0 Views

        ขณะที่เนี่ยหลีกำลังคุยอยู่กับเพื่อนในกลุ่ม สายตาก็พลันเหลือบไปยังทิศทางห่างออกไป บริเวณชั้นหนังสือแถวหนึ่ง เงาร่างงดงามกำลังถือหนังสือเล่มหนาก้มหน้าอ่าน เรือนผมสีม่วงราวกับม่านน้ำตก ปอยผมเล็กๆ มัดด้วยไหมม่วงระอยู่สองข้างหู ยิ่งเสริมให้ดูน่ารักขึ้น

        แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องต้องซีกแก้มชวนมอง ยิ่งดูงดงามสะกดใจผู้คน

        เนี่ยหลีมองจนใจเต้นระทึก ชั่วแวบเดียว ความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาในใจ ในทะเลทรายไร้ที่สิ้นสุดแห่งนั้น ต่างหลบหนีจากสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนในทะเลทรายไปด้วยกัน ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเฉียดตาย เนี่ยหลีสามารถช่วยผู้คนให้รอดชีวิตได้นับครั้งไม่ถ้วนด้วยสัญชาติญาณอันฉับไวต่ออันตรายทั้งหลายของเขา และค่อยๆ เข้าใจกันและกันมากขึ้น

        แม้ฝีมือยุทธ์ของเนี่ยหลีจะอ่อนด้อยกว่ามาก เทียบกับเยี่ยจื่ออวิ๋นก็ห่างกันราวฟ้ากับดิน แต่สองคนก็ยังเดินมาบรรจบกันได้ในที่สุด

        คืนนั้น เนี่ยหลีสัมผัสแผ่นหลังนุ่มลื่นของเยี่ยจื่ออวิ๋น ไม่อาจอดกลั้นความรักอันลึกซึ้งเร่าร้อนที่มีต่อนางได้อีก เยี่ยจื่ออวิ๋นใต้แสงจันท์ดูงามพร้อมราวกับรูปสลักเสลาของเทพธิดานางหนึ่ง ใบหน้าขวยเขินอ่อนไหว เรือนร่างโค้งเว้าได้รูป ท่อนแขนนุ่มลื่นงดงามราวหยก ทรวงอกอวบอิ่มชูชัน… ภาพฉากชวนคลั่งไคล้เหล่านั้นประทับแน่นอยู่ในหัวใจของเนี่ยหลี

        เนี่ยหลีเวลานั้นไม่เคยคิดฝันว่าสตรีงดงามดังเทพธิดาเช่นเยี่ยจื่ออวิ๋นจะชอบเขา

        ต่อมา เพื่อปกป้องเขาและผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เยี่ยจื่ออวิ๋นจึงตายในระหว่างที่พวกเขาหลบหนี เห็นภาพฉากนั้น หัวใจของเนี่ยหลีรู้สึกราวกับถูกมีดกรีด ความเจ็บปวดเจียนจะขาดใจเช่นนั้นยังคงสดใหม่อยู่ในความทรงจำ หากมิใช่เพื่อทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเยี่ยจื่ออวิ๋นที่ต้องการปกป้องคนในครอบครัวของนางให้ปลอดภัย เนี่ยหลีในเวลานั้นคงขอตายตามนางไปแล้ว

        “หากมิใช่เพราะบันทึกจิตอสูรแห่งกาลเวลา ข้าคงไม่ได้กลับมาเกิดใหม่ ไม่อาจพบนางได้อีกครั้งหนึ่ง!

        เนี่ยหลีสูดลมหายใจลึก สงบความรู้สึกตื่นเต้นในใจลง เขามักมองหาโอกาสที่จะได้เข้าใกล้เยี่ยจื่ออวิ๋น แต่ก็ไม่อยากรบกวนนาง อย่างไรก็ตาม สัญญาหมั้นหมายระหว่างนางและเสิ่นเยวี่ยยังไม่ถูกกำหนด เวลานี้เนี่ยหลีจึงต้องรีบพัฒนาพลังของตน

        มีแต่พลังเท่านั้น เขาจึงจะสามารถขัดขวางตระกูลเสินเซิ่งได้ จึงสามารถชิงเยี่ยจื่ออวิ๋นมาจากมือของเสิ่นเยวี่ยได้

        “พวกเจ้าขึ้นไปก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องทำ!” เนี่ยหลีหันไปมองตู้เจ๋อ ลู่เพียว และเพื่อนอีกสามคนขณะพูด

        ตู้เจ๋อกับลู่เพียวมองตามสายตาของเนี่ยหลีซึ่งทอดไกลออกไป แม่นางน้อยผู้งดงามซึ่งกำลังถือหนังสือโบราณและก้มหน้าอ่านอยู่เงียบๆ ราวกับนางฟ้ายามพลบค่ำ ช่างงดงามหมดจดนัก นางดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ในชุดผ้าไหมสีขาว กิริยางดงาม เอนกายพิงชั้นหนังสือ ท่วงท่าสง่างามมีเมตตา สงบเสงี่ยมภูมิฐาน ราวกับบัวดอกหนึ่งที่กำลังชูก้านพ้นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ พวกเขารู้ทันทีว่าเนี่ยหลีกำลังคิดจะทำอะไร

        ของสวยของงาม ทุกคนย่อมต้องชื่นชอบ ทว่าต่อหน้าเยี่ยจื่ออวิ๋น พวกเขาต่ำต้อยกว่านัก แม้แต่ความกล้าที่จะเข้าไปพูดคุยด้วยก็ยังไม่มี

        เนี่ยหลีเดินตรงเข้าไปหาเยี่ยจื่ออวิ๋น

        “ข้าพนันว่าเนี่ยหลีจะต้องถูกไล่ตะเพิดกลับมาภายในเวลาหนึ่งเค่อ* บุปผางามที่สุดในชั้นจะต้องไม่สนใจมันอย่างแน่นอน!” ลู่เพียวยิ้มแย้มเชื่อมั่นพูด

        “หวังว่าเนี่ยหลีจะไม่โดนตบแรงเกินไปนัก” ตู้เจ๋อพึมพำอยู่ข้างๆ

        พวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่ง มีความรู้สึกชั่วร้ายนิดๆ ผสมความสนใจว่าเนี่ยหลีจะถูกบุปผางามตบจนจมูกบวมหรือไม่ บุปผางามมิใช่เข้าใกล้ได้ง่ายๆ กระทั่งเสิ่นเยวี่ยอยากใกล้ชิดกับเยี่ยจื่ออวิ๋นก็ยังล้มเหลวไม่ทราบกี่ครั้ง

        เยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังยืนอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ใต้แสงยามพลบค่ำ ภาพฉากอันงดงามเช่นนี้ทำให้เนี่ยหลีไม่อยากทำลายเอาเสียเลย

        เนี่ยหลีต้องแปลกใจเมื่อพบว่าหนังสือที่เยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังพลิกอ่าน ที่แท้คือหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์

        เยี่ยจื่ออวิ๋นทางหนึ่งพลิกหน้ากระดาษ ทางหนึ่งก็ขมวดคิ้วมุ่น นางค่อนข้างชอบที่จะเป็นที่หนึ่ง ทั้งขยันหมั่นเพียรยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ การฝึกยุทธ์ หรือกระทั่งความรู้ ทั้งหมดล้วนห่างชั้นกว่าคนทั่วไป ในใจของนางยังมีความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน ทว่านางกลับพบว่าช่องว่างระหว่างตนกับเนี่ยหลีช่างกว้างนัก

        สิ่งที่บันทึกอยู่ในหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ลึกซึ้งเกินไป!

        บทแรกมีคำแปลยังนับว่าพอได้ ทว่าตั้งแต่บทที่สองเป็นต้นไปล้วนเป็นภาษาในยุคอาณาจักรวายุหิมะ นางไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อย!

        ในแง่ความรู้ เยี่ยจื่ออวิ๋นนับเป็นผู้นำคนหนึ่งในหมู่คนรุ่นเดียวกัน แต่หากนางแอบเปรียบเทียบตนกับเนี่ยหลีซึ่งเป็นผู้มาเกิดใหม่อยู่ในใจ นั่นก็นับว่าเทียบผิดคนแล้ว

        เห็นเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังถือหนังสืออัคคีสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์พลิกไปพลิกมาอยู่ ด้วยเนี่ยหลีมีความเข้าใจเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นอย่างดี จึงเดาความในใจของเยี่ยจื่ออวิ๋นได้ถูก อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาและเดินไปถึงข้างกายเยี่ยจื่ออวิ๋น เอ่ยล้อขึ้น “เป็นอย่างไร เพื่อนนักเรียนเยี่ยจื่ออวิ๋นก็สนใจหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เช่นกันหรือ?”

        เยี่ยจื่ออวิ๋นตื่นจากความครุ่นคิดทึ่จมจ่อมอยู่และเห็นเนี่ยหลี สีหน้าแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย นางคิดไม่ถึงว่าจะได้พบเนี่ยหลีที่นี่ ครั้นพอคิดดู เดาว่าเนี่ยหลีคงมาอ่านหนังสือที่นี่ ไม่เช่นนั้นจะมีความรู้มากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

        “หนังสือเล่มนี้ลึกซึ้งเกินไป ข้าอ่านๆ ดูและพบว่าหลายอย่างในนี้ไม่อาจเข้าใจได้!” เยี่ยจื่ออวิ๋นปิดหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ลง กล่าวด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย รักษาระยะห่างระหว่างตนกับเนี่ยหลีอย่างสุภาพ

        เยี่ยจื่ออวิ๋นเรือนร่างสูงระหง สวมชุดสีขาว กลิ่นกายคล้ายดอกกล้วยไม้ แม้อยู่ห่างกันหลายก้าวก็ยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างกายของนาง เนี่ยหลีรู้ว่านี่เป็นกลิ่นพิเศษเฉพาะจากร่างกายนาง เปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหล กลิ่นหอมนี้ช่างแสนคุ้นเคย เป็นกลิ่นที่จารึกอยู่ในความทรงจำ

        “หนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้เขียนขึ้นด้วยภาษาในยุคอาณาจักรวายุหิมะ ภาษาในยุคอาณาจักรวายุหิมะค่อนข้างเข้าใจยาก แต่หากเจ้าศึกษาภาษาในยุคอาณาจักรเฮยจินก่อน ก็จะง่ายต่อการเข้าใจกว่า และช่วยให้สามารถอ่านภาษาในยุคอาณาจักรวายุหิมะได้ง่ายขึ้น” เนี่ยหลียิ้มแย้มพูด

        “ภาษาในยุคอาณาจักรเฮยจิน?” เยี่ยจื่ออวิ๋นทบทวนความทรงจำอย่างตั้งใจ ก่อนยุคมืดมีอีกสามยุคที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ตั้งชื่อตามอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นๆ ได้แต่ยุคอาณาจักรจิตศักดิ์สิทธิ์เซิ่งหลิง ยุคอาณาจักรวายุหิมะเฟิงเสวี่ย และยุคอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เสินเซิ่ง อาณาจักรเฮยจินเป็นอาณาจักรที่ค่อนข้างใหญ่ในช่วงยุคอาณาจักรวายุหิมะเฟิงเสวี่ย

        เนี่ยหลีรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายจริงๆ ทั้งยังมีความรู้กว้างขวางยิ่ง เยี่ยจื่ออวิ๋นอดที่จะยอมรับไม่ได้

        “อย่างไรก็ตาม การศึกษาภาษาในยุคหนึ่งๆ เพื่อให้เข้าใจหนังสืออัคคีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์นับว่าไม่จำเป็น และด้วยร่างกายของเจ้า ไม่เหมาะที่จะศึกษาแนววิชาอัคคีสายฟ้า” สีหน้าของเนี่ยหลีสงบนิ่ง ต่อหน้าเยี่ยจื่ออวิ๋นกลับไม่มีลักษณะตื่นเต้นตัวแข็งเหมือนเด็กหนุ่มพวกนั้นแม้แต่น้อย

        ไม่ว่าอย่างไร เนี่ยหลีรู้จักเยี่ยจื่ออวิ๋นดีเกินไป เข้าใจลึกลงไปถึงกระดูก

        “อ้อ? แล้วเคล็ดวิชาแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับข้า?” เยี่ยจื่ออวิ๋นประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้า ความรู้ของเนี่ยหลีทำให้นางรู้สึกหดหู่เศร้าใจอยู่บ้าง

        “หากข้าเดาไม่ผิด ในครอบครัวของเจ้าคงเคยมีคนใช้พลังวิญญาณทดสอบร่างกายของเจ้ามาแล้ว ขณะนี้เจ้าฝึกเคล็ดวิชาวายุหิมะ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเคล็ดวิชาวายุหิมะจะเป็นเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับร่างกายของเจ้าที่สุด!” เนี่ยหลียิ้มบางพูด

        สองตาของเยี่ยจื่ออวิ๋นเบิกกว้าง จ้องมองเนี่ยหลีด้วยความตกใจ เนี่ยหลีที่แท้เดาได้ถูก ท่านปู่ของนางเคยใช้พลังวิญญาณเพื่อทดสอบร่างกายของนางจริงๆ ทว่ามันเป็นเคล็ดลับซึ่งไม่เคยถ่ายทอดให้ผู้ใดล่วงรู้ มันต้องใช้พลังวิญญาณมากมายเพื่อการทดสอบ เหตุใดเนี่ยหลีจึงรู้?

        เห็นสีหน้าของเยี่ยจื่ออวิ๋น เนี่ยหลีรู้ว่าเขาเดาได้ถูกแปดเก้าส่วน จึงยิ้มพูด “แม้ทางบ้านเจ้าเคยทดสอบร่างกายของเจ้ามาแล้ว แต่จะต้องไม่พบรูปร่างของอาณาเขตวิญญาณของเจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเคล็ดวิชาที่เขาเลือกให้เจ้าฝึกจึงอาจมิใช่เคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุด”

        “รูปร่างของอาณาเขตวิญญาณ?” เยี่ยจื่ออวิ๋นสองคิ้วขมวดมุ่น นางไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้มาก่อน

        “เจ้าจะยอมเสียเวลาสักหน่อย ให้ข้าได้ตรวจสอบรูปร่างอาณาเขตวิญญาณของเจ้าหรือไม่?” เนี่ยหลีพูดกับเยี่ยจื่ออวิ๋น

        เยี่ยจื่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองเนี่ยหลี นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็รีบส่ายหัวพูด “ไม่จำเป็น!” นางยังคงรักษาระยะห่างกับเนี่ยหลี หากเนี่ยหลีใช้วิธีการเดียวกันกับท่านปู่ ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะต้องสัมผัสร่างกายกัน เยี่ยจื่ออวิ๋นยังค่อนข้างระมัดระวังตัวกับเนี่ยหลี

        ราวกับคาดเดาได้ว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังครุ่นคิดถึงอะไร เนี่ยหลียิ้ม เขารู้ว่าเยี่ยจื่ออวิ๋นคิดมากถึงเรื่องอะไรจึงพูด “อันที่จริง วิธีทดสอบนั้นเรียบง่ายยิ่ง เมื่อเจ้ากลับไป หาผลึกวิญญาณที่ยังไม่เคยถูกผู้อื่นใช้มาก่อนเอาไว้สักอันหนึ่ง จากนั้นถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปในผลึกวิญญาณนั้น เพียงสังเกตเล็กน้อยข้าก็สามารถบอกเจ้าได้แล้วว่ารูปร่างของอาณาเขตวิญญาณของเจ้าเป็นอย่างไร”

        “โอ้? ง่ายปานนั้นเชียวหรือ?” เยี่ยจื่ออวิ๋นชำเลืองมองเนี่ยหลีเป็นเชิงขอโทษ ดูเหมือนนางจะเข้าใจเนี่ยหลีผิดไป ผลึกวิญญาณอันหนึ่งก็มิได้แพงอะไร

        “หากเจ้าอยากให้ข้าช่วยทดสอบรูปร่างของอาณาเขตวิญญาณให้ พรุ่งนี้เวลานี้ก็มาหาข้าได้ที่นี่” เนี่ยหลีกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป

        เยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองเนี่ยหลีด้วยความอัศจรรย์ใจ หากมีเด็กหนุ่มมาชวนนางสนทนา ต่างอดไม่ได้ที่จะขอคุยด้วยนานอีกสักหน่อย เนี่ยหลีกลับเป็นข้อยกเว้น ที่แท้เนี่ยหลีเป็นคนอย่างไรกันแน่? นางพบว่านางไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชั้นผู้นี้แม้แต่น้อย

        เนี่ยหลีรู้นิสัยของเยี่ยจื่ออวิ๋นเป็นอย่างดี รู้ว่าหากเขายิ่งพยายามจะชิดใกล้ นางก็จะยิ่งถอยห่าง ยังมีเวลาอีกยาวไกล ควรทิ้งความประทับใจอันดีแก่เยี่ยจื่ออวิ๋นเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

        เยี่ยจื่ออวิ๋นกัดฟัน ส่งเสียงเรียก “เพื่อนนักเรียนเนี่ยหลี”

        “มีอะไรหรือ?” เนี่ยหลีหันศีรษะไปถาม

        เห็นเนี่ยหลีและเยี่ยจื่ออวิ๋นกำลังคุยกันอย่างมีความสุข พอเนี่ยหลีเดินจากมา เยี่ยจื่ออวิ๋นกลับเป็นฝ่ายเรียกมันก่อน ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกมองหน้ากันไปมา

        “นั่นไง สมแล้วที่มันเป็นพี่ใหญ่ อันดับแรก มันทำให้เทพธิดาหนิงเอ๋อเป็นฝ่ายส่งอาหารเช้ามาให้ ตอนนี้ยังมาหยอกเล่นอยู่กับเทพธิดาเยี่ย เพื่อชีวิตที่เหลือของข้า ข้าจะต้องขอคำแนะนำจากพี่ใหญ่บ้างแล้ว” เว่ยหนันพึมพำๆ

        เรื่องนี้สร้างความอิจฉาชิงชังให้แก่บรรดาผู้สังเกตการณ์เป็นอันมาก สามารถสนทนากับเทพธิดาเยี่ยสักหลายคำ นี่เป็นเรื่องที่ผู้คนตั้งเท่าไหร่ปรารถนาแต่ทำไม่สำเร็จ?

        ตู้เจ๋อกับลู่เพียวมองหน้ากัน

        “ดูเหมือนพวกเราจะประเมินเนี่ยหลีต่ำไป!”

        “เจ้าบ้านี่มันปิดบังฝีมือแล้ว!”

        “เนี่ยหลีเกี่ยวเทพธิดาหนิงเอ๋อติด ยังเกี่ยวเทพธิดาเยี่ยสำเร็จอีก ซ้ายกอดขวากอด สุขสันต์ไม่จบสิ้นแล้ว!”

        เนี่ยหลีไม่ทราบว่าพรรคพวกกำลังพูดถึงเขาอย่างไร เขาได้ยินเยี่ยจื่ออวิ๋นส่งเสียงเรียกก็หันหลังกลับไปอย่างคาดไม่ถึง

        “ความรู้เรื่องยันต์ของเพื่อนนักเรียนเนี่ยลึกซึ้งยิ่งนัก ข้ามีคำถามบางอย่างคิดอยากถามเพื่อนนักเรียนเนี่ยหลี ไม่ทราบได้หรือไม่?” ดวงตาเจิดจ้าของเยี่ยจื่ออวิ๋นจ้องมองเนี่ยหลี

        “ได้แน่นอน ไม่มีปิดบัง” เนี่ยหลีหัวเราะ

        เยี่ยจื่ออวิ๋นมิได้คาดหวังสูงนัก อันที่จริงคำถามที่นางคิดจะถาม มิใช่ผู้ใดก็สามารถตอบได้ เรื่องการศึกษายันต์ เยี่ยจื่ออวิ๋นผู้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลสูงส่งย่อมได้เรียนรู้มามากกว่านักเรียนคนอื่นในวัยเดียวกัน

———————————

*เค่อ : คือหน่วยนับเวลาของจีนโบราณ ๑ เค่อประมาณ ๑๕ นาที

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บันทึกราชันย์เทพอสูร” : https://bit.ly/2PKqEjk

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/505

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม