0 Views

        หลิ่วเจิงไม่ได้เร่งอะไรเธอนัก เขาเพียงรอคำตอบของหลินลั่วหรานอยู่เงียบๆ

        หลิ่วเจิงไปถามเป่าเจียมาแล้ว จึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้หลินหลั่วหรานก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งและก็เริ่มรู้จักกับกรพนันหยกครั้งแรกตอนที่เลิกกับแฟนหนุ่มคนก่อน และก็คือครั้งที่ได้พบกันที่โรงงานของพ่อค้าจางครั้งนั้นเอง

        เขายังจำได้ว่าในวันนั้นเธอจ่ายเงินหมื่นบาทในการซื้อหินแร่สี่ก้อน และผ่าในตอนนั้นไป 3 ก้อน มี 2 ก้อนที่เจอหยกแล้ว……ผู้คนรอบข้างต่างมองว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือแม้แต่หยกฮกลกซิ่วที่ไปผ่ากับพวกเสี่ยซุย พวกเขาก็ไม่ได้รู้ว่านั่นคือหยกก้อนที่สี่ หินแร่ก้อนเดียวที่ถูกหลินลั่วหรานเอาติดตัวออกมาด้วยในครั้งนั้น

        ถ้าหากว่าวันนั้นเขาไม่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่ถนนโบราณพอดี ก็คงไม่ได้เห็นว่าหลินหลั่วหรานกำลังจัดการเปลี่ยนรูปทรงของหินแร่ก้อนนั้น ก่อนที่จะไปที่บ้านของเสี่ยซุย

        หลิ่วเจิงมองไปยังใบหน้าด้านข้างที่กำลังใช้ความคิดของหลินลั่วหราน ก่อนที่จะคิดถึงความคิดแย่ๆ ในตอนแรกขึ้นมา

        เป็นเพราะอะไรกันแน่นะ เขาถึงได้เปลี่ยนความคิดที่มีในตอนแรกไป?

        เป็นเพราะว่าครั้งแรกที่ได้พบกัน เธอพบกับแฟนหนุ่มคนเก่าและไอลี่แห่งฝูหม่านโหลวยืนอยู่ข้างกาย แม้ไม่ได้หันตัวกลับมา แต่อาการสั่นไหวน้อยๆ นั้น ก็ไม่ได้หลุดรอดไปจากสายตาของเขา หรือว่าจะเป็นคืนที่ออกมาจากบ้านของผู้บังคับบัญชาฉิน ภายใต้แสงไฟสลัวๆ แสงไฟสวยงามและพร่ามัวจนเกินไป ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังลงตัวพอดี ก็เลยเกิดอาการใจเต้นขึ้นมา……

        แม้แต่ในตอนที่ชายสกุลมู่พูดออกมาว่า “นี่มันเรื่องของเขาและเธอ คนนอกไม่เกี่ยว” ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกไม่ชอบใจคำว่า “คนนอก” ขึ้นมา ความรู้สึกในตอนนั้น มันคือการชอบอย่างนั้นเหรอ?

        หลินลั่วหรานก้มหัวลงใช้ความคิด ใบหูที่ขาวสะอาดราวกับเซรามิคโผล่ออกมาให้เห็น เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว จมูกโด่งรั้น ขนตาหนายาวเป็นแพสวย พวงแก้มที่ดูนุ่มนวลทั้งสอง……ดูเหมือนว่ามันจะเป็นใบหน้าด้านข้างที่สมบูรณ์แบบสุดๆ

        เธอกำลังใช้ความคิดในใจเพื่อรักษาผลประโยชน์เอาไว้ จึงไม่ได้รับรู้ถึงสายตาพิจารณาของหลิ่วเจิง แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของรุยลี่สาดส่องผ่านใบกล้วยเขียวชะอุ่มลงมายังร่างของพวกเขา ชายหล่อเหลาหญิงงดงาม ดูราวกับคู่ที่เหมาะสมกันเหมือนกิ่งทองกับใบหยก

        ลี่อันผิงยืนอยู่ข้างกายไอลี่ เมื่อเห็นหลินลั่วหรานและหลิ่วเจิงยืนอยู่ข้างกัน ในใจก็ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความอิจฉาหรือว่าความรังเกียจขึ้นมา สายตาของเขาดูเหมือนกับงูพิษที่กำลังแลบลิ้นอยู่ภายใต้เงามืด

        หวังเมี่ยวเอ๋อเดินเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะ : “มาหลบอะไรกันอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปดูหินแร่ก้อนยักษ์กันล่ะ มีคนมากมายที่สนใจอยากจะซื้อนะ เพียงแต่กลัวว่าจะจ่ายกันไม่ไหว”

        ใบหน้าของเธอยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินขยับเข้ามาใกล้โดยหันหลังให้กับฝูงชนและกดเสียงลงต่ำ : “พวกเธอตั้งใจจะซื้อก้อนแร่เลข 163 ใช่ไหม? ฉันได้ยินไอลี่พูดกับคนที่อยู่ข้างๆ ให้ราคาเกือบสามล้าน แล้วก็ได้ยินชื่อพวกเธอขึ้นมา เลยรู้สึกว่ามันดูแปลกๆ”

        หลินลั่วหรานหันไปสบตากับหลิ่วเจิง ก่อนจะนิ่งไป ทำไมถึงบังเอิญขนาดนี้?

        แถมยังกดราคาที่หลิ่วเจิงลงไว้ได้อย่างพอดิบพอดี……อีกทั้งยังเป็นก้อนแร่ที่ไม่มีใครมองอย่าง 163 นี่มันไม่น่าจะใช่ความบังเอิญแล้วแน่ๆ!

        หลินลั่วหรานกำลังข่มความโมโหของตัวเองเอาไว้ “พวกเราอยู่ริมๆ ตลอด ห่างจากพวกนั้นก็ตั้งไกล ยังรู้อีกเหรอว่าเราตั้งใจจะซื้อเบอร์ 163?”

        หลิ่วเจิงมองไปรอบๆ ก่อนจะมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ ตัวของพวกเขา โดยทำเป็นเหมือนกำลังมองหินแร่อยู่ แต่ก็ยังคงหาตัวการไม่ได้

        หวังเมี่ยวเอ๋อมองไปตามสายตาของพวกเขา ก่อนจะพยักหน้าลง : “พวกเธอมาช้า คนพวกนั้นเป็นลูกน้องของไอลี่ ฉันก็ว่าทำไมคนที่อยู่ข้างๆ ถึงได้หายไปสองคน ที่แท้ก็ตั้งใจจะทำแบบนี้เอง!”

        หลินลั่วหรานเหยียดรอยยิ้มออกมา “พวกเรามองคุณหนูไอท่านนี้ผิดกันไปจริงๆ เธอพาลูกน้องมาด้วยมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการจะอวดอะไร แต่เพียงแค่เพราะแบบนี้สินะคะ”

        ใช้ราคาที่ต่ำที่สุดในการซื้อหินแร่ที่คนอื่นดูเอาไว้แล้ว แม้จะพูดว่าในธุรกิจทุกคนต่างก็เป็นมารร้าย แต่การที่จะหว่านแหจับปลาทั้งหมดในครั้งเดียวแบบนั้น มันก็คงจะเกินไปหน่อย

        เมื่อได้ยินคำพูดของหลินลั่วหราน หวังเมี่ยวเอ๋อก็มองไปด้วยความคิดพิจารณา ที่แท้พนักงานจัดซื้อที่ไอลี่พามาด้วย ต่างก็กระจายตัวอยู่ทั่วทุกบริเวณ ผสมปนเปไปกับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหยก ทำเป็นมองดูหินแร่ ก่อนจะเอาราคาไปบอกกับไอลี่ มองดูแล้วก็เหมือนกันไปคุยกับหัวหน้าตามปกติ แต่ท่าทางสบสนวุ่นวายของพวกเขา มีตรงไหนที่เหมือนกับคนที่กำลังมาดูหินแร่บ้าง?

        “นั่นจะเป็นอะไร เธอไม่รู้นี่นา ว่าพวกเรามองออกหมดแล้ว น้องไปส่งใบสั่งซื้อเถอะ เขียนให้มากกว่า 3 ล้านไปสักบาท พอถึงเวลาคนที่ต้องเสียใจก็เป็นเธอแล้ว ถูกไหม? เดี๋ยวฉันจะไปบอกกับพวกพ่อค้าคนอื่นด้วย ถ้าอยากจะเล่นอะไรแบบนี้นัก เราก็เล่นด้วยตามไปเสียหน่อย”

        เมื่อเห็นว่าผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเรื่องอะไรแบบนี้อย่างหลิ่วเจิงยังพยักหน้าให้ เธอก็ยิ้มขึ้นมา : “ผู้จัดการหลิ่ว โอกาสของเจินเป่าเซวียนมาถึงแล้วนะ……ไอลี่ทำอะไรก็ดูหยิ่งยโสไปหมด ทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ แสดงว่าการเงินของฝูหม่านโหลวคงจะมีปัญหาแล้วล่ะ”

        หลิ่วเจิงปรบมือ “ธุรกิจของฝูหม่านโหลวในมณฑลS หลายปีที่ผ่านมานี้ ก็ไม่ใช่เรื่องของวันสองวัน หากเป็นเรื่องจริง นั่นก็แปลว่าโอกาสของทุกคนมาถึงแล้ว พวกเราเจินเป่าเซวียนเองก็ไม่ได้มีแผนจะเป็นฝูหม่านโหลวสอง”

        หวังเมี่ยวเอ๋อถอนหายใจออกมา : “น่าเสียความตั้งใจดูแลธุรกิจของท่านประธานไอ มีลูกสาวก็ไม่ยกให้ เอาแต่ดื้อดึงจะยกให้ลูกชาย จนมาตกอยู่กับหลานสาวที่ไม่ได้รู้อะไรเอาเสียเลยแบบนี้……”

        หลิ่วเจิงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดแว่น ก่อนจะพูดออกมาเสียงเบา : “ได้ยินมาว่าท่านประธานไอตอนนี้ก็ได้แต่นอนยืดเวลาอยู่ที่โรงพยาบาล เขาได้รับการยกย่องจากคุณปู่ของผมมาก การที่เป็นเด็กรุ่นหลังแบบเรา ก็ควรจะรอเสียหน่อยแล้วค่อยลงมือ”

        หวังเมี่ยวเอ๋อพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินออกไประบายอารมณ์กับพ่อค้าคนอื่น

        เมื่อหลินลั่วหรานได้ยินประโยคสนทนาของหลิ่วเจิงและพี่หวัง ก็พอจะเดาสถานการณ์ปัจจุบันของฝูหม่านโหลวขึ้นมาได้ จนต้องถอนหายใจออกมา เมื่อได้รู้ว่าตัวเองและคนเหล่านั้นยังต่างกันอีกมาก และเมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะรอเวลาแล้วค่อยลงมือ แต่หลินลั่วหรานไม่คิดว่าเป็นเพราะต้องการแสดงความเคารพออกมาให้ท่านประธานไอได้เห็น แต่กว่าครึ่งเป็นเพราะว่าเกรงเสียมากกว่า!

        “ที่พูดกันวันนี้ ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นนะคะ ฉันไม่ได้รู้เรื่องอะไร แต่คุณหนูไอชอบกดขี่คนอื่น หลังจากนี้ให้ลองลำบากดูบ้างก็คงจะดี”

        หลินลั่วหรานมองไปที่หลิ่วเจิงพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่รู้จะพูดอะไรแย้งขึ้นมา จึงได้แต่ยกมือลูบจมูกไปพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ___ที่จริงนี่ก็นับว่าหลินลั่วหรานนิสัยดีมากพอแล้ว ถ้าลองเป็นเป่าเจีย ภายในสถานการณ์ที่ถูกยั่วยุจากคุณหนูไอขนาดนี้ หากไม่เอามีดไปสับเธอให้แหลกก็คงจะไม่ใช่สาวแกร่งอย่างเป่าเจีย

        เมื่อนึกไปถึงเพื่อนสมัยเด็กอย่างเป่าเจีย จนไปถึงเรื่องการหมั้นจากสองครอบครัว หลิ่วเจิงก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแปลกๆ

        ในตอนนี้หลินลั่วหรานยังไม่มีพลังในการ “อ่านใจ” ทำให้เธอไม่รู้คสามคิดของหลิ่วเจิง จึงได้แต่เดินไปมารอบกองหินแร่ด้วยความสนใจ

        หินแร่ก็นี้ไม่แน่เลย ราคาต่ำสุดก็แค่สี่ล้าน ด้านในก็มีหยก แม้ว่ากลุ่มหมอกด้านในจะไม่ได้ดีมาก แสดงให้เห็นว่าคุณภาพอาจจะไม่ได้ดีเท่าไร แต่เมื่อผ่าออกมาและหักค่าแกะสลักออกไปแล้ว ก็ยังพอได้กำไรอยู่___หลินลั่วหรานสามารถใช้ความหนาแน่นของกลุ่มหมอกในการตัดสินคุณภาพของหยกด้านในได้ แต่เรื่องที่ส่งผลต่อราคามากอย่างสี เธอกลับไม่สามารถจะมองเห็นมัน ดังนั้นเธอจึงไม่มั่นใจว่าทุกก้อนจะสามารถทำกำไรได้หมด โดยเฉพาะพวกที่มีความกำกวมยากจะเข้าใจ นั่นก็คงต้องอาศัยความคิดของคนที่มีประสบการณ์แล้ว

        เธอมองไปยังลูกน้องของไอลี่ที่กำลังเงียหูฟังอยู่ ก่อนจะคิดขึ้นมาในใจ แล้วส่งเสียงเรียก “ประธานหลิ่ว” ขึ้นมา เห็นดังนั้นคนทางนั้นก็เริ่มตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างหลินลั่วหรานและหลิ่วเจิง

        “ผู้จัดการหลิ่ว หินแร่ 96 ก้อนนี้น่าจะมีหยกนะคะ อย่างน้อยน่าจะได้กำไรสักสิบเท่า……พวกเราเสนอราคาสูงหน่อยไหม จะได้มั่นใจว่าจะได้มันมา คุณคิดว่ายังไงคะ?”
หลิ่วเจิงร่วมมือตอบกลับมาเป็นอย่างดี เขาพูดออกมาอย่างหนักแน่น : “ผู้จัดซื้อหลิน คุณมั่นใจใช่ไหม? ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยนะ เงินเดือนจากหลิ่วชื่อไม่ใช่ว่าให้กันง่ายๆ”

        หลินลั่วหรานรู้สึกราวกับกำลังถ่ายทำละคร เธอพยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ พร้อมทั้งพยักหน้าลง

        หลิ่วเจิงเล่นละครออกมาได้ครบครัน เขาแสดงท่าทางทำเป็นคิดตัดสินใจ ก่อนจะพูดออกมา “ในเมื่อคุณมั่นใจขนาดนี้ ก็ตามนั้นแล้วกัน เรื่องราคาก็เป็น 12.4 ล้าน ด้านหลังงตามด้วยเลข 9 เหมือนเดิม คิดว่าไม่น่าจะมีคนให้ราคาที่สูงเกินกว่าเราแล้ว”

        เมื่อหันไปมองหินแร่ที่ทำเป็นดูเอาไว้ดีแล้ว พนักงานจัดซื้อของฝูหม่านโหลวก็กลับไปบอกกับไอลี่อีกครั้ง หลินลั่วหรานและหลิ่วเจิงหันมามองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม