0 Views

        ด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วนจะผ่านอย่างง่ายดายได้อย่างไร?

        แต่ทว่าอย่างไรเสิ่นเฟยก็ไม่มีทางคิดถึง ช่วงที่ผ่านมานี้ เซียวหนิงเอ๋อผู้ฝึกเคล็ดวิชาปีกมังกรสายฟ้าวายุมิใช่เซียวหนิงเอ๋อคนเดิมอีกต่อไป หลังจากพลังวิญญาณก่อรูป ความเร็วในการบ่มเพาะพลังยุทธ์ของนางก็ยิ่งรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในเวลาเดียวกัน เซียวหนิงเอ๋อยังได้รับการสนับสนุนจากตระกูลอี้หลงทั้งครอบครัว เซียวหนิงเอ๋อในเวลานี้จึงไม่อาจเทียบกับอดีตที่ผ่านมาได้อีก

        “เจ้ายังต้องมีคุณสมบัติเข้าไปที่ด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วนให้ได้เสียก่อน!” เสิ่นเฟยหัวเราะเย็นคำหนึ่ง เว้นแต่จะเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในด้านใดด้านหนึ่งจึงจะสามารถเข้าสู่ด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วนได้!

        ด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วน! เนี่ยหลียิ้ม ที่นี่ก็คือที่ที่เขาต้องการไป ในชีวิตหนก่อน เขาเคยกลับมาที่เมืองกวงฮุยและเข้าไปในด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วน สิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึงได้

        ดังนั้นเนี่ยหลีจึงจะต้องมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปได้ด้วยเช่นกัน!

        “วางใจได้ เซียวหนิงเอ๋อจะมีคุณสมบัติพอให้เข้าสู่ด่านศักดิ์สิทธิ์เทียนฮ่วนได้อย่างแน่นอน เจ้ารอดูได้เลย ไปกันเถอะ!” เนี่ยหลีพูดเสียงเย็น คนเช่นเสิ่นเฟยไม่มีค่าพอที่จะนับเป็นคู่ต่อสู้ของเขา เป้าหมายสุดท้ายของเนี่ยหลีมิใช่แค่เด็กๆ ในตระกูลเสินเซิ่ง แต่เป็นทั้งตระกูล

        สายตาของเสิ่นเฟยตกอยู่ที่เนี่ยหลี ในใจพลันบังเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง เขายิ้มเย็นและพูด “เนี่ยหลี เจ้ากล้าหรือไม่? ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของเราจะจัดการประลองยุทธ์สำหรับผู้มีความสามารถ ถึงเวลานั้นพวกเราขอเชิญตระกูลเทียนเหินของเจ้าเข้าร่วมด้วย เจ้ากับข้า เป็นตายไม่กล่าวโทษ เป็นอย่างไร กล้าหรือไม่?”

        ต่ำช้านัก! นักเรียนรอบด้านอดที่จะแอบก่นด่าเสิ่นเฟยคำหนึ่งในใจไม่ได้ เสิ่นเฟยเป็นนักเรียนในชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์และอายุก็ตั้งสิบเจ็ดปีแล้ว วรยุทธ์ก็ฝึกจนถึงระดับเงินแล้ว ส่วนเนี่ยหลีกระทั่งระดับทองแดงหนึ่งดาวก็ยังไม่ทราบว่าถึงแล้วหรือไม่ เสิ่นเฟยกลับเอ่ยปากขอเปรียบฝีมือกับเนี่ยหลี เห็นๆ อยู่ว่าคิดสังหารเนี่ยหลีทิ้งเสีย!

        ต่อให้เนี่ยหลีปฏิเสธก็ไม่มีผู้ใดต่อว่า

        “เป็นอย่างไร? เจ้ากล้าหรือไม่ หากไม่กล้าก็คือพวกขี้ขลาด!” เสิ่นเฟยไม่ใส่ใจความไม่พอใจของผู้คนรอบด้าน หัวเราะเสียงเย็นและพูด

        เซียวหนิงเอ๋อหันไปมองหน้าเนี่ยหลีอย่างขึ้งเครียด เนี่ยหลียิ้มบาง บีบมือเรียวงามของเซียวหนิงเอ๋อเบาๆ ส่งสายตาให้ความมั่นใจต่อเซียวหนิงเอ๋อคราหนึ่ง

        “ในเมื่อเจ้าท้าข้า เหตุใดข้าจะไม่กล้า?” เนี่ยหลีหัวเราะฮ่าๆ ร่างกายเปี่ยมด้วยรังสีแห่งความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง

        นักเรียนรอบด้านไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเนี่ยหลีจะกล้ารับคำท้าจากเสิ่นเฟย เพราะเสิ่นเฟยเป็นถึงนักเรียนผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินผู้หนึ่งจากชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์ เนี่ยหลีเป็นบ้าไปแล้วหรือ?

        เห็นสีหน้าท่าทางมั่นใจของเนี่ยหลี หัวใจขึ้งเครียดของเซียวหนิงเอ๋อจึงค่อยผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว เห็นสีหน้าท่าทางมั่นอกมั่นใจของเนี่ยหลีเช่นนี้แล้วเซียวหนิงเอ๋ออดรู้สึกขึ้นมาในใจไม่ได้ นางมีความรู้สึกว่าสิ่งใดก็ตามในโลกใบนี้ ล้วนไม่ยากเกินไปสำหรับเนี่ยหลี เนี่ยหลีความสามารถอันวิเศษที่สามารถจัดการปัญหาได้ทุกเรื่องราว

        “นี่เป็นสิ่งที่เจ้าตกลงเองนะ อย่าได้คิดคืนคำเล่า ข้าจะรอเจ้าที่การประลองยุทธ์สำหรับผู้มีความสามารถซึ่งจัดโดยตระกูลเสินเซิ่งของข้า!” เสิ่นเฟยร้องฮึ สายตาดุจใบมีดชำเลืองมองเนี่ยหลีและเซียวหนิงเอ๋อขณะเดินผ่านคนทั้งสอง ‘ปล่อยให้พวกเจ้ามีความสุขต่อไปอีกนิดก่อน ถึงเวลานั้นดูซิว่าเจ้าจะร้องไห้อย่างไร!’

        เสิ่นเฟยหมุนตัวเดินจากไป และเสิ่นเยวี่ยที่อยู่ห่างออกไประยะหนึ่งก็มองมาที่เนี่ยหลีด้วยสายตาดุร้าย ทว่าไม่นานก็รีบเดินตามหลังเสิ่นเฟยจากไป

        ผ่านไปครู่ใหญ่ เยี่ยจื่ออวิ๋นเดินกลับมาและจ้องมองเนี่ยหลี นางพูดขึ้นอย่างห่วงใย “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ายอมรับคำท้าของเสิ่นเฟย?”

        “ไม่มีอันใด ข้ามีแผนอยู่ เห็นเจ้าเป็นห่วงเป็นใยข้าเช่นนี้ ข้าซาบซึ้งใจนัก!” เนี่ยหลียิ้มแย้มพูด

        เยี่ยจื่ออวิ๋นได้แต่พูดไม่ออก ทั้งรำคาญใจทั้งตกใจจึงกระทืบเท้าเร่าๆ “ใครบอกว่าข้าเป็นห่วงเจ้า คิดเอาเองถ่ายเดียว เสิ่นเฟยฝึกถึงระดับเงินมานานแล้ว อย่างน้อยต้องเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินสองดาว เจ้าแน่ใจหรือ?” แม้ปากพูดว่าไม่สนใจ แต่อันที่จริงเยี่ยจื่ออวิ๋นกลับเป็นห่วงมาก

        “รอดูเวลานั้นก็แล้วกัน!” เนี่ยหลียักไหล่

        “เจ้ายินดีรับคำท้ายของเสิ่นเฟยเพื่อน้องหนิงเอ๋อ ดูเหมือนเจ้าจะมีความจริงใจกับน้องหนิงเอ๋อยิ่ง เจ้าต้องดีกับนางให้มาก ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” เยี่ยจื่ออวิ๋นร้องฮึเย็นคำหนึ่ง ไม่ทราบเหตุใด ขณะเยี่ยจื่ออวิ๋นพูด กลางใจกลับทอดถอนใจขึ้นมาคำหนึ่ง ในเมื่อเจ้าชอบเซียวหนิงเอ๋อถึงปานนี้ เหตุใดยังมาวุ่นวายกับข้าอีก? ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวังใต้ดิน ในใจก็ขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย เนี่ยหลีได้เห็นทุกอย่างที่เขาไม่ควรเห็นไปหมดแล้ว

        “นิสัยของเสิ่นเฟยนั้นต่ำช้านัก ข้าทนไม่ได้หากเด็กดีเช่นเซียวหนิงเอ๋อจะต้องตกไปอยู่ในน้ำมือของเสิ่นเฟย ดังนั้นจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง!” เนี่ยหลีรีบอธิบายว่าเขามีความประทับใจที่ดีต่อเซียวหนิงเอ๋อ ทว่าความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับความรู้สึกร่วมเป็นร่วมตายที่ได้แบ่งปันกับเยี่ยจื่ออวิ๋นมาในอดีตได้

        “เจ้าก็ไม่ดีไปกว่าเขาเท่าไหร่เลย!” เยี่ยจื่ออวิ๋นเบ้ปาก

        ได้ยินคำพูดของเยี่ยจื่ออวิ๋น เนี่ยหลีได้แต่ฝืนยิ้ม ในชีวิตหนก่อน เขาพบเจอเรื่องราวมามากเกินไป สองมือเต็มไปด้วยเลือด และเขาก็เคยกระทำเรื่องราวมากมายที่ขัดต่อคุณธรรม ทว่านั่นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มิใช่คนต่ำช้าเช่นเสิ่นเฟย

        “เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องเหล่านี้ให้ข้าฟัง อย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้า!” สองคิ้วของเยี่ยจื่ออวิ๋นเลิกสูงเล็กน้อย ทำเสียงฮึเย็นคราหนึ่งและพูด

        แต่ไหนแต่ไรต่อหน้าผู้อื่น เยี่ยจื่ออวิ๋นมักทำตัวงดงามสง่า ผลักไสให้ผู้คนต้องถอยห่างออกไปนับพันหลี่ (๑ หลี่ประมาณ ๕๐๐ เมตร) ความเคืองใจเล็กๆ น้อยๆ ของนางพิสูจน์ได้ว่านางสนใจเนี่ยหลียิ่ง เนี่ยหลีสองมือประสานไว้ที่ท้ายทอย สูดลมหายใจลึก โลกใบนี้งดงามเกินไปแล้ว เขามีความสุขกับโลกในขณะนี้ยิ่งนัก เทียบกับชีวิตร่อนเร่ ไม่อาจหยุดเข่นฆ่า ชีวิตในโรงเรียนทั้งสันติทั้งสงบ ได้รังเกียจคนต่ำช้าเช่นเสิ่นเยวี่ยและเสิ่นเฟย ได้หยอกเอินโฉมงามเช่นเยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อ ชีวิตช่างมีความสุขเสียจริงๆ

        เห็นท่าทางสบายอกสบายใจของเนี่ยหลี เยี่ยจื่ออวิ๋นเคืองใจนัก นางถามขึ้น “เจ้าหัวเราะอะไร?”

        “ข้าหัวเราะหรือ? ข้าเปล่านะ!” เนี่ยหลีพูด พยายามจะกลั้นหัวเราะ

        เยี่ยจื่ออวิ๋นหน้าเหี่ยวแย่แล้ว เนี่ยหลีน่ารำคาญนัก น่าโมโหนัก นางแทบอดที่จะยื่นมือออกไปตีเนี่ยหลีสักฝ่ามือหนึ่งไม่ไหว! แต่ไม่ทราบเหตุใด แม้นางจะเกลียดเนี่ยหลี แต่นางก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเนี่ยหลี อาจจะเป็นเพราะนางไม่มีเพื่อนมานานแล้ว ขณะอยู่ด้วยกันกับเนี่ยหลี นางรู้สึกสบายใจอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ

        เห็นเนี่ยหลีและเยี่ยจื่ออวิ๋นคุยกันไปหัวเราะกันไป ท่าทางเทพธิดาหนิงเอ๋อที่คล้ายเคืองใจเนี่ยหลีกับท่วงท่าเปี่ยมเสน่ห์ของนางชวนให้ผู้คนตะลึงงัน พวกนักเรียนชายแทบบ้าแล้ว เจ้าบ้าเนี่ยหลี เมื่อครู่ยังเพิ่งได้กอดเทพธิดาหนิงเอ๋อไปหยกๆ เวลานี้กลับมาหยอกล้อกับเทพธิดาจื่ออวิ๋นแล้ว

        เหตุใดเรื่องดีๆ ล้วนถูกเนี่ยหลีฉกไป? สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง!

        ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกอดที่จะยอมรับเนี่ยหลีมิได้ ทว่าพวกเขาไม่มีความอิจฉาในใจ  เนี่ยหลีคือพี่น้องของพวกเขา พี่น้องที่ดีตลอดไป! ตู้เจ๋อและลู่เพียวกำลังพูดคุยอยู่กับนักเรียนในชั้น ตู้เจ๋อมีบุคลิกความเป็นผู้นำอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สิ่งนี้ดึงดูดให้พวกนักเรียนสามัญชนมากมายยินดีที่จะติดตามเขา

        ผ่านไปครู่หนึ่ง เสิ่นซิ่วเดินบิดเอวของนางเข้ามา สายตากวาดมองกลุ่มนักเรียน และหลังจากที่จรดลงบนร่างของเนี่ยหลีแล้ว สายตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบนัก

        เสิ่นซิ่วพูดเสียงต่ำ “การทดสอบปลายปีของชั้นเรียนเรากำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว ทุกคนตามข้ามา!”

        “อาจารย์เสิ่นซิ่ว ท่านเคยบอกว่าหากข้าก้าวถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ ท่านจะลาออกจากโรงเรียน นั่นยังมีผลอยู่หรือไม่?” เนี่ยหลีพลันยิ้มแย้มเอ่ยปากขึ้น “หากท่านยอมเอ่ยปากขอโทษข้า ขอร้องให้ข้ายกเลิกข้อพนันของพวกเรา บางทีข้าอาจยอมพิจารณา!”

        ‘เจ้าคิดจะหลอกข้าหรือ? ข้าไม่ง่ายปานนั้นกระมัง?’ เสิ่นซิ่วครุ่นคิด ร้องฮึและพูด “ข้า เสิ่นซิ่ว เป็นคนรักษาคำพูด หากเจ้าก้าวหน้าถึงระดับทองแดงหนึ่งดาวได้จริง ข้าจะขอลาออก!”

        เนี่ยหลียักไหล่ “เช่นนั้นท่านก็ต้องรีบไปเตรียมเขียนจดหมายลาออกแล้ว!”

        “รอให้การทดสอบของเจ้าได้ผลลัพธ์เป็นระดับทองแดงหนึ่งดาวเสียก่อนเถอะ!” เสิ่นซิวร้องฮึขึ้นจมูก พาพวกนักเรียนในชั้นเดินตรงไปยังตึกทดสอบ

        โรงเรียนเซิ่งหลันมีนักเรียนอยู่หลายพันคน ทุกคนต้องใช้เวลาในการทดสอบระยะหนึ่ง

        ตลอดทาง นักเรียนมากมายเริ่มซุบซิบกัน

        “ข้าได้ยินมาว่าในชั้นเรียนผู้ควบคุมจิตอสูรเบื้องต้นมีสองคนที่พลังวิญญาณก้าวถึงระดับทองแดงสามดาวแล้ว! ชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นปีนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก!”

        “แน่นอน พวกเขาหลายคนฝึกนานกว่าเราตั้งปีสองปีแล้ว”

        “ข้ายังได้ยินมาอีกว่าในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น มีคนหนึ่งที่มีพลังอย่างน้อยระดับทองแดงสองดาวแล้ว!” นักเรียนกลุ่มหนึ่งสวมใส่เสื้อผ้าแตกต่างกันกำลังวุ่นวายอยู่กับการถกเถียงไม่หยุด

        …

        โรงเรียนเซิ่งหลันมีชั้นเรียนเบื้องต้นอยู่หกห้อง มีชื่อหลากหลายแตกต่างกันไป พรสวรรค์ของนักเรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามเด็กๆ มักยังมีความเปลี่ยนแปลง บ่อยครั้งจึงมีการปรับเปลี่ยนทิศทางการฝึกยุทธ์ ในบรรดาชั้นเรียนเหล่านี้ ห้องเรียนสำหรับผู้ควบคุมจิตอสูรนับว่าเป็นที่สนใจที่สุด เพราะเป็นชั้นเรียนที่นักเรียนผู้มีพรสวรรค์มารวมตัวกันมากที่สุด

        ตามพัฒนาการในชีวิตชาติที่แล้ว เซียวหนิงเอ๋อและเยี่ยจื่ออวิ๋นจะเข้าสู่ชั้นเรียนผู้ควบคุมจิตอสูรเบื้องต้นและเนี่ยหลีจะยังคงเรียนต่อไปที่ชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น แม้เขาพยายามฝึกตนสุดความสามารถ วรยุทธ์ของเขายังคงพัฒนาไปได้เชื่องช้าอย่างยิ่ง แทบไม่มีความก้าวหน้าอะไรเลย

        ทว่าชีวิตชาตินี้ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่เพียงแค่เซียวหนิงเอ๋อและเยี่ยจื่ออวิ๋น แม้แต่ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกอีกสามคนก็จะต้องมีชะตากรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!

        “นักเรียนจากชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นมาถึงแล้ว!”

        “นี่ใช่ชั้นเรียนที่ใช้การไม่ได้ที่สุดนั่นหรือไม่? พูดกันว่าในหมู่พวกเขามีคนที่มีอาณาเขตวิญญาณสีแดงอยู่เยอะเชียว!”

        “มีอาณาเขตวิญญาณสีแดงยังสามารถฝึกยุทธ์ได้อีกหรือ?”

        “แต่ข้าได้ยินมาว่าหลายๆ คนก็มีพรสวรรค์ไม่เลวเลยทีเดียว ใกล้ถึงระดับทองแดงแล้ว เช่นเยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อ!”

        เมื่อได้ยินสองชื่อนี้ ดวงตาของเด็กนักเรียนชายหลายคนก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สตรีงดงามย่อมเป็นที่สนใจเสมอ ดังนั้นแม้พวกเขาอายุยังน้อย แต่ด้วยสติปัญญาอันชาญฉลาด ทุกคนจึงรู้จักเรื่องราวชายหญิงมากมายแล้ว

        ในชั้นเรียนเบื้องต้น เด็กผู้หญิงที่งดงามที่สุดย่อมเป็นเยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋ออย่างไม่ต้องสงสัย เด็กนักเรียนชายในชั้นเรียนผู้ควบคุมจิตอสูรเบื้องต้นเมื่อได้เห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อ ทุกคนล้วนทำสีหน้ากระตือรือร้น หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด เยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อก็จะเลื่อนสู่ชั้นเรียนสำหรับผู้ควบคุมจิตอสูรเบื้องต้น ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพวกนางแล้ว!

        เห็นสายตาเร่าร้อนของพวกเด็กนักเรียนชายชั้นเรียนผู้ควบคุมจิตอสูรเบื้องต้น เนี่ยหลีอดที่จะหัวเราะเบาๆ ขึ้นมามิได้ ชีวิตครั้งนี้ พวกเขาคงต้องผิดหวังแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นเยี่ยจื่ออวิ๋นหรือเซียวหนิงเอ๋อ เกรงว่าพวกนางคงต้องเลื่อนขึ้นไปเรียนในชั้นเรียนสำหรับผู้มีพรสวรรค์แล้ว!

        ภายใต้การนำของเสิ่นซิ่ว นักเรียนของชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้นเดินเรียงแถวเข้าสู่ตึกทดสอบ บนระเบียงไกลออกไป ผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนหลายคนกำลังมองลงมาอยู่

        “รอบแรก การทดสอบพละกำลัง ใครจะเป็นคนทดสอบก่อน?” หนึ่งในอาจารย์ผู้ควบคุมการสอบเอ่ยถามมาทางเสิ่นซิ่ว

        เสิ่นซิ่วกวาดตามองนักเรียนทุกคนในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น เสิ่นเยวี่ยเดินออกมาและพูดขึ้นอย่างภาคภูมิ “ข้าขอทดสอบเป็นคนแรก!” ครั้นกล่าวจบ เขาหมุนตัวสาวเท้าเดินไปยังเสาหินทรงสูงสำหรับทดสอบพลังที่อยู่ด้านข้าง