0 Views

      หลังจากที่ต้วนชางไห่เข้ามาในห้อง เขาก็กวาดสายตามอง เห็นกลุ่มคนยืนเรียงต่อกัน สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขารีบเดินเข้าไป จากนั้นก็ชักดาบออกมา แล้วฟันลงไปทันที

       แสงดาบสะท้อนมา แขนที่ติดอยู่ที่ตัวหยางหนิงขาดสะบั้น เลือดพุ่งออกมา ต้วนชางไห่จับแขนของหยางหนิงแล้วรีบดึงตัวเขาออกมา

       ตั้งแต่เขาลงมือจนกระทั่งดึงหยางหนิงออกมา มันเป็นเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น รวดเร็วและเด็ดขาดมาก

       หลังจากแขนถูกตัดออก ทุกคนต่างก็ล้มลง แต่ละคนไร้เรี่ยวแรง เมื่อยล้าและอ่อนแอ และไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้

       หยางหนิงที่กำลังดูดซับกำลังภายใน กลุ่มลมปราณเหล่านั้นกำลังลื่นไหล ตั้งแต่จุดชี่ไฮ่ไปจนถึงจุดตันเถียนได้เปิดเส้นชพจรทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ว่าที่จุดตันเถียนมันเคลื่อนที่ดังคลื่นพายุ ทุกครั้งที่ลมปราณเข้าสู่ภายใน จุดตันเถียนก็เหมือนถูกเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟ ขณะกำลังทรมานจนถึงที่สุด ลมปราณที่กำลังเข้าสู่จุดชี่ไฮ่ก็หยุดชะงักและจางหายไป หยางหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ

       “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ต้วนชางไห่เอามือประคองหยางหนิงไว้ เห็นใบหน้าของหยางหนิงแดงเหมือนก้นหลิง ก็ตกใจ รีบพูดว่า “ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

       หยางหนิงหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปทางต้วนชางไห่ เมื่อได้สติ ก็พูดว่า “มีคน… มีคนจะฆ่าข้า!”

       ตอนนี้ด้านนอกมีคนบุกเข้ามาเพิ่ม เป็นฉีเฟิงที่นำทหารคุ้มกันหลายคนมาถึงพอดี เห็นบรรยากาศภายในห้อง ก็ไม่พูดอะไรมาก ชักดาบออกมา คุ้มกันหยางหนิงในทันที

       ทหารของเรือนรับรองตอนนี้ก็ลุกขึ้นมา สีหน้าซีดเซียว ชายชุดเขียวนอนนิ่งไม่ขยับ ที่แขนยังคงมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด

       “เกิดอะไรขึ้น?” ฉีเฟิงกำดาบในมือแน่น แล้วมองไปรอบๆห้อง แล้วจ้องไปที่ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองคนหนึ่ง “ทำไมที่นี่เป็นแบบนี้? พวกเจ้าคุ้มกันซื่อจื่อประสาอะไร?”

       ในเวลานี้ทหารของเรือนรับรองได้แต่อับอาย

       เรือนรับรองมีหน้าที่ดูแลขบวนศพมาตลอด แต่เพราะมันมีกฎ คนที่สามารถเข้าออกในเรือนรับรองได้มีแต่แขกสูงศักดิ์เท่านั้น ทหารคุ้มกันทั้งหมดไม่สามารถเข้ามาด้านในได้ คนที่ดูแลความปลอดภัยภายในเรือนรับรองก็จะเป็นทหารของเรือนรับรองทั้งหมด

       ขุนนางที่สามารถนำศพมาฝังที่นี่มีไม่มากนัก นานหลายปีถึงจะมีขบวนศพมาที่นี่สักครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นงานของที่นี่มันเลยค่อนข้างสบาย

       แต่ไม่มีใครนึกถึงเลยว่า ในเรือนรับรองแห่งนี้ จะเกิดการลอบสังหารขึ้น ในตอนที่ฉีเฟิงถามด้วยน้ำเสียงดุดัน ทำให้ทหารคุ้มกันเหล่านั้นทำอะไรไม่ถูกหนักกว่าเดิม

       “ฉีเฟิง คุมตัวนักฆ่าเอาไว้!” ต้วนชางไห่เสียงเข้ม “หลังจากนั้นค่อยสอบสวน”

       ฉีเฟิงรีบเดินเข้าไปใช้ดาบพาดไปที่คอของคนๆ นั้น แล้วใช้เท้าถีบไปหนึ่งที คนๆ นั้นพลิกตัวกลับมา เขานอนอยู่บนพื้น ข้างๆ ก็มีคนร้อง “อ๊า” ขึ้นมา สีหน้าของนักฆ่าเขียวคล้ำ ดวงตากลมโต ไร้แวว เหมือนกับตายไปแล้ว

       ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก พ่อบ้านชิวพุ่งเข้ามาในห้อง แล้วร้องว่า “ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ ซื่อจื่อท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” เห็นต้วนชางไห่นั่งยองๆ ประคองหยางหนิงเอาไว้ ก็รีบเดินมา แล้วถามว่า “น้องต้วน ซื่อจื่อท่าน…?”

       สีหน้าของต้วนชางไห่ดุดันมาก จากนั้นก็พูดว่า “พ่อบ้านชิว พื้นที่เขตพระราชฐาน แต่กลับมีนักฆ่า ซื่อจื่อเกือบถูกฆ่าแล้ว”

       สีหน้าของพ่อบ้านชิวเปลี่ยนไป จากนั้นก็รีบพูดว่า “ซื่อจื่อไม่เป็นไรใช่ไหม?”

       ต้วนชางไห่พูดว่า “สวรรค์คุ้มครอง ซื่อจื่อแค่ตกใจแต่ไม่เป็นไร” แล้วมองไปที่นักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้น “ดูเหมือนเจ้านักฆ่านี่คิดที่จะตาย”

       จ้าวอู๋ชางไม่ได้เข้าไปดูนักฆ่า แต่เดินถือเข็มเงินมาที่โต๊ะ จากนั้นก็ใช้เข็มจิ้มไปที่อาหารว่างบนโต๊ะ หลังจากนั้นจึงใช้เข็มจุ่มลงไปในถ้วยชา เมื่อเขายกมันขึ้นมา เข็มเงินก็กลายเป็นสีดำ สายตาของจ้าวอู๋ชางเริ่มมีประกาย แล้วหันไปถามทหารคุ้มกันของเรือนรับรองว่า “นักฆ่าคนนี้เป็นคนรับใช้ของเรือนรับรองหรือ?”

       “ไม่ใช่” ทหารคุ้มกันเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกดูดลมปราณเป็นคนตอบ “ในเรือนรับรองนี่มีไม่ถึงยี่สิบคน ทุกคนรู้จักหน้าค่าตากันหมด นักฆ่าคนนี้ไม่ใช่คนของเรือนรับรองแน่นอน”

       “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ด้านนอกมีคนเดินเข้ามา เสื้อผ้าไม่ค่อยเรียบร้อย พ่อบ้านชิวมองไป ก็จำได้ว่าเป็นคนดูแลของเรือนรับรอง เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของกรมพิธีการ ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกันมาบ้างแล้ว ก็เดินเข้าไปหา ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า  “ผู้ดูแลอู๋ มีนักฆ่าบุกเข้ามาในเรือนรับรอง ซื่อจื่อของเราเกือบไม่รอด ท่านมีอะไรจะพูดหรือไม่?”

       ถึงแม้พ่อบ้านชิวจะไม่มีตำแหน่งขุนนางอะไร แต่เป็นพ่อบ้านใหญ่ของจวนองครักษ์เสื้อแพร ตำแหน่งนี้ก็ไม่เล็กไปกว่าเจ้าหน้าที่กรมพิธีการเลย อีกอย่างหยางหนิงก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด น้ำเสียงของเขาก็เลยไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไร

       ผู้ดูแลอู๋หน้าซีด แล้วพูดเสียงหลุดว่า “นักฆ่า?” แล้วก็รีบเดินขึ้นหน้าไป มองไปที่ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองที่ยืนเงียบอยู่ เขายืนไร้เรี่ยวแรงเหมือนถูกฟ้าผ่า จากนั้นก็หันไปมองฉีเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ นักฆ่าที่นอนอยู่บนพื้น สีหน้าของเขาแย่มาก มือไม้สั่นไปหมด จากนั้นก็ออกไปตะคอกเหล่าทหารคุ้มกันของเรือนรับรองว่า “พวกเจ้า…พวกเจ้าเฝ้าเรือนรับรองกันอย่างไรหา? นักฆ่า…นักฆ่าคนนี้เข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

       ฉีเฟิงหันไปมองต้วนชางไห่ แล้วพูดว่า “พี่ต้วน ท่านพูดถูก เขาตั้งใจจะตาย เมื่อกี้เขากลืนยาพิษลงไปตอนนี้ตายแล้ว เราไม่มีงานต้องทำแล้วล่ะ”

       “กลืนยาฆ่าตัวตาย คงกลัวว่าเราจะถามหาคนที่อยู่เบื้องหลังว่าเป็นใครสินะ” ต้วนชางไห่ยิ้มแล้วพูดว่า “หากข้าเดาไม่ผิด คนที่สั่งพวกเขามา พวกเราน่าจะรู้จัก” แล้วก็พูดเสริมอีกว่า “คิดว่าไม่น่าใช่ชาวเป่ยฮั่น”

       จ้าวอู๋ชางพูดว่า “นักฆ่าตั้งใจใช้ยาพิษสังหารซื่อจื่อ แต่ทำไมสุดท้ายถึงได้ลงมือเองอีกล่ะ”

       ฉีเฟิงมองไปที่ผู้ดูแลอู๋ ยิ้มแห้งแล้วพูดว่า “ผู้ดูแลอู๋ เรือนรับรองอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน นักฆ่าไม่เพียงเข้ามาในเรือนรับรองได้ แถมยังสวมชุดคนรับใช้ในเรือนรับรองด้วย มิหน่ำซ้ำยังยกของว่างน้ำชาเข้ามาถึงในห้องนอนของซื่อจื่อได้ แต่พวกท่านกลับตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติเลย หากทางราชสำนักทราบเรื่องขึ้นมา ข้าล่ะเป็นห่วงแทนท่านจริงๆ”

       สีหน้าของผู้ดูแลอู๋ไม่มีเลือดฝาดเลย เขารู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้คงปิดไว้ไม่อยู่ ซื่อจื่อขององครักษ์เสื้อแพรฐานะสูงส่ง หากตายที่นี่ขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าคนในเรือนรับรองทั้งหมดอาจจะต้องตายไปพร้อมกับเขาด้วย ต่อให้ตอนนี้แค่ตกใจ ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่นี้แน่ๆ ตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเล็กๆ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ตัวเองก็คงไม่รอด

       หลังจบเรื่องต้องรับโทษเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เขาก็หวังว่าจะได้รับโทษที่เบาที่สุด ตอนนี้จะต้องแสดงท่าทีให้ความร่วมมือกับทางจวนองครักษ์เสื้อแพรก่อน จากนั้นก็รีบสั่งการ “ห้องเครื่อง จริงด้วย รีบไปดูที่ห้องเครื่อง”

       เหล่าทหารรู้ดีว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ ทุกคนรีบไปยังห้องเครื่องอย่างรวดเร็ว

       “นักฆ่าคนนี้…ร้ายกาจมาก” ทหารคุ้มกันของเรือนรับรองคนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างหวาดกลัว “บนตัวของเขามีวิชามาร พวกเรา…พอพวกเราถูกตัวเขา ก็ถูกดูดพลังไปหมด”

       ทหารคุ้มกันคนนี้รู้ว่าพลังถูกดูดออกไป แต่ไม่รู้ว่าตัวของนักฆ่าเป็นแค่ตัวแปรเท่านั้น พลังทั้งหมดถูกดูดเข้าไปยังร่างของหยางหนิง

       “ใช่ คนๆ นี้มีวิชามาร วรยุทธ์แบบนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน…!” คนข้างๆ รีบพูดเสริม

       ต้วนชางไห่ถามจ้าวอู๋ชางว่า “ดูออกไหมว่านักฆ่านี่มาจากไหน?”

       จ้าวอู๋ชางเดินไปรอบๆ ตัวของนักฆ่า ใช่ปลายมีดเขี่ยไปบนตัวของนักฆ่า แล้วส่ายหน้า “นักฆ่าพวกนี้คือนักฆ่ามืออาชีพ รับจ้างฆ่าคนโดยเฉพาะ ในยุทธภพมีนักฆ่าอยู่เยอะมาก ก่อการเด็ดขาด ไม่มีการทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้ หากพวกเขาทำสำเร็จ ก็จะหายตัวไปไร้ร่องรอย แต่หากพลาด ก็จะฆ่าตัวตายทันที จะไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้”

       ต้วนชางไห่ยิ้มแห้งแล้วพูดว่า “กล้ามากที่มาลอบสังหารซื่อจื่อขององครักษ์เสื้อแพรของเรา ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ก็ต้องหาตัวคนบงการออกมาให้ได้” จากนั้นก็สั่งการ “ซื่อจื่อตกใจมาก อย่าให้เหลืออะไรในนี้เด็ดขาด เอาศพออกไป ทำความสะอาดให้เรียบร้อย…!” จากนั้นก็ถามหยางหนิงว่า “ซื่อจื่อ ท่านจะเปลี่ยนที่ไหม?”

       หยางหนิงส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ข้า…ข้าไม่เป็นไร”

       ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อมองไปก็เห็นทหารคุ้มกันของเรือนรับรองที่ไปตรวจค้นห้องเครื่องกลับมารายงานว่า “เหล่าชิวที่อยู่ห้องเครื่องถูกสังหาร แล้วชิงเอาชุดมาขอรับ”

       ผู้ดูแลอู๋รีบหันไปพูดกับพ่อบ้านชิวว่า “ดูท่าหลังจากที่นักฆ่าแฝงเข้ามาในเรือนรับรองแล้ว คงเข้าไปในฆ่าคนในห้องเครื่องก่อน จากนั้นก็สวมรอยเข้ามาที่นี่”

       พ่อบ้านชิวพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตร “นักฆ่าแฝงตัวเข้ามาในนี้? เรือนรับรองที่นี่ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมาย ประตูทั้งด้านหน้าด้านหลังก็มีคนเฝ้าอยู่หมด แล้วเขาเข้ามาได้อย่างไรกัน?”

       ทันใดนั้นเองจ้าวอู๋ชางก็พูดขึ้นมาว่า “นักฆ่าคนนี้ไปฆ่าคนที่ห้องเครื่องก่อน จากนั้นก็แต่งตัวเป็นคนรับใช้ที่นี่ สามารถหลบสายตาของคนในเรือนรับรอง แล้วเข้ามาถึงที่พักของซื่อจื่อง่ายๆ แบบนี้ แสดงว่าจะต้องคุ้นเคยกับที่นี่ได้พอสมควร” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “แม้แต่พวกเรายังไม่สามารถเข้ามาข้างในได้ง่ายๆ เลย ปกติแล้วก็ไม่มีใครได้เข้ามาที่นี่ง่ายๆ แล้วทำไมนักฆ่าคนนี้ถึงได้รู้จักที่นี่ดีขนาดนี้ล่ะ?”

       เมื่อพูดออกมาแบบนี้ สีหน้าของผู้ดูแลอู๋ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เหล่าทหารเรือนรับรองต่างมองหน้ากัน

       “ที่นี่ไม่มีทางติดต่อกับนักฆ่าโดยเด็ดขาด” ผู้ดูแลอู๋เข้าใจความหมายที่จ้าวอู๋ชางต้องการจะสื่อ ก็เลยรีบแก้ต่างว่า “หากทุกท่านไม่เชื่อ สามารถตรวจค้นได้เลย”

       “ข้าหมายความว่า คนบงการจะต้องรู้จักเรือนรับรองที่นี่เป็นอย่างดี” สีหน้าของจ้าวอู๋ชางนิ่งอย่างกับหินไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แล้วพูดว่า “คนที่คุ้นเคยเรือนรับรองแห่งนี้ ไม่ได้มีแค่พวกเจ้า ทุกคนที่เคยเข้ามาที่เรือนรับรองแห่งนี้ ก็มีสิทธิเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งนั้น”

       พ่อบ้านชิวพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “ถูกต้อง เรื่องนี้ปล่อยให้จบง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ ลอบสังหารซื่อจื่อ เป็นเรื่องบังอาจมาก จะต้องสืบให้ถึงที่สุด”

       เมื่อหามศพของนักฆ่าออกไปแล้ว ก็มีคนเข้ามาทำความสะอาดภายในห้อง เนื่องจากว่าเกิดเรื่อง ฉีเฟิงกับจ้าวอู๋ชางก็ไม่ได้ออกไปจากเรือนรับรองอีก เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของหยางหนิง ถึงแม้มันจะผิดกฎของเรือนรับรอง แต่เพราะสถานการณ์คับขัน ผู้ดูแลอู๋แม้แต่จะผายลมยังไม่กล้าเลย

       พ่อบ้านชิวกับต้วนชางไห่พยุงหยางหนิงมานั่ง เห็นหยางหนิงสีหน้าแดงก่ำ ก็มองหน้ากัน พ่อบ้านชิวถามอย่างระมัดระวังว่า “ซื่อจื่อ ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ให้คนไปตามหมอมาตรวจดีหรือไม่?”

       หยางหนิงส่ายหัว แล้วพูดว่า “พ่อบ้านชิว ท่านออกไปก่อนเถอะ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”

       พ่อบ้านชิวพยักหน้า แล้วก็ออกไป เมื่อเห็นพ่อบ้านชิวออกไปแล้ว ต้วนชางไห่ก็พูดเบาๆ ว่า “ท่านซื่อจื่อ ท่านไม่สบายตัวใช่หรือไม่?”

       “หา?” หยางหนิงมองไปที่ต้วนชางไห่ ภายในจุดตันเถียนของเขาเลือดลมไม่ค่อยไหลเวียน มันร้อนดังไฟเผาถึงแม้ตอนนี้มันจะลดลงแล้วก็เถอะ แต่บริเวณหน้าท้องก็ไม่ค่อยสบายอยู่ดี แม้แต่หัวใจก็เต้นแรงและเร็วกว่าปกติมาก

       “ชีพจรของท่านไม่นิ่ง” ต้วนชางไห่พูดเสียงเบา “หากข้าเดาไม่ผิด จุดตันเถียนของท่านน่าจะทรมานมาก”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร” : https://bit.ly/2OIrWrD

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1276

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)