0 Views

หลังจากที่ถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไปในผลึกวิญญาณ

        จุดแสงหลายจุดปรากฏลอยอยู่ภายในผลึกวิญญาณ ทว่าผลึกวิญญาณมีเพียงสีเทาๆ

        “ข้ารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นทันตาเลย พลังวิญญาณของเนี่ยหลียังอ่อนกว่าของข้าเสียอีก!” ลู่เพียงกระพริบตาพูด

        ตู้เจ๋อถลึงตามองลู่เพียว

        เนี่ยหลีไม่ใส่ใจ จำนวนพลังวิญญาณมิใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขา สิ่งที่เนี่ยหลีสนใจอยู่ในขณะนี้คือความเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณ

        อาณาเขตวิญญาณสีแดง มีรูปแบบกระจัดกระจาย ไม่มีคุณสมบัติใดๆ

        ไม่มีคุณสมบัติ อาณาเขตวิญญาณกระจัดกระจาย เนี่ยหลียิ้มขื่น อาณาเขตวิญญาณทุกชนิดล้วนแข็งแกร่ง แต่หากจะถามว่าอาณาเขตวิญญาณลักษณะไหนอ่อนด้อยที่สุด นั่นก็ต้องเป็นลักษณะแบบกระจัดกระจายเข่นนี้ เพราะไม่มีลักษณะที่พิเศษใดๆ และรูปแบบอาณาเขตวิญญาณก็ไม่เกาะกลุ่มกัน ที่แท้อาณาเขตวิญญาณแต่ดั้งเดิมของข้าเป็นเช่นนี้ ภายหลังยังฝึกยุทธ์มากมายหลายอย่างจนยุ่งเหยิงไปหมด จึงได้ยิ่งสับสนไร้ระเบียบ

        มิน่าเล่า ในชาติก่อน หลังจากที่อาศัยอยู่ในบันทึกจิตอสูรแห่งกาลเวลาตั้งนาน ข้าก็ยังไม่อาจทะลวงด่านยุทธ์ขึ้นไปได้ ที่แท้ต้นเหตุของปัญหาคือสิ่งนี้นี่เอง

        อาณาเขตวิญญาณที่ไม่มีคุณลักษณะเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรที่สุดและยังแปรเปลี่ยนง่ายที่สุด

        เนี่ยหลีจมอยู่ในความคิด หากจะมีเคล็ดวิชาใดเหมาะสมกับอาณาเขตวิญญาณที่ไม่มีคุณลักษณะ ก็มีอยู่เพียงสามอย่างเท่านั้น ได้แก่เคล็ดวิชากฎสวรรค์เทียนเต้า เคล็ดวิชาเทพสงครามโต้วจั้น และเคล็ดวิชาแห่งความว่างเปล่าซือคง ในสามอย่างนี้ เคล็ดวิชาเทียนเต้ามีความลึกซึ้งที่สุด เคล็ดวิชาโต้วจั้นมีความอหังการมากที่สุด และเคล็ดวิชาซือคงมีความลึกลับมากที่สุด หากพูดถึงความสำเร็จในอนาคตข้างหน้าก็น่าจะเป็นเคล็ดวิชาเทียนเต้า แต่ทว่าเคล็ดวิชาเทียนเต้าก็เป็นวิชาที่ฝึกยากที่สุด

        เมื่อมีอาณาเขตวิญญาณไร้คุณลักษณะ การฝึกยุทธ์ย่อมช้ากว่าผู้คนทั่วไป แต่หากฝึกเคล็ดวิชาเทียนเต้าได้สำเร็จ นั่นย่อมแข็งแกร่งที่สุด เนื่องเพราะมันมีคุณสมบัติอันหลากหลายสอดคล้องกับความไร้คุณลักษณะของอาณาเขตวิญญาณ หากฝึกเคล็ดวิชาเทียนเต้าได้สำเร็จ ก็จะสามารถฝึกวิชายุทธ์ของทุกคุณลักษณะได้ทุกรูปแบบ ส่งผลให้ผู้ฝึกมีอำนาจสูงสุด ทั้งยังสามารถเปิดเส้นทางของตนเอง

        หากฝึกเคล็ดวิชาทั่วไป อาณาเขตวิญญาณจะสามารถบรรจุจิตของสัตว์อสูรได้เพียงตนเดียว หากได้จิตอสูรที่แข็งแกร่งกว่าเดิมมา ก็ต้องใส่จิตอสูรตนใหม่เข้าไปแทนที่จิตอสูรเดิม แต่หากฝึกเคล็ดวิชาเทียนเต้า ผู้ฝึกจะสามารถหลอมรวมกับจิตอสูรที่มีคุณลักษณะต่างๆ กันได้ถึงเจ็ดตน แต่ละครั้งที่หลอมรวมจิตอสูรเข้าไป พลังก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดดครั้งหนึ่ง หากหลอมรวมจิตอสูรครบเจ็ดตน จะทำให้พลังปราณและพลังยุทธ์ก้าวหน้าขึ้นถึงระดับที่ไม่อาจจินตนาการได้เลยทีเดียว

        เนี่ยหลีลังเลอยู่นาน แม้อัตราการฝึกยุทธ์ไม่รวดเร็ว เทียบแล้วช้ากว่าตู้เจ๋อ ลู่เพียวและเพื่อนๆ อยู่มาก แต่หากฝึกสำเร็จ เช่นนั้นเคล็ดวิชาเทียนเต้าย่อมทรงอานุภาพที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย!

        เนี่ยหลีท่องเคล็ดวิชาและเริ่มลงมือเดินลมปราณจากขั้นพื้นฐาน ในอนาคตข้างหน้าเขาอาจต้องใช้ยาวิเศษมากมายช่วยเหลือ เวลานี้เพียงต้องเริ่มฝึกจากขั้นต้นเพื่อให้พื้นฐานมั่นคงก่อน

        เห็นเนี่ยหลีเริ่มฝึกลมปราณ ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกในห้องก็เริ่มฝึกเคล็ดวิชาของตน เริ่มดูดซับพลังปราณจากโลกและสวรรค์เพื่อเพิ่มพูนอาณาเขตวิญญาณของตน ยิ่งพวกเขาฝึกฝนก็ยิ่งพบว่าเคล็ดวิชาที่พวกตนฝึกนั้นลึกลับและลึกซึ้งเพียงใด

        หกคน หกอาณาเขตวิญญาณหมุนวนอย่างรวดเร็ว ซัดสาดเป็นระลอกแรงเร่ง

        ไม่ว่าจะเป็นตู้เจ๋อ ลู่เพียวหรือนักเรียนสามัญชนทั้งสามคน พลังวิญญาณของพวกเขาเริ่มดีขึ้นเป็นอันมาก

        ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นช่างน่าอัศจรรย์ใจ ไม่ว่าอย่างไร เคล็ดวิชาที่เนี่ยหลีมอบให้พวกเขาล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับสะท้านโลกสะเทือนโลกันตร์ เมื่อได้เริ่มต้น ความก้าวหน้าในการฝึกย่อมรวดเร็วกว่าเคล็ดวิชาทั่วไปนับสิบหรือนับร้อยเท่า

        เนี่ยหลีกำลังเดินลมปราณด้วยเคล็ดวิชาเทียนเต้า บัดนี้เขาไม่มัวคิดว่าการฝึกของตนจะเร็วจะช้าเท่าไหร่ ตรงกันข้าม กลับต้องการให้พื้นฐานของตนมีความมั่นคงไปทีละก้าวๆ อาณาเขตวิญญาณของเขาเปลี่ยนรูปไปไม่หยุดราวกับท้องทะเล พลังวิญญาณส่วนหนึ่งกระเพื่อมไหว เนี่ยหลีรู้สึกว่าพลังวิญญาณของตนเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก

        ขั้นแรกของการฝึกพลังวิญญาณก็เพื่อก้าวขึ้นถึงระดับที่กายใจเป็นหนึ่ง ด้วยความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของพลังวิญญาณ อาณาเขตวิญญาณก็ยิ่งสาดซัดกระเพื่อมไหว ค่อยๆ กระจายแสงสีฟ้าออกมา

        เนี่ยหลีและพวกอยู่ในห้องสมุด มุ่งมั่นกับการฝึกลมปราณ

        หนึ่งวัน สองวัน … วันเวลาผ่านพ้นไป พลังวิญญาณของเนี่ยหลีค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากห้าจุดจนถึงกว่าสามสิบจุดแล้ว

        อัตราเร็วเช่นนี้นับว่าน่าอัศจรรย์นัก หากเสิ่นซิ่วรู้ว่าความก้าวหน้าของเนี่ยหลีรวดเร็วจนน่ากลัวปานนี้ ไม่ทราบนางจะคิดอย่างไร

        เนี่ยหลียังนับว่าช้า ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกมีความก้าวหน้ารวดเร็วกว่าเนี่ยหลีมากนัก โดยเฉพาะตู้เจ๋อ เกรงว่าอีกไม่นานก็คงก้าวถึงระดับทองแดง

        ลองคิดๆ ดู หากพวกเขาฝึกจนจบระดับหนึ่งแล้ว ไม่ทราบพลังวิญญาณของพวกเขาจะก้าวหน้าไปถึงเพียงไหน?

        สองเดือนก้าวถึงระดับทองแดงหนึ่งดาว สำหรับเนี่ยหลีเรื่องนี้ไม่นับว่ามีอะไร และบางทีเนี่ยหลีอาจจะสามารถพัฒนาขึ้นถึงระดับสองดาวหรือสามดาวได้ภายในเวลาสองเดือนนี้ด้วยซ้ำ! การทดสอบที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ไม่ทราบเสิ่นซิ่วจะมีสีหน้าเช่นไร?

        เวลานี้ ในชั้นเรียนการต่อสู้เบื้องต้น

        หลายวันที่ผ่านมานี้ ที่นั่งของเนี่ยหลีและพวกต่างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเขาหายไปไหน

        ใกล้ถึงคืนวันที่สามแล้ว เนี่ยหลีคงไม่ลืมหรอกใช่หรือไม่? ในใจเซียวหนิงเอ๋อเฝ้ารอคอยให้ถึงเวลากลางคืนโดยเร็ว ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เซียวหนิงเอ๋อที่กำลังนั่งเงียบอยู่ตรงที่ประจำของนางก็เริ่มมีสีหน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าก็วาดรอยยิ้มอ่อนโยนจริงใจขึ้นมา ยิ่งแลดูงดงามชวนมองขึ้น พวกนักเรียนชายในห้องพากันมองจนเซ่อแล้ว

        เยี่ยจื่ออวิ๋นสงสัยใจยิ่ง สองสามวันนี้เซียวหนิงเอ๋อมักเหม่อลอย ทำให้นางรู้สึกสงสัยในเรื่องนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่จึงทำให้เซียวหนิงเอ๋อเหม่อลอยถึงเพียงนี้ เซียวหนิงเอ๋อคงมิได้แอบชอบเนี่ยหลีอยู่หรอกนะ? เยี่ยจื่ออวิ๋นไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มที่ชื่อเนี่ยหลีผู้นั้นมีอันใดดี เขาจึงสามารถทำให้เซียวหนิงเอ๋อผู้ถือตัวชื่นชอบเขาได้

        เสิ่นซิ่วบรรยายอยู่บนยกพื้นหน้าชั้นเรียนและชำเลืองมองไปยังที่นั่งว่างเปล่าหกที่ด้านหลัง ในใจร้องฮึ เนี่ยหลีคงกำลังพยายามฝึกอย่างหนัก แต่จะเป็นเช่นไรเล่า? เนี่ยหลีคิดว่าหากมันฝึกหนักก็จะสามารถเพิ่มพลังวิญญาณจากห้าจุดจนถึงร้อยจุดได้ภายในเวลาเพียงสองเดือนหรือ? นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!

        หากเนี่ยหลีมีอาณาเขตวิญญาณเหนือระดับสีเขียวหรือสีฟ้าก็ยังพอจะมีโอกาสอยู่บ้าง ทว่าเนี่ยหลีมีเพียงอาณาเขตวิญญาณสีแดง! ในความคิดของนาง เนี่ยหลีพ่ายแพ้แล้ว! เนี่ยหลีกล้าขัดแย้งกับนางในชั้นเรียนต่อหน้าสาธารณชน นี่ก็คือสิ่งที่มันต้องจ่าย!

        นางพอจะคิดออกอยู่ ถูกขับไล่ออกจากโรงเรียนเมื่อไหร่ เนี่ยหลีจะเคราะห์ร้ายเพียงใด

        เสิ่นซิ่วทำหน้ายิ้มเยาะบางๆ ขณะบรรยายต่อไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย “อาณาเขตวิญญาณเจ็ดชนิด สีแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า คราม ม่วง อาณาเขตวิญญาณสีแดงมีคุณภาพต่ำสุด หลายร้อยปีของเมืองกวงฮุย มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถฝึกจนเป็นผู้ควบคุมจิตอสูรระดับเงินได้ หากไม่มีสถานการณ์พิเศษอะไร อาณาเขตวิญญาณสีแดงย่อมมีข้อจำกัดในการกักเก็บพลังวิญญาณ ซึ่งอยู่ในราวหกร้อยจุด ยิ่งกักเก็บมาก ก็ยิ่งยากขึ้น!”

        ได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว พวกนักเรียนสามัญชนที่กำลังตั้งใจเล่าเรียนต่างพากันแสดงสีหน้าผิดหวัง พลังวิญญาณมีได้เพียงหกร้อยจุดเป็นอย่างมาก ซึ่งก็หมายความว่านอกเสียจากคนผู้นั้นจะมีโชคให้เสี่ยงอยู่บ้าง อย่างมากพวกเขาก็เป็นได้แค่นักสู้ระดับทองแดงห้าดาว

        พวกนักเรียนที่มีอาณาเขตวิญญาณสีแดงอดที่จะบ่นถึงความอยุติธรรมของโชคชะตาไม่ได้ เหตุใดพวกมันจึงมีอาณาเขตวิญญาณสีแดง

        “มีบางเรื่องราวที่ถูกสวรรค์กำหนดมาให้ตั้งแต่เกิด พวกเราต้องยอมจำนนกับวาสนาของตน บางคนก็คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด และบางคน ตั้งแต่เกิดมาก็มีฐานะต่ำต้อยเป็นแค่สามัญชน!” เสิ่นซิ่วทำเสียงหัวเราะ

        เยี่ยจื่ออวิ๋นและเซียวหนิงเอ๋อหน้าบึ้งคิ้วขมวดด้วยความรังเกียจ พวกนางไม่ชอบเสิ่นซิ่ว และคำพูดของเสิ่นซิ่วก็มากเกินกว่าจะยอมรับได้เสียจริง เมืองกวงฮุยอยู่ในภาวะถูกสัตว์อสูรคุกคามเสมอมา กระนั้นเสิ่นซิ่วยังเอาแต่กระพือให้เกิดความแตกแยกระหว่างสามัญชนกับชนชั้นสูง ไม่คำนึงถึงภาพรวมจนมากเกินไป

        เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซิ่ว เด็กนักเรียนสามัญชนต่างพากันกำหมัดของตนแน่น ฝ่ามือแทบจะมีเลือดไหลซิบๆ ออกมาแล้ว แม้พวกเขาโกรธเคืองกับคำพูดของเสิ่นซิ่วอย่างยิ่ง ทว่าทุกคนก็ยังต้องอดกลั้นไว้ มิใช่ทุกคนจะมีความกล้าพอที่จะขัดแย้งกับอาจารย์ผู้หนึ่งด้วยการใช้การลาออกจากโรงเรียนเป็นข้อพนัน

        พวกเขาไม่กล้าทำ ดังนั้นพวกเขาจึงนับถือเนี่ยหลีจากใจจริง

        สิ่งที่เนี่ยหลีไม่รู้ก็คือคำสบประมาทเย้ยหยันนักเรียนสามัญชนของเสิ่นซิ่วได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับนักเรียนสามัญชนทั้งหลาย นักเรียนสามัญชนแทบทุกคนอยากให้เนี่ยหลีชนะ และขับไล่เสิ่นซิ่วผู้เลวร้ายผู้นี้ออกไปจากโรงเรียน การกระทำที่ผ่านมาของเนี่ยหลีชนะใจนักเรียนสามัญชนเหล่านี้

        เวลาผ่านไป เรื่องที่เนี่ยหลีขัดแย้งกับเสิ่นซิ่วและตระกูลเสินเซิ่งต่อหน้าสาธารณชน รวมถึงเรื่องท้าพนันกับเสิ่นซิ่วได้แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนเซิ่งหลัน นักเรียนทั่วโรงเรียนต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้

        “เขากล้าพูดว่าภายในเวลาสองเดือน เขาจะเพิ่มพลังวิญญาณจากห้าจุดจนถึงร้อยจุด ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ!”

        “ใช่แล้ว แม้แต่อัจฉริยะระดับอาณาเขตวิญญาณสีฟ้ายังอาจจะทำไม่ได้!”

        “ข้าหวังว่าเนี่ยหลีจะชนะ เกลียดขี้หน้านางหญิงใจร้ายเสิ่นซิ่วผู้นั้นเสียจริงๆ”

        “ข้าก็ด้วย แม้ความหวังที่เขาจะชนะนั้นต่ำนัก” นักเรียนโรงเรียนเซิ่งหลันกว่าเจ็ดสิบส่วนเป็นลูกชาวบ้าน เนี่ยหลีขัดแย้งกับเสิ่นซิ่วและตระกูลเสินเซิ่งเพื่อยืนอยู่ข้างพวกเขา เพราะฉะนั้นในใจของพวกเขาล้วนยืนอยู่ข้างเนี่ยหลี

        มีคนมากมายที่ไม่ชอบตระกูลเสินเซิ่ง ทว่าก็มีเด็กจากครอบครัวชั้นสูงบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับเนี่ยหลี

        ต่อให้ตระกูลเสินเซิ่งเป็นฝ่ายผิด แต่ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเสินเซิ่งก็เป็นถึงหนึ่งในสามตระกูลหลักแห่งเมืองกวงฮุย การกระทำของเนี่ยหลีคือการขัดแย้งกับผู้ที่อาวุโสกว่า ดูหมิ่นผู้มีอำนาจ! พวกเขากระทั่งเห็นเนี่ยหลีเป็นขยะของชนชั้นสูง

        “บางคนชอบมั่วสุมอยู่กับพวกชาวบ้าน แล้วจะทำอย่างไรได้?” พวกเขาถากถางเนี่ยหลี

        ใกล้ค่ำแล้ว

        นักเรียนโรงเรียนเซิ่งหลันทุกคนกำลังกินมื้อค่ำ และห้องสมุดก็ว่างลง เนี่ยหลี ตู้เจ๋อ ลู่เพียวและพวกกินอาหารด้วยกันและก็กลับไปที่ห้องสมุดเพื่อฝึกต่อ

        “เนี่ยหลี พลังวิญญาณข้าได้แปดสิบเก้าจุดแล้ว ด้วยอัตราเร็วระดับนี้ ข้าคงสามารถเลื่อนขึ้นสู่ระดับทองแดงหนึ่งดาวได้ภายในอาทิตย์นี้!” ตู้เจ๋อกระซิบ น้ำเสียงของเขาฟังดูตื่นเต้นอย่างห้ามไม่อยู่ ความเร็วในการฝึกยุทธ์ระดับนี้หากให้เขาคิด ย่อมเป็นเรื่องสุดจะคิดถึงได้!

        “ไม่เลว” เนี่ยหลียิ้มบาง อัตราเร็วระดับนี้ไม่เกินความคาดหมายของเนี่ยหลี

        มิใช่แค่ตู้เจ๋อ ลู่เพียว เว่ยหนันและพวกก็ดีใจตื่นเต้นเช่นกัน พลังวิญญาณของพวกเขามีความก้าวหน้าอย่างยิ่ง ด้วยอัตราเร็วในขณะนี้ แม้สำหรับพวกเขา การเลื่อนขึ้นสู่ระดับทองแดงหนึ่งดาวภายในสองเดือนข้างหน้าก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

        พลังวิญญาณก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนเกินไปแล้ว เร็วจนพวกเขาคิดไม่ถึง ราวกับฝันไป!

        “พวกเราต้องทำยาวิเศษสักหน่อย หากมียาวิเศษ ความเร็วในการฝึกยุทธ์ของเราจะยิ่งเร็วขึ้น!” เนี่ยหลีพูด

        ได้ยินคำพูดของเนี่ยหลี หัวใจของตู้เจ๋อและลู่เพียวกระตุกวูบ จริงสิ พลังวิญญาณของพวกเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วภายในเวลาสั้นๆ นี่ยังเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้กินยาวิเศษใดๆ หากมียาวิเศษ ความเร็วในการฝึกยุทธ์จะน่าอัศจรรย์ถึงเพียงไหน?

        แต่ว่า แล้วพวกเขาจะไปหายาวิเศษได้จากที่ไหน?

        ยาวิเศษที่สามารถเพิ่มความก้าวหน้าให้แก่การฝึกยุทธ์ได้ อย่างน้อยต้องมีราคานับหมื่นเหรียญจิตอสูร!

        แม้ว่าพวกเขาเคยออกไปล่าแกะเขาโค้งและเก็บเงินได้ถึงกว่าหมื่นหกพันเหรียญจิตอสูร แต่ก็ใช้เงินซื้อผลึกวิญญาณไปแล้วมากมาย เหลืออยู่อีกแค่หมื่นเหรียญจิตอสูรเท่านั้น

        “พวกเจ้าอยู่ในห้องสมุดฝึกลมปราณต่อไปก่อน ข้ามีธุระต้องออกไปทำคืนนี้ ข้าจะหาวิธีเปลี่ยนเงินหมื่นเหรียญจิตอสูรที่เหลือให้ได้มากขึ้น!” เนี่ยหลีหัวเราะ หากมีเงินมากขึ้น พวกเขาก็จะสามารถซื้อยาวิเศษที่ช่วยเพิ่มความก้าวหน้าแก่การฝึกยุทธ์ได้

        ไม่ทราบเนี่ยหลีกำลังจะทำอะไร แต่ในเมื่อเนี่ยหลีวางแผนไว้แล้ว พวกเขาก็ไม่ถามอะไรมาก

        คืนนี้เนี่ยหลีและเซียวหนิงเอ๋อนัดแนะกันไว้! หากเนี่ยหลีสามารถช่วยเซียวหนิงเอ๋อรักษาอาการบาดเจ็บได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

        ตู้เจ๋อ ลู่เพียว เพื่อนยากพวกนี้อย่างไรก็คิดไม่ถึง เนี่ยหลีออกไปก็เพื่อพบเทพธิดาหนิงเอ๋อของพวกมัน หากรู้คงต้องเศร้าใจเป็นแน่ เจ้าบ้าเนี่ยหลี เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน!

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บันทึกราชันย์เทพอสูร” : https://bit.ly/2PKqEjk

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/505

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม