0 Views

        “ได้ยินว่าอยากจะซื้อบ้านเหรอ? ยังหาที่เหมาะไม่ได้?” หวังเมี่ยวเอ๋อพูดออกมาทื่อๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามีเนื้อหาสื่อถึงอะไรกันแน่

        “คือเป็นเพราะว่าไม่อยากได้พวกตึกที่มีลิฟต์น่ะค่ะ แล้วตอนนี้ที่ดินก็หาซื้อยากจะตายไป บ้านที่มีไม่กี่ชั้นต่างก็อยู่ออกไปทางนอกเมืองหมด หาซื้อยากจริงๆ ค่ะ” ปัญหาของการซื้อบ้านเรื่องนี้ แม้แต่ไข่มุกลึกลับเองยังไม่อาจจะช่วยแก้ไขได้

        หวังเมี่ยวเอ๋อยิ้มขึ้น : “ที่จริงฉันรู้จักบ้านที่ต้องการจะขายอยู่นะ เหมาะกับความต้องการของเธอดีด้วย แต่ว่าราคาก็ออกจะแพงหน่อย เอาไว้พาไปดูไหมล่ะ?”

        หลินลั่วหรานยื่นไปจับมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะพร่ำบอกคำขอบคุณ : “แบบนั้นช่วยได้เยอะเลยค่ะ ช่วงนี้ฉันกังวลเรื่องนี้มาก เรื่องราคาไม่มีปัญหาเลย ฉันยังมีก้อนแร่ที่ยังไม่ได้ผ่าอยู่อีกก้อน ยังไงน่าจะพอเป็นเงินดาวน์ได้อยู่บ้างนะคะ?”

        เมื่อได้ยินว่าหลินลั่วหรานยังมีก้อนแร่อยู่อีก หวังเมี่ยวเอ๋อรู้เรื่องที่เธอได้เงินสามสิบล้านมาเมื่อครั้งก่อน ก็คิดขึ้นมาได้ว่าก้อนแร่ของหลินลั่วหรานจะต้องไม่แย่แน่ๆ เรื่องบ้านหลังนั้นก็ต้องพาเธอไปดูได้อยู่แล้ว

        หวังเมี่ยวเอ๋อโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะกดเสียงลงพูด : “ผักที่เธอเอามาให้น่ะ ดีกว่าผักที่ตระกูลซุยหาซื้อมาเสียอีก ไม่ใช่แค่รสชาติดี แต่ช่วงนี้ยังรู้สึกว่าท้องไส้ดีขึ้นมาด้วย ริ้วรอยเล็กๆ บนหน้าก็ไม่มีแล้ว มีประโยชน์เสียยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ดังๆ เสียอีก ต้องขอบคุณเธอจริงๆ นะน้องสาว……ผักพวกนั้นต้องแพงมากเลยใช่ไหม? หรือว่าจะเป็นผักเทคโนโนยีใหม่?”

        หลินลั่วหรานได้แต่คิดในใจ ฉันบอกออกไปว่าปลูกในพื้นที่ลึกลับได้ไหมนะ? เธอจึงได้แต่ตามน้ำคำพูดของพี่หวังไป โดยไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับใดๆ ทิ้งให้เป็นความลึกลับอยู่แบบนั้น

        เมื่อคิดดูแล้วพวกเธอก็ไม่ใช่คนที่รู้จักอะไรกันมานานมากนัก ลองนับดูก็เป็นเวลาไม่เกินสองเดือนที่ผ่านมาเท่านั้น อายุห่างกันไปกว่าหนึ่งช่วงอายุ แต่นิสัยกลับเข้ากันได้ดีจนน่าประหลาด หวังเมี่ยวเอ๋อดูเหมือนกับพี่สาวคนโต ที่คอยช่วยหลินลั่วหรานโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอยู่หลายครั้ง

        หลินลั่วหรานรู้ดีว่าเธอต้องลำบากเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง จึงอยากจะตอบแทนเธอในด้านนี้มาตลอด ช่วงนี้เธอก็ไปหาข้อมูลมาไม่น้อย ในใจของเธอมีวิธีการขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สำเร็จเท่านั้น เธอไม่อยากจะให้ความหวังอะไรมากนัก จึงได้แต่พูดออกไปโดยไม่ใส่รายละเอียดอะไรมากนัก

        “พี่หวัง เดี๋ยวฉันจะมีของขวัญอะไรให้ ถึงตอนนั้นช่วยรับเอาไว้ด้วยนะคะ___เป็นเซอร์ไพรส์นะ!”

        แม้ว่าจะรู้สึกประหลาดใจ แต่หวังเมี่ยวเอ๋อก็รู้จักนิสัยของหลินลั่วหรานอยู่ พูดว่าเป็นเซอร์ไพรส์ ก็ไม่ควรจะบอกเธอล่วงหน้า หวังเมี่ยวเอ๋อได้แต่ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ ก่อนจะตกลงเรื่องวันไปดูบ้านกับหลินลั่วหราน

        วันต่อมาหลินลั่วหรานก็นำเอาโสมป่าไปให้อาจารย์เจี่ย หลังจากที่ทั้งสองฝึกไทเก๊กเสร็จแล้ว ถึงได้หยิบนำกล่องหุ้มผ้าไหมออกมา พร้อมทั้งส่งให้อาจารย์เจี่ยด้วยความนอบน้อม

        อาจารย์เจี่ยแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าหลินลั่วหรานจะยังไม่ลืมเรื่องของขวัญไหว้ครูที่เคยพูดไว้ เมื่อเห็นกล่องหุ้มผ้าไหมสวยงาม ก็รู้ได้ว่าลูกศิษย์สาวคนนี้ตั้งใจเลือกมาให้จริง ด้านในเป็นอะไรเขาก็ไม่ได้ดู เพียงแต่รับมาด้วยสีหน้านิ่งเฉย แต่ในใจก็ยังรู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กๆ

        โสมป่าอายุ 60 ปี น้ำหนัก 50 กรัม เดิมทีตามตลาดก็แบ่งขายเป็นตามกรัมกันทั้งนั้น อย่างไรก็ต้องกี่หมื่นกว่าบาท ของที่ได้ผลิตมาจากพื้นที่ลึกลับของหลินลั่วหราน แม้แต่เหล่าพืชผักยังมีฤทธิ์ของยาบำรุง แล้วจะนับอะไรกับเมล็ดโสมป่าที่เดิมทีก็เต็มไปด้วยพลังอยู่แล้วแบบนี้

        ของขวัญไหว้ครูที่ดูมีคุณค่าขนาดนี้ แต่หลินลั่วหรานก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะสิ่งที่อาจารย์เจี่ยสอนให้กับเธอนั้น ไม่ใช่แค่ไทเก๊กธรรมดาทั่วไปอย่างที่เธอคิดในตอนแรก!

        มันต่างไปจากคำอธิบายด้วยตัวอักษรเหล่านั้น หลินลั่วหรานประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อพบว่าสิ่งที่อาจารย์เจี่ยสอนให้เธอคือการควบคุมจิตใจ แม้จะเป็นแค่การกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่เมื่อนำมาปรับใช้กับร่างกายของเธอแล้ว กลับมีประโยชน์เป็นอย่างมาก___หรืออาจจะเรียกได้ว่า มันคือวิธีการฝึกศาสตร์อย่างหนึ่ง

        หลินลั่วหรานไม่รู้เหตุผลเช่นกัน เธอสามารถเห็นพลังต่างๆ ได้ ทำให้เธอได้เห็นว่านอกจากพลังในเส้นเลือดของอาจารย์เจี่ยที่ดูมีพลังกว่าคนทั่วไป ก็ไม่ได้มีอะไรที่ดูเหมือนกับผู้ฝึกศาสตร์ แต่กลับมีวิธีการฝึกศาสตร์ง่ายๆ อย่างการกำหนดลมหายใจ นี่อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า อาจารย์เจี่ยหรือบรรพบุรุษ มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้ฝึกศาสตร์ หรือไม่เขาก็อาจจะเป็นทายาทของผู้ฝึกศาสตร์สักคน?

        การเรียนรู้การกำหนดลมหายใจช่วยให้ความร้อนใจของหลินลั่วหรานเบาบางลง หลินลั่วหรานมองว่า การให้โสมป่าเป็นของขวัญให้แก่อาจารย์เจี่ยเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว เธอจึงไม่ได้รู้สึกเสียดายมันเท่าไรนัก

        ……

        วันนี้เป็นวันหยุดของหลินลั่วหราน เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่ารถที่เพิ่งซื้อมาไม่นานไม่ค่อยได้ถูกเอาออกมาใช้ จะให้จอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็น่าเสียดาย เธอจึงขับรถไปตามนัดที่จะไปดูบ้านกับเป่าเจี่ยด้วยตัวเอง

        พี่หวังบอกเอาไว้แล้วว่าจะรอพวกเธออยู่ที่โรงงานหวู่หลิน เมื่อหลินลั่วหรานขับเข้าไปถึง ก็เห็นรถฮัมเมอร์เตะตาของพี่หวังได้ในทันที

        ใช่แล้ว หวังเมี่ยวเอ๋อดูแลธุรกิจของตระกูลหวังด้วยตัวเอง นิสัยของเธอจึงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ราวกับผู้ชาย เธอมักจะพูดเสมอว่า ต้องเป็นฮัมเมอร์เท่านั้น ถึงจะดูกล้าหาญดุดัน คู่ควรกับเธอ…….เพราะแบบนี้เป่าเจียจึงรู้สึกเคารพเธอมาก ช่วงนี้คนที่เธอเคารพก็มีเพียงหวังเมี่ยวเอ๋อเพียงคนเดียว ผู้บังคับบัญชาฉินรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ตกลงหมั้นให้เธอไว้ตั้งแต่แรก เพราะไม่อย่างนั้นในตอนที่หลานสาวที่เต็มไปด้วยความกล้าแก่นราวกับเด็กผู้ชายคนนี้ต้องแต่งงานจากออกไป เขาคงต้องกังวลมากทีเดียว

        “พี่หวัง เราจะไปไหนกันเหรอ?” เมื่อเห็นไอดอลของตัวเอง เป่าเจียก็แปลงร่างเป็นน้องหมาตัวน้อยเข้าไปประจบ

        หวังเมี่ยวเอ๋อยกมือทักทาน : “ตามพี่ไปเดี๋ยวก็รู้เอง ไม่พาไปขายหรอกน่า”ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉง เมื่อหลินลั่วหรานเห็นท่าทางดุดันของหญิงสาวทั้งสอง ก็ได้แต่ยอมแพ้

        หลายปีที่ผ่านมานี้จำนวนรถส่วนตัวในเมือง R เพิ่มขึ้นมาก บางครั้งรถติดเสียจนขี่จักรยานออกมาเองยังดีเสียกว่า หลินลั่วหรานจึงจัดการจอดรถเอาไว้ที่โรงงาน แล้วนั่งรถของฮัมเมอร์ของพี่หวังมากับเป่าเจีย

        “เอ พี่หวัง ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าช่วงนี้พี่ดูขาวขึ้นนะ?” น้องหมาขี้ประจบอย่างฉินเป่าเจียนั่งอยู่บริเวณที่นั่งข้างคนขับ นั่งพิจารณาหวังเมี่ยวเอ๋อมาตลอดทาง

        หวังเมี่ยวเอ๋อยิ้มกว้างออกมาเสียจนริ้วรอยตามขอบตาพากันปรากฏให้เห็น : “จริงเหรอ? พี่ซุยของเธอก็พูดแบบนี้ แต่คิดว่าหลอกกันเล่นเสียอีก สงสัยว่าผักที่น้องหลินให้มาจะเป็นของดีจริงๆ นะ!”

        เป่าเจียพยักหน้าด้วยความประทับใจ ทั้งสามพากันยิ้มหัวเราะ ก่อนจะเดินทางมาถึงจุดหมาย

        เมื่อมองไปยังรอบข้างที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างคุ้นตา แสดงให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้ออกมาไกลจากตัวเมืองนัก ที่นี่เต็มไปด้วยตึกอาราม และก็เป็นอพาร์ทเม้นท์มีลิฟต์เหมือนกันนี่? หลินลั่วหรานสงสัย แต่หวังเมี่ยวเอ๋อกลับยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

        เมื่อเดินเข้ามาก็พบว่าเป็น ถนนโบราณที่ถูกปรับปรุงใหม่ของเมือง R สไตล์ของยุคหมิงชิง บรรยากาศโบราณ ชวนดึงดูดผู้คนมากมายให้เข้ามาเยี่ยมเยือน

        เป่าเจียค่อนข้างมั่นใจในการเลือกของไอดอลของตัวเอง จึงผลักหลินลั่วหรานที่ยืนนิ่งให้เดินตามพี่หวังไป

        พี่หวังหยุดอยู่หน้าประตูสีแสดบานใหญ่ ที่อยู่ห่างจากถนนโบราณเส้นนั้นสองเส้นถนน ก่อนจะหันมาถามหลินลั่วหรานด้วยความภาคภูมิใจ : “บ้านหลังนี้เป็นไง?”

        กำแพงรอบถนนเส้นนี้ต่างเป็นอิฐโบราณ รวมเข้ากับประตูสีแสดบานใหญ่ ทำให้ตาของหลินลั่วหรานเริ่มพร่ามัว เธอไม่รู้เลยว่าในบริเวณใกล้ๆ กับศูนย์กลางของเมือง R จะมีบ้านแบบนี้อยู่ด้วย

        “นี่เป็นของส่วนตัวเหรอคะ?” หลินลั่วหรานรู้สึกขายหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมา เรื่องนี้จะว่าเธอก็คงไม่ได้ เธอชินกับการเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่รู้บ้านแบบนี้สามารถซื้อขายกันได้ เธอคิดว่ามันเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์มาโดยตลอดด้วยซ้ำ!

        หวังเมี่ยวเอ๋อหัวเราะลั่นออกมา : “ยัยเด็กโง่ นี่มันผ่านการปรับปรุงสร้างใหม่มาแล้ว ถ้าเป็นบ้านเก่าของกี่ร้อยปีก่อนจริง ต่อเจ้าของบ้านยอมขายให้ แม้แต่แผ่นอิฐก็ต่างเป็นโบราณวัตถุทั้งนั้น อยู่แล้วรู้สึกสบายใจเหรอ?”

        ใบหน้าของหลินลั่วหรานขึ้นสีแดงขึ้นมา เมื่อเป่าเจียเห็นท่าทางเขินอายของเธอก็หัวเราะตามมาอีกคน

        เนื่องจากหวังเมี่ยวเอ๋อคุยไว้แล้ว ว่าวันนี้จะพาคนมาดูบ้าน ประตูใหญ่สีแสดจึงไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้ และก็ไม่ได้ปิดเอาไว้สนิทนัก

        หวังเมี่ยวเอ๋อผลักประตูพาหลินลั่วหรานเข้าไปด้านใน และน่าจะเพื่อความสะดวกในการให้รถผ่านเข้าออก ธรณีประตูบานใหญ่จึงถูกเปิดออกไว้ หลังจากเดินเข้ามาด้านซ้ายมือคือห้องขนาดใหญ่ที่ถูกปรับให้กลายเป็นโกดังจอดรถ ที่มีความลึกค่อนข้างมาก ดูเหมือนว่าจะสามารถจอดได้ถึงสองคัน

        ต้นอบเชยต้นใหญ่ถูกปลูกเอาไว้บริเวณมุมกำแพงของโกดังจอดรถ มีความสูงกว่าเท่าตัวของกำแพง ดูเหมือนจะมีอายุบ้างแล้ว แม้ตอนนี้จะเป็นฤดูหนาว แต่กิ่งก้านใบกลับยังดูเขียวชอุ่ม ให้ร่มเงาแก่พื้นที่แห่งนี้

        บริเวณใกล้กำแพงถูกปลูกเรียงรายไปด้วยพุ่มกุหลาบจีน และยังมีสวนหินพร้อมบ่อเลี้ยงปลาถูกสร้างเอาไว้ แสงอาทิตย์ฤดูหนาวสาดส่องลงมา ปลาคาร์ปตัวโตแข็งแรงแหวกว่ายไปทั่ว เมื่อเดินเข้ามาแล้ว หลินลั่วหรานก็รู้สึกก้าวขาไม่ออกอยู่เล็กน้อย

        ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 200 ตารางเมตร บนพื้นถูกปูด้วยก้อนอิฐขนาดสามตารางฟุต บริเวณใกล้ๆ กับตัวบ้านก็ยังปลูกต้นหวูถงต้นใหญ่เอาไว้ โต๊ะเก้าอี้หินถูกวางไว้ภายในต้นไม้ใหญ่ ดูแล้วน่าจะเอาไว้เพื่อนั่งพักตากลม

        ภายในบ้านไม้ มีห้องอยู่สามห้อง ต่างดูเหมือนตึกขนาดสองชั้นเล็กๆ ทั้งนั้น ด้านข้างก็เป็นห้องใหญ่ห้องเดียวที่มีเพียงหนึ่งชั้น ห้องที่อยู่ห่างออกไปที่สุดก็คือห้องที่ถูกสร้างให้เป็นโกดังจอดรถห้องนั้น อีกสองห้องที่อยู่ติดกับโกดังจอดรถ คือห้องครัวและห้องทานอาหารห้องใหญ่

        ห้องที่อยู่ตรงกลาง ชั้นล่างเป็นห้องรับแขก และห้องหนังสือ ด้านบนต่างก็เป็นห้องนอน ภายในยังถูกประดับไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ได้ดูขัดกับสไตล์ของบ้านเอาไว้ ไม่เพียงแต่รู้สึกสบาย แต่เมื่อเข้ามาอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางที่จะไม่สะดวก

        อย่าพูดถึงอาการใจเต้นของหลินลั่วหรานเลย แม้แต่เป่าเจียเอง เดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก็ร้องตะโกนออกมา : “หรูเกินไปแล้ว……จะให้ชาวบ้านธรรมดาๆ แบบพวกฉันใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน…….”

        แต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไป อยู่ในบ้านโบราณในสมัยหลายร้อยปีก่อน

        หวังเมี่ยวเอ๋อรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ จึงลากทั้งสองเดินผ่านห้องอาหารเข้าไป ก่อนจะพบกับประตูที่พาออกไปยังด้านหลังของตัวบ้าน

        เมื่อเห็นด้านหลังที่มีขนาดใหญ่กว่าด้านหน้ากว่ากี่เท่า เป่าเจียที่แทบจะหยุดหายใจกับภาพตรงหน้า สุดท้ายก็หลุดสบถคำที่ไม่ค่อยสุภาพนักออกมา___

        “แม่เจ้า!”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม