0 Views

        ที่นั่งอยู่ข้างเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาซึ่งชำเลืองมองเยี่ยจื่ออวิ๋นอยู่เป็นพักๆ เขาสังเกตเห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังชำเลืองมองเนี่ยหลี จึงตวัดสายตาเกรี้ยวกราดใส่เนี่ยหลีคราหนึ่ง

        เขามีรูปร่างสูงกว่าเนี่ยหลีเล็กน้อย สองคิ้วเข้มหนาตาโต แต่หว่างคิ้วแต้มแววหม่นอยู่เล็กน้อย

        เนี่ยหลีย่อมรู้จักคนผู้นี้ มันชื่อเสิ่นเยวี่ย เป็นบุตรของตระกูลเสินเซิ่งซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ พรสวรรค์ถือว่าโดดเด่นยิ่ง เสิ่นซิ่วที่กำลังสอนหนังสืออยู่หน้าชั้นเรียนในเวลานี้ก็คือน้าสาวของมัน ชีวิตในชาติที่แล้วของเสิ่นเยวี่ยมักคอยตามติดเยี่ยจื่ออวิ๋นอยู่เสมอ ก่อนเมืองกวงฮุยจะล่มสลาย พูดกันว่าเสิ่นเยวี่ยและเยี่ยจื่ออวิ๋นอีกไม่นานจะแต่งงานกัน ในสายตาของทั้งสองครอบครัว ทั้งสองต่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่ง หากเมืองกวงฮุยไม่ถูกทำลาย ทั้งคู่ก็คงได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่ก่อนที่จะทันได้ฉลองสมรส เมืองกวงฮุยกลับถูกอสูรวายุหิมะบุกโจมตี ก่อนเมืองแตก ตระกูลเสินเซิ่งทรยศเมืองกวงฮุย พวกมันละทิ้งหน้าที่และหลบหนีไป

        นี่คงเป็นโชคชะตา เยี่ยจื่ออวิ๋นไม่ได้กลายเป็นภรรยาของเสิ่นเยวี่ยในชาติที่แล้ว แต่กลับมีวาสนาครองคู่กับเนี่ยหลี

        คิดมาถึงตรงนี้ เนี่ยหลีอดหัวเราะขึ้นมาในใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เห็นสายตาของเยี่ยจื่ออวิ๋นและเสิ่นเยวี่ย เนี่ยหลีก็อดที่จะบังเกิดความรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาไม่ได้ เยี่ยจื่ออวิ๋นเวลานี้มีความรู้สึกอันดีต่อเสิ่นเยวี่ยอยู่บ้าง สายตาที่เยี่ยจื่ออวิ๋นใช้จ้องมองเนี่ยหลีเจือแววดูแคลนเล็กน้อย เยี่ยจื่ออวิ๋นคงต้องคิดว่าเขาเป็นคุณชายเกียจคร้านจอมเจ้าชู้ผู้หนึ่งอยู่เป็นแน่

        เห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นมองมา เนี่ยหลีรู้สึกคล้ายลมหายใจติดขัดอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มคุ้นเคยทำให้เนี่ยหลีเริ่มคิดถึงชีวิตแต่หนหลัง จมูกก็อดรู้สึกแสบๆ ขึ้นมามิได้ เขาจ้องมองเยี่ยจื่ออวิ๋นลึกซึ้ง คลี่ยิ้มน้อยๆ นึกขอบคุณบันทึกจิตอสูรแห่งกาลเวลาที่ทำให้พวกเราได้กลับมาพบกันอีก

        “พิลึกคน” เยี่ยจื่ออวิ๋นครุ่นคิด นางรู้สึกว่าสายตาของเนี่ยหลีออกจะประหลาด นัยน์ตาดำขลับเจิดจ้าราวดวงดาว แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย ในใจของเยี่ยจื่ออวิ๋นเต็มไปด้วยความสงสัย นางรู้จักเนี่ยหลีหรือ? เหตุใดเขาจึงเอาแต่จ้องมองนางด้วยสายตาเช่นนี้?

        เยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นหญิงงาม เรียวฟันขาวสะอาด ริมฝีปากแดงระเรื่อ นางเปรียบดังดอกบัวที่กำลังเบ่งบานอยู่เงียบๆ มีความน่ารักอย่างหนึ่งยากจะบรรยายได้ ไม่แปลกใจที่จะมีเด็กหนุ่มมากมายลุ่มหลงนาง

        ถึงเวลานี้ สายตาของเสิ่นซิ่วผู้อยู่หน้าชั้นกวาดผ่านเนี่ยหลี การกระทำของเด็กอายุสิบสามปีเหล่านี้ไม่อาจรอดพ้นสายตาของนางไปได้ ต้องรู้ว่านางเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินผู้หนึ่ง ก้าวถึงระดับที่กายใจประสาน สัมผัสที่หกแรงกล้า สายตาของนางแหลมคมยิ่ง กระทั่งหนูสกปรกตัวหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปกว่าร้อยหมี่*ก็ยังมองเห็น

        เยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นสตรีสูงศักดิ์ นางเป็นบุตรีของเจ้าเมืองกวงฮุย ทั้งยังเป็นหลานสาวของผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเยี่ยโม่ ไม่เพียงแค่นั้น ยังสามารถก่อรูปอาณาเขตวิญญาณสีฟ้าที่จุดตันเถียนได้แล้ว นับเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากผู้หนึ่ง!

        มีไม่กี่คนในโรงเรียนเซิ่งหลันที่ล่วงรู้ฐานะของเยี่ยจื่ออวิ๋น หากเสิ่นเยวี่ยได้แต่งเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นภรรยา ก็จะสามารถส่งเสริมตระกูลเสินเซิ่งให้มีสิทธิมีเสียงในเมืองกวงฮุยมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเสิ่นเยวี่ยจึงมาอยู่ในชั้นเรียนการต่อสู้สำหรับผู้เริ่มต้น และเหตุใดเสิ่นซิ่วจึงมาสอนที่ชั้นนี้

        เสิ่นซิ่วกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ สองแขนกอดอก สองตากวาดมองนักเรียนทั่วห้องและเอ่ยขึ้น “สองปีจากนี้ไป พวกเจ้าทุกคนจะเป็นนักเรียนของข้า แม้ท่านอาจารย์ใหญ่จะกล่าวไว้ว่านักเรียนโรงเรียนเซิ่งหลันทุกคนล้วนมีฐานะเท่าเทียม แต่ข้าจำต้องบอกให้พวกเจ้าทุกคนรับรู้ถึงความจริงอันแสนโหดร้ายข้อหนึ่ง ในโลกใบนี้ ความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่จริง!” เสิ่นซิ่วพูดเสียงแหลม คำพูดของนางดุจมีดที่กรีดลงกลางใจของนักเรียน

        นักเรียนทุกคนในชั้นนิ่งฟังเงียบๆ ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ

        “อีกหน่อยเมื่อพวกเจ้าเติบใหญ่และจบจากโรงเรียนไป พวกเจ้าก็จะเห็นด้วยกับคำพูดของข้า ความเท่าเทียมกันเป็นเพียงคำพูดเพ้อเจ้อที่พวกผู้ใหญ่ใช้ปลุกปลอบใจเจ้าเท่านั้น พวกเจ้าไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในเทพนิยายไปได้ตลอด!” เสิ่นซิ่วก้มหน้ากวาดมองนักเรียนทุกคน “เมืองกวงฮุยเป็นเมืองเดียวที่เหลือรอดจากยุคมืด พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่เหลืออยู่ เมืองกวงฮุยมีกองกำลังดำรงอยู่สองกลุ่ม นักสู้และผู้ควบคุมจิตอสูร ผู้ควบคุมจิตอสูรมีฐานะสูงส่งที่สุด ในบรรดานักสู้นับพันนับหมื่น อาจมีโอกาสเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะกำเนิดเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรอันทรงเกียรติ กระทั่งบัดนี้ ทั่วทั้งเมืองกวงฮุยมีผู้ควบคุมจิตอสูรอยู่เพียงไม่กี่พันคน พวกเราคือผู้พิทักษ์แห่งเมืองกวงฮุย!”

        “นักสู้และผู้ควบคุมจิตอสูรแบ่งเป็นระดับทองแดง เงิน ทอง ทองดำและระดับตำนาน ระดับยิ่งสูงก็ยิ่งแข็งแกร่ง หากครอบครัวหนึ่งสามารถสร้างผู้ควบคุมอสูรระดับทองขึ้นมาได้คนหนึ่ง พวกมันก็จะกลายเป็นชนชั้นขุนนางได้ หากครอบครัวหนึ่งสามารถสร้างผู้ควบคุมอสูรระดับทองดำขึ้นมาได้คนหนึ่ง พวกมันก็จะกลายเป็นชนชั้นสูงได้ หากครอบครัวหนึ่งสามารถสร้างผู้ควบคุมอสูรระดับทองดำสามคนหรือผู้ควบคุมอสูรระดับตำนานขึ้นมาได้คนหนึ่ง พวกมันก็จะกลายเป็นตระกูลหลักได้ พวกเราทั้งสามสิบหกคนที่นี่ บางคนมาจากครอบครัวสามัญ บางคนมาจากครอบครัวขุนนาง แม้จุดเริ่มต้นของพวกเจ้าเท่ากัน ฐานะของพวกเจ้ากลับมิใช่ ข้าหวังว่าพวกเจ้าแต่ละคน ทุกๆ คน จะรู้จักประมาณตนและทำตัวให้เหมาะสม สามัญชนยังไงก็เป็นสามัญชนอยู่วันยังค่ำ เป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นขุนนาง เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ฝันหวานคิดยกฐานะเป็นหงส์ แม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกัน ก็ยังต้องมีขีดขั้น ไม่อาจเอื้อมเกินตน”

        ภายใต้สายตาดุดันของเสิ่นซิ่ว นักเรียนบางคนในชั้นที่สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายพากันก้มหน้า ส่วนเสิ่นเยวี่ยและพวกนักเรียนจากบางครอบครัวพากันนั่งยืดอก มุมปากเผยรอยยิ้มภาคภูมิ มีเพียงเนี่ยหลี เยี่ยจื่ออวิ๋น ลู่เพียว และนักเรียนฐานะดีอีกสองสามคนที่ยังคงนิ่งเงียบ

        เนี่ยหลีหันมองด้านข้าง ตู้เจ๋อขณะนี้สวมใส่เสื้อผ้ามอซอ เขากำลังกัดฟันขบริมฝีปากแน่น ตู้เจ๋อมาจากครอบครัวสามัญ ฐานะครอบครัวลำบากนัก แต่เนี่ยหลีรู้ดีว่าตู้เจ๋อมีความภาคภูมิใจในตนเองสูงยิ่ง

        แม้ครอบครัวฐานะไม่ดี แต่ตู้เจ๋อมีความขยันหมั่นเพียรยิ่ง พรสวรรค์ก็ดี อาศัยกำลังตนเอง เขากลายเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับทองผู้หนึ่ง ปราศจากการเกื้อหนุนจากครอบครัว ปราศจากพรสวรรค์อันล้ำเลิศ อาศัยเพียงความขยันหมั่นเพียรก้าวขึ้นไปถึงระดับนั้น ย่อมเห็นได้ว่าเขาต้องมานะบากบั่นเพียงใด

        ก่อนเมืองกวงฮุยจะล่มสลาย ชนชั้นสูงหลายครอบครัวเอาแต่คิดว่าจะหลบหนีกันอย่างไร ทว่าเป็นตู้เจ๋อและพี่น้องชาวบ้านที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเมืองกวงฮุยจนตัวตาย

        ตู้เจ๋อเป็นเพื่อนของเนี่ยหลี ทั้งยังเป็นเพื่อนที่เขานับถือที่สุด!

        เห็นสีหน้าของเสิ่นซิ่วเต็มไปด้วยแววดูแคลน เนี่ยหลีจึงอดที่จะโมโหขึ้นมาในใจไม่ได้ ปีนั้นก่อนเมืองกวงฮุยจะล่มสลาย ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เสินเซิ่งเป็นพวกแรกที่หลบหนีไป ดังนั้นเนี่ยหลีจึงไม่มีความรู้สึกที่ดีอันใดต่อพวกมัน ไม่ว่าจะเป็นเสิ่นเยวี่ยหรือเสิ่นซิ่ว ล้วนไม่ใช่คนดี ในชีวิตหนก่อนของเนี่ยหลี เสิ่นซิ่วดุร้ายเกรี้ยวกราดยิ่ง ทำให้เนี่ยหลีไม่ชอบนางเอาเสียเลย

        “อาจารย์เสิ่นซิ่ว ข้ามีคำถาม” เนี่ยหลีพลันเอ่ยขึ้น

        นักเรียนทุกคนกำลังนิ่งฟังอยู่เงียบๆ เนี่ยหลีเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาครั้งนี้ทำให้เสิ่นซิ่วเคืองใจนัก เสิ่นซิ่วมองๆ ดู จำได้ว่าเนี่ยหลีก็คือนักเรียนที่ชมชอบเยี่ยจื่ออวิ๋น ที่นางเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ก็ล้วนเพื่อกดข่มเนี่ยหลี คิดไม่ถึงเนี่ยหลีกลับพุ่งเข้าชน นางทำเสียงขึ้นจมูกและถามออกไป “มีคำถามอันใด?”

        “อาจารย์เสิ่นซิ่วกล่าวว่าเมืองกวงฮุยเป็นเพียงเมืองเดียวที่เหลือรอดมาจากยุคมืด พวกเราเป็นมนุษย์กลุ่มเดียวที่รอดชีวิต ท่านมีข้อพิสูจน์หรือไม่? ข้าขอถาม อาจารย์เสิ่นซิ่วเคยออกจากเทือกเขาเซิ่งจู่นี้มาก่อนหรือไม่ เดินทางสู่ทะเลทรายไร้พรมแดน ป่าพิษ ไปถึงบึงจันทราโลหิต หุบเหววิญญาณ เทือกเขาเทียนเจ๋อ หรือแดนหิมะเทียนเป่ยทางทิศเหนือหรือไม่?” ในฐานะผู้เกิดใหม่ที่สะสมประสบการณ์มามากมาย เนี่ยหลีย่อมมีสิทธิ์ดูแคลนเสิ่นซิ่วได้อย่างสิ้นเชิง

        “เทือกเขาเทียนเจ๋อคืออะไร? แดนหิมะเทียนเป่ยทางทิศเหนือคืออะไร?” เสิ่นซิ่วขมวดคิ้วมุ่น ทะเลทรายไร้พรมแดน ป่าพิษและบึงจันทราโลหิต นางได้ยินว่าสถานที่เหล่านั้นล้วนอยู่ห่างไกลจากเทือกเขาเซิ่งจู่ออกไปมากและเคยได้ยินแต่ในตำนานเท่านั้น เสิ่นซิ่วทำเสียงฮึขึ้นจมูก “ข้าอาศัยอยู่ในเมืองกวงฮุยตั้งแต่เกิดและไม่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น”

        เนี่ยหลียิ้มบางกล่าว “ในเมื่ออาจารย์เสิ่นซิ่วไม่เคยไปยังสถานที่เหล่านั้น ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกเราเป็นมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวที่เหลือรอดอยู่?”

        เสิ่นซิ่วได้แต่พูดไม่ออก

        นักเรียนในชั้นก้มหน้าถกความคิดเห็นกันเงียบๆ พวกเขาไม่รู้จักสถานที่ที่เนี่ยหลีพูดถึง ที่นั่งห่างออกไป สองตาของเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นประกาย จ้องมองเนี่ยหลีด้วยความแปลกใจ นางสงสัยยิ่ง เนี่ยหลีรู้จักสถานที่เหล่านั้นได้อย่างไรกัน?

        ที่นั่งอยู่ข้างเยี่ยจื่ออวิ๋น เสิ่นเยวี่ยสองคิ้วขมวดมุ่น เขาจ้องมองเนี่ยหลีที่กำลังพูดจาและพบว่าโครงแก้มของเนี่ยหลีดูเด่นชัดได้รูป หน้าตาไม่ด้อยไปกว่าตน ไม่ทราบเหตุใด ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกคล้ายเจอวิกฤติรุนแรง

        เห็นพวกนักเรียนที่อยู่ข้างล่างกำลังถกความ สีหน้าของเสิ่นซิ่วน่าเกลียดยิ่ง นางทำเสียงขึ้นจมูกดูแคลน “แล้วอย่างไร? เจ้าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพวกเรามิใช่มนุษย์กลุ่มเดียวที่เหลือรอดอยู่?”

        “พิสูจน์?” เนี่ยหลียิ้มบาง สิ่งที่เขาประสบมาในชาติก่อนก็คือข้อพิสูจน์ สติปัญญาของมนุษย์นั้นน่าทึ่งนัก หลังประสบกับยุคมืด ผู้คนมากมายยังมีชีวิตรอดอยู่ พวกเขาสร้างเมืองใหญ่มากมาย แต่เนี่ยหลีไม่พูดอะไร เพียงกล่าวอย่างสงบ “ให้ข้าเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้อาจารย์ฟังดีกว่า ครั้งหนึ่ง เคยมีกบตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ่อน้ำลึก ตั้งแต่เกิดมันก็อยู่แต่ในบ่อน้ำนั้น ตั้งแต่เกิดมันก็เห็นเพียงส่วนหนึ่งของท้องฟ้า ดังนั้นมันจึงคิดว่าท้องฟ้าผืนนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับปากบ่อ แต่ท้องฟ้ามีขนาดเท่าแค่ปากบ่อหรือ? พวกเราจึงได้แต่บอกว่ามันเป็นกบในกะลา”

        ได้ฟังสิ่งที่เนี่ยหลีบอกเล่า พวกนักเรียนในชั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พวกมันรู้สึกว่าสิ่งที่เนี่ยหลีพูดนั้นสมเหตุผล และดังสำนวนที่ว่า “กบตัวหนึ่งจ้องมองท้องฟ้าจากก้นบ่อ” ย่อมเป็นการเรียกอาจารย์เสิ่นซิ่วว่ากบในกะลากลายๆ

        “กบในกะลา เห็นท้องฟ้าจากก้นบ่อ ช่างเป็นการเปรียบเปรยที่เหมาะเจาะนัก” นักเรียนหญิงหลายคนกำลังหัวเราะคิกคัก พวกนางก็เกลียดเสิ่นซิ่วเช่นกัน จึงอดที่จะจ้องมองเนี่ยหลีด้วยความยอมรับอย่างเต็มเปี่ยมมิได้ เกรงว่าคงมีแต่เนี่ยหลีเท่านั้น จึงกล้าพอที่จะเย้ยหยันอาจารย์ในห้องเรียน

        “เจ้า…” เสิ่นซิ่วโกรธจนแทบกระอักเลือดที่เนี่ยหลีเปรียบนางเป็นเหมือนกบในกะลา นางไม่เคยเจอะเจอนักเรียนแบบนี้มาก่อน

        ห่างออกไป เยี่ยจื่ออวิ๋นไม่อาจอดกลั้นได้ นางก็หัวเราะออกมาเช่นกัน นางมองไปทางเนี่ยหลี รู้สึกว่าเนี่ยหลีก็มีส่วนที่น่าสนใจอยู่บ้าง ทั้งยังมีความรู้กว้างขวาง ถึงขนาดทำให้อาจารย์เสิ่นซิ่วพูดไม่ออก

        เยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นหญิงงามโดยแท้ รอยยิ้มของนางยิ่งชวนหลงใหล เนี่ยหลีขยิบตาให้นาง ยิ้มแล้วยิ้มอีก

        เห็นสีหน้าของเนี่ยหลี เยี่ยจื่ออวิ๋นรีบหันกลับไป ในใจร้องฮึ เนี่ยหลี ช่างใจกล้านัก ในใจนาง อย่างไรเนี่ยหลีก็ยังคงเป็นนักเรียนนิสัยเสียผู้หนึ่ง!

        เห็นเนี่ยหลีไม่เพียงเย้ยหยันอาจารย์เสิ่นซิ่ว ยังหันไปหยอกล้อเยี่ยจื่ออวิ๋น ลู่เพียวอดที่จะยกนิ้วโป้งให้เขาไม่ได้ ครุ่นคิดว่าเจ้านี่ช่างแน่เสียจริง

        เนี่ยหลีจ้องมองเสิ่นซิ่วและพูดต่อ “อาจารย์เสิ่นซิ่ว ข้ายังมีอีกคำถามหนึ่ง”

        เสิ่นซิ่วแทบคลั่งตายแล้ว ทว่านางไม่อาจแสดงความเกรี้ยวกราดที่นี่ได้ จึงได้แต่กล่าวตอบอย่างอารมณ์เสีย “ยังมีคำถามอะไรอีก?”

        “อาจารย์เสิ่นซิ่วบอกไว้ว่าสามัญชนก็ต้องเป็นสามัญชนอยู่วันยังค่ำ พวกมันไม่มีวันจะกลายเป็นคนชั้นสูงไปได้ แต่ผู้ควบคุมจิตอสูรระดับตำนานเยี่ยโม ครั้งยังเด็กก็มิใช่สามัญชนคนหนึ่งหรือ?” เนี่ยหลีกระพริบตาปริบๆ จ้องมองเสิ่นซิ่ว “อย่าบอกนะว่าอาจารย์เสิ่นซิ่วก็ไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน?”

 ————————————–

* หมี่ (米) หมายถึงความยาว ๑ เมตร

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บันทึกราชันย์เทพอสูร” : https://bit.ly/2PKqEjk

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/505

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม