายนะ……หินแร่ก้อนนั้น น่าสนใจจริงๆ ใช่ไหม?”

        น้ำตาของหลินลั่วหรานไหลพรากลงมา : “ออกไปเลยนะ ฉันไม่เชื่ออะไรอีกแล้ว!”

        เมื่อได้รับข่าวมาแล้ว แม้ว่าในใจจะรู้สึกหลงใหลในความงดงามของเธอ แต่ด้วยประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา ก็บอกให้เขารู้ว่า ความสวยงามนั้น เทียบค่าอะไรกับเม็ดเงินไม่ได้เลย

        ลี่อันผิงแสดงท่าทีทำเป็นต้องยอมเดินห่างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ หลินลั่วหรานยังคงอยู่ที่เดิม สายตาของเธอเย็นชาจนราวกับจะมีน้ำแข็งไหลลงมา

        ก่อนที่จะมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากกอกล้วยลึก เมื่อฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงหัวเราะของผู้ชาย

        ในใจของหลินลั่วหรานได้แต่คิดว่า โชคดีที่เขาทนอยู่ได้ แต่ใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัย : “ใครอยู่ตรงนั้น?”

        “ทีกับฉันล่ะ ทำตัวแข็งกระด้างเชียวนะ ที่แต่ต่อหน้าคนอื่น เธอก็เป็นแบบนี้นี่เอง!” น้ำเสียงกวนประสาท ประกอบกับร่างสูงที่ต้องก้มหัวเพื่อที่จะเดินออกมา ถ้าไม่ใช่คุณชายมู่แล้ว จะเป็นใครได้อีก?

        ท่าทางเต็มไปด้วยน้ำตาของหลินลั่วหรานหายไปแล้ว เธอเลิกคิ้วขึ้นถาม : “ทำไมคุณอย่างคุณ ถึงได้มาแอบฟังคนอื่นคุยกันแบบนี้ล่ะคะ? น่าขายหน้าเกินไปหรือเปล่าคะ”

        มู่เทียนหนานยกรอยยิ้มขึ้น “ฉันมาเดินย่อยอาหาร ใครจะไปอยากฟังการโต้เถียงที่ฟังน่าขนลุกแบบนั้นของเธอกัน……แต่ว่านิสัยแบบนี้ของเธอ มองไม่ออกเลยนะเนี่ย!” เมื่อพูดจบเขาก็ขยิบตาส่งมาให้ ท่าทางของเขาชวนให้หลินลั่วหรานรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

        หลินลั่วหรานเค้นเสียง : “ดูแลเรื่องของตัวเองให้ดีเถอะ!” ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินออกมา

        หากไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้เรื่องพลังของตัวเองหลุดออกไป ก็คงรู้ว่ามีคนซ่อนอยู่ด้านใน แถมยังให้เขานั่งดูอะไรอยู่อีก!

        มู่เทียนหนานลูบจมูกของตัวเอง ก่อนจะบ่นออกมา : “เป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเสียจริง แถมยังไม่น่ารักอีก” แม้ว่าจะบอกว่าหลินลั่วหรานเล่ห์เหลี่ยมมาก แต่เมื่อนึกถึงอาการเสียใจลึกๆ ของเธอแล้ว ก็คงไม่ใช่ว่าเป็นการแสดงไปเสียทั้งหมดหรอกมั้ง?

        มู่เทียนหนานวางท่าราวกับสาวน้อยน่ารักน่าสงสาร นิสัยที่ไม่ชอบเห็นหญิงสาวเสียใจของเขา ในตอนนี้เขาได้จัดการตัดความเสียใจของเหล่าผู้หญิงทิ้งไปโดยอัตโนมัติ เมื่อนึกถึง “โครงเรื่อง” น่าตลกของหลินลั่วหรานขึ้นมา ก็ได้แต่ลูบจมูกไปมา :

        “เขียนสัจธรรมอะไรสักอย่างติดเอาไว้บนหน้า แต่ก็อยากจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น ช่างเถอะ ฉันถือว่าตัวเองเป็นคนดีในทุกๆ วันแล้วกัน”


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม