0 Views

        กระแสลมในฤดูใบไม้ร่วงพัดพาใบไม้ปลิวกลาดเกลื่อน

        ซูเหยียนเดินใกล้เข้ามาแล้วผลักประตูเหล็กที่ผุพังนั้นออก นางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า นางฉีกยิ้มกว้างและโค้งคำนับหนึ่งครั้ง ก่อนจะพูดน้ำเสียงอ้อนวอน

        “ข้าอยากจะขอร้องเจ้าสักเรื่อง…”

        “หืม? ว่ามาสิ…” ข้าว่าแล้ววางกระบี่ลง

        ชายกระโปรงพัดพลิ้วตามประลม เผยให้เห็นเนื้อขาขาวดุจหิมะ ถือเป็นทิวทัศน์ที่สวยที่สุดในโรงเกลากระบี่ นางเม้มปากพลางกะพริบตาก่อนพูดขึ้น “ที่วันนั้นเจ้าชนะข้าได้ เพราะรู้จุดอ่อนของกระบี่เพลิงกัลป์แล้วใช่ไหม?”

        “จุดอ่อนของกระบี่เจ้า?”

        ข้าครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ก็ประมาณนั้น ด้ามกระบี่ของเจ้าทั้งใหญ่และหนัก แต่ลักษณะของเพลงกระบี่ตระกูลซูต้องอาศัยความเร็วและไม่ต้องใช้พลังวิญญาณมาก ดังนั้นกระบี่เพลิงกัลป์จึงไม่เหมาะกับเพลงกระบี่ตระกูลซู… ซึ่งเจ้าน่าจะรู้ดี”

        “ใช่” ซูเหยียนดีใจเล็กน้อย นางมองตอบด้วยแววตาที่ชวนหลงใหล

        “สาเหตุที่ข้ามาวันนี้ เพราะเจ้าใช้เพียงกระบวนท่าง่ายๆ แต่สามารถหาจุดอ่อนของข้าได้ ฉะนั้นข้าต้องการแก้ไขข้อบกพร่องตรงนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าเอาชนะข้าได้ คนอื่นก็ต้องทำได้เหมือนกัน ข้าไม่อยาก… ไม่อยากจะแพ้ให้แก่ใครทั้งนั้น”

        สายตาของนางบ่งบอกถึงความอวดดี อาจเพราะนางอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นศิษย์ที่มีคะแนนสูงที่สุดในสำนักหมื่นวิญญาณของปีนี้

        ข้าหยุดคิดอยู่นาน กระทั่งนางพูดขึ้นมาอีกครั้ง

        “ทำไมล่ะ เจ้ายังสงสัยอะไรอยู่เหรอ ปู้อี้เชวียน?” นางถามพลางเอียงคอ

        ข้าสูดลมหายใจจนเต็มปอดก่อนจะพูดออกไป “ข้าไม่มีสิทธิ์ไปสอนอะไรเจ้าหรอกนะ”

        “ทำไมล่ะ?”

        “เพราะเจ้าเป็นถึงศิษย์อันดับหนึ่งของปีนี้ ส่วนข้าเป็นแค่ศิษย์สำรองคนหนึ่งเท่านั้น และอีกอย่าง…” ข้าชะงักแล้วมองเข้าไปในดวงตาคู่นั้น “เพราะต่างรู้ดีว่าเพลงกระบี่ตระกูลซูเป็นหนึ่งในเพลงกระบี่ที่เลื่องลือในใต้หล้า ทั้งตระกูลเจ้ายังมีประวัติความเป็นมายาวนาน จึงไม่มีเหตุผลให้ศิษย์สำรองอย่างข้าสอนหรอก เจ้าว่าจริงไหม?”

        นางเม้มริมฝีปากสวยก่อนจะพูดต่อ “เจ้ายังโกรธข้าอย่างนั้นเหรอ?… เรื่องวันนั้นข้าต้องโทษจริงๆ”

        ข้าได้นแบบนั้นจึงเผลอยิ้มออกมา “เจ้าเข้าใจผิดแล้วล่ะ ข้าไม่ได้โกรธเรื่องนั้น แค่รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรเท่านั้น”

        “ไม่จริง… เจ้าคู่ควร!”

        ซูเหยียนทำหน้าจริงจังก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน “ข้า! ซูเหยียนแห่งพันธมิตรนักปราชญ์ขาวขอร้องเจ้าด้วยความจริงใจ… โปรดช่วยแก้ไขจุดอ่อนของข้าด้วยเถอะนะ ข้าไม่ให้เจ้าสอนเปล่าๆ แน่นอน…”

        นางไม่พูดเปล่า พลางล้วงมือหยิบบัตรสีเงินในกระเป๋าด้านซ้ายออกมา “ในนี้มีเงินสองแสนเหรียญหลงหลิง ถือเป็นค่าเล่าเรียนของข้าแล้วกัน”

        ฮะ สองแสนเหรียญ!

        ข้าตะลึงไปพักใหญ่ ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวข้ามีแค่สองพันเหรียญหลงหลิงเท่านั้นเอง แต่นางกลับให้ถึงสองแสนเหรียญ ไม่เสียแรงที่เป็นลูกเสนาบดี ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนต้องมากกว่านี้แน่ แต่จะให้รับเงินคงดูไม่ดีเท่าไร เพราะยังไม่ได้เริ่มสอนและไม่รู้ว่าจะสอนได้ดีหรือเปล่า พอคิดได้แบบนี้จึงบอกปฏิเสธไป

        “เก็บเงินไว้เถอะ ข้าไม่รู้จะทำให้ศักยภาพของเจ้าเพิ่มขึ้น หรือช่วยแก้ไขจุดอ่อนนั้นได้อย่างไร เพลงกระบี่ตระกูลซูเป็นของล้ำเลิศ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะไปดัดแปลงได้ง่ายๆ…”

        “พูดแบบนี้แสดงว่าเจ้ารับปากแล้วสินะ” นางดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่

        “คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ แต่ข้าอาจจะสอนได้ไม่ดีเท่าไร ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนก็ช่างมันเถอะ แต่ว่า…” ข้าหยุดคิดแล้วพูดต่อ “เวลาเจ้ามาที่นี่แค่เอาของกินติดไม้ติดมือมาด้วยทุกวันก็พอ ขอเยอะๆ หน่อยก็ดี…”

        “ฮะ?” นางนึกแปลกใจกับข้อเสนอ แต่ก็ยอมรับแต่โดยดี “ไม่มีปัญหา อย่างนั้นพวกเราจะเริ่มกันได้หรือยัง?”

        “อืม เจ้าเรียกอาวุธวิญญาณออกมาก่อน”

        “ได้!”

        นางถอนหายใจออกเบาๆ มือขวายื่นไปข้างหน้าในท่าจับกระบี่ ครู่หนึ่งด้ามกระบี่ที่มีลวดลายสลักสวยงามก็เผยออกมา จากเปลวไฟที่ลุกโชนกลายเป็นกระบี่เล่มยาวลอยตัวอยู่กลางอากาศ นางคว้ากระบี่แล้วกวัดแกว่งไปมา และนั่นคืออาวุธวิญญาณของซูเหยียน… กระบี่เพลิงกัลป์ ตัวแทนแห่งความพิโรธของมังกร

        อู้…

        ด้วยอานุภาพที่รุนแรงจนข้าต้องถอยห่างเล็กน้อย ก่อนจะอธิบาย“เจ้าดูสิ กระบี่เล่มนี้ยาวอยู่แล้ว ทั้งด้ามจับยังยาวถึงหนึ่งในสามด้วย จึงไม่เหมาะกับเพลงกระบี่ตระกูลซู แต่ถ้าลองปรับสักหน่อยน่าจะแก้ไขได้ ตอนข้าฝึกฝนอยู่ที่ถนน… ไม่ใช่สิ เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยเรียนการปรับจุดอ่อนจากสหายคนหนึ่ง จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าเป็นเพลงกระบี่ ออกจะเป็นทักษะมากกว่า”

        “อืม เจ้าว่ามาสิ!” ซูเหยียนว่าแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

        “ทักษะนี้เรียกว่า ปลายพู่กัน… เจ้าน่าจะพอรู้มาบ้างว่าก่อนที่สหพันธ์หลงหลิงจะหันมาใช้ปากกาหมึกซึม ผู้คนต่างใช้พู่กันมาก่อน และจากการตวัดปลายพู่กันจึงเป็นที่มาของชื่อทักษะนี้ โดยมีทั้งหมดหกกระบวนท่าคือ ความดุดัน การป้องกัน การซ่อนเล็บ การเปลี่ยนทิศ การฉกชิง และการประจันหน้า หากเจ้าเรียนครบทุกกระบวนท่า น่าจะช่วยปรับเพลงกระบี่ให้ดีขึ้นได้”

        หลังอธิบายจบจึงใช้เท้าเกี่ยวกระบี่ขึ้นมาจับ “วันนี้ข้าจะสอนทักษะความดุดันของกระบวนท่าให้เจ้าก่อน… ดูให้ดีล่ะ”

        “อืม”

         เมื่อกระชับกระบี่ให้แน่นและเป็นหนึ่งเดียวกับความคิดความอ่านจึงทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างชำนาญ กระทั่งจบกระบวนท่า ส่วนซูเหยียนได้แต่ยืนอ้าปากค้าง ก่อนจะพูดขึ้น “ข้า… ข้าไม่เคยเห็นเพลงกระบี่ที่ประหลาดแบบนี้มาก่อนเลย”

        ข้ายิ้มออกมา “ถึงแม้กระบวนท่าจะไม่ได้สวยงาม แต่สามารถนำไปใช้ได้จริง”

        “ข้าอยากลองบ้าง”

        “เอาสิ”

        ข้ากลับไปเกลากระบี่ต่อ ส่วนซูเหยียนกำลังตั้งใจฝึกฝนเพลงกระบี่ที่ข้าสอนไปเมื่อครู่ ซึ่งนางพยายามอย่างหนักกระทั่งค่ำมืดจึงขอตัวกลับไป

        …

        หลังจากส่งนางกลับไปแล้ว ข้าจึงกลับมานั่งตรงขอนไม้หน้ากระท่อมแล้วเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาการต่าสู้อีกครั้ง เพราะเป็นวิชาที่ฝึกฝนเรื่อยมาตั้งแต่ปราณวิญญาณถูกทำลาย จึงไม่สามารถใช้พลังขั้นแรกของเคล็ดวิชาการต่อสู้ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ใช้ได้ตอนนี้มีเพียงพลังพื้นฐานเท่านั้น

        ข้าสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะรับรู้ถึงพลังวิญญาณในเส้นปราณที่แล่นผ่านตามร่างกาย และเริ่มไหลเวียนเร็วขึ้นตามการเคลื่อนไหว ไม่นานแสงสีขาวก็แผ่ซ่านออกมารอบตัว

        กระทั่งไหลเวียนจนครบห้ารอบจึงเกิดพลังบางอย่างขึ้นที่ฝ่ามือ ตามด้วยเบาๆ จากภายใน ไม่นานเส้นลมปราณและพลังวิญญาณได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน และกลุ่มก้อนพลังลอยนิ่งระหว่างมือทั้งสองข้าง ความรู้สึกเย็นฉ่ำคล้ายกับสายน้ำทำให้ร่างกายตื่นตัว ทั้งพลังในลมปราณยังเพิ่มขึ้นเช่นกัน

        ถือเป็นเค้าลางของธาราไร้เสียง จากการฝึกฝน “ธาราแกร่ง” แสดงว่าข้าฝึกฝนพลังระดับหนึ่งในขั้นต้นของเคล็ดวิชาการต่อสู้สำเร็จแล้ว!

        ทว่าการฝึกเพื่อบรรลุเคล็ดวิชาต่างๆ ประกอบด้วยหลายขั้น แต่ละขั้นมีตั้งแต่ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสมบูรณ์ และระดับเซียนซึ่งเป็นระดับสูงสุด

        ขณะนั้นพลังธาราแกร่งเริ่มเสียการควบคุมและสลายไป ตามร่างกายและใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจนดวงตาเริ่มพร่ามัว

        ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสอง การฝึกฝนใช้เวลากว่าสามชั่วโมง แต่กลับบรรลุได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น  จู่ๆ ความหิวก็เข้าครอบงำอีกครั้ง คงเพราะพลังลมปราณที่กระจายไปตามส่วนต่างๆ จนรู้สึกได้ถึงความเบาของร่างกาย ซึ่งเป็นผลจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาการต่อสู้ขั้นที่หนึ่งทำให้สูญเสียพลังไปมากพอสมควร

        บนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ หลายพรรคต่างมีประวัติที่ยาวนานและซับซ้อน หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน วิหารวิญญาณวรยุทธ์ได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการแบ่งเคล็ดวิชาของแต่ละพรรคเป็นขั้นๆ ตามอานุภาพความแข็งแกร่งและผลกระทบของพลัง โดยแบ่งตามขั้นจากต่ำไปสูง คือ ขั้นธรรมดา ขั้นสาม ขั้นสอง ขั้นหนึ่ง ขั้นสูง และขั้นสุดยอด ส่วนเคล็ดวิชาการต่อสู้ของตระกูลปู้ ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เล่ากันว่าเคยโด่งดังเป็นที่เลื่องลืออย่างมากเมื่อพันปีก่อน ต่างจากตอนนี้ อาจมาจากคนในตระกูลปู้มิได้โอ้อวดสักเท่าไร จึงเป็นเหตุให้ซบเซาลงตามกาลเวลา แต่ถึงอย่างไรเคล็ดวิชาขั้นที่หนึ่งนี้ก็มีความเฉพาะตัวซึ่งยากเกินกว่าที่ใครจะฝึกได้

        ข้าเอนตัวลงนอนแต่ยังหลับได้ไม่ถึงห้าชั่วโมง เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น

        หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว ขณะนั้นเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็กำลังใกล้เข้ามาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากหญิงงามที่พัดลอยตามลม ซึ่งนางคือผู้ช่วยสวี่ลู่ที่กำลังหอบตำราเล่มเก่าเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “ปู้อี้เชวียนอยู่หรือเปล่า?”

        “อยู่ขอรับ พี่สวี่ลู่เองเหรอ!”

        “อืม รองเจ้าสำนักมาไม่ได้ จึงไหว้วานให้ข้านำของมาให้พร้อมกับส่งข่าวเจ้าแทน”

        “อ้อ?”

        ข้ารับกองตำราที่แสนหนักอึ้งนั้นมา ก่อนจะถามอย่างสงสัย “พวกนี้มัน… คืออะไร?”

        “ตำราเรียนไง ถึงจะเป็นศิษย์สำรอง แต่ก็ถือว่าเป็นศิษย์ใหม่ของสำนักอยู่ดี ฉะนั้นจึงต้องมีตำราเรียนของสำนักหมื่นวิญญาณไงล่ะ!”

       เมื่อมองเผินๆ มีด้วยกันทั้งหมดหกเล่ม ทั้งทักษะกระบี่ขั้นต้น เพลงกระบี่วายุสังหารโดยละเอียด ใจความหลักของกระบี่ลม ปืนผาหน้าไม้สมัยใหม่ และวิชาลมหายใจมังกร แต่เล่มสุดท้ายกลับต่างออกไปจากเล่มอื่นตรงที่ใช้วิธีการเขียนแทนการพิมพ์ อีกทั้งหน้าปกยังเขียนด้วยข้อความที่กระชับและลึกซึ้ง ซึ่งเป็นลายมือของพี่เสวียนยินด้วย

        สวี่ลู่ที่รู้ว่าข้ากำลังสงสัยจึงถามพลางยิ้มที่ “เจ้าน่าจะรู้จักวิชาลมหายใจมังกรใช่ไหม?”

        “อืม มันคือวิชาประจำสำนัก”

        “ไม่เลวนี่ วิชาลมหายใจมังกรเป็นวิชาที่ผู้ก่อตั้งสำนักหมื่นวิญญาณคิดค้นเพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนวรยุทธ์ ผู้คนในใต้หล้าต่างต้องการเรียนวิชาขั้นสูง แต่ทางสำนักมีกฎว่ามีเพียงศิษย์ของสำนักเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนวิชานี้ได้ ส่วนพวกหัวขโมยที่แอบลักลอบเรียนก็จะถูกตักเตือน หรือถึงขั้นลงโทษจากคนในสำนักเลยทีเดียว ฉะนั้นเจ้าควรจะคว้าเอาไว้ให้ดี” พูดจบนางก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้เบาลง เพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน “เล่มนี้พี่สาวของเจ้าแอบลอกมาเลยนะ ในนี้มีสิ่งที่นางฝึกฝนแล้วเขียนเอาไว้อย่างละเอียด ในโลกมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น เพราะอย่างนั้นนางจึงบอกกับข้าให้นำมาให้เจ้า”

         ข้าดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “อ้อ… ขอบคุณท่านมากนะพี่สวี่ลู่”

        “มาเกรงใจอะไรกัน พี่ของเจ้ายังฝากคำพูดมาอีกด้วยนะ”

        “หืม นางฝากท่านมาบอกกับข้าอย่างนั้นเหรอ?”

        “นางบอกว่า…” สวี่ลู่หยุดคิดพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เห็นนางว่าเคล็ดวิชาการต่อสู้ของตระกูลปู้ยังมีพลังที่ได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่ล้ำเลิศที่สุดในใต้หล้า แต่ก็มีผลเสียต่อผู้ที่ฝึกฝนไม่น้อยเหมือนกัน จึงไม่อยากให้เจ้ารีบร้อนเกินไป แต่ต้องการให้เจ้าเรียนวิชาลมหายใจมังกรจนถึงขั้นที่หกก่อน มีเพียงวิชานี้เท่านั้นถึงจะสามารถตีพลังในตัวของเจ้าให้แตก และเรียนเคล็ดวิชาการต่อสู้ระดับที่สูงขึ้นได้”

        “แบบนี้นี่เอง…”

        พอได้ยินแบบนี้ ข้าจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเมื่อคืนที่ข้าไม่สามารถทะลวงขั้นสองของระดับธาราแกร่งได้ เพราะกำลังภายในได้หายไปเมื่อครั้งที่ถูกเผาทำลายลมปราณ ทั้งพื้นฐานยังเป็นวิชาธรรมดาอย่างวิชาหมีคำรามซึ่งข้ากับซ้งเชียนบังเอิญไปเจอบนชั้นตำราและแอบเรียนมาเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถตีแตกกำลังภายในได้

        สุดท้ายพอท่านพ่อรู้เข้า พวกเราจึงถูกท่านตีจนเกือบตาย มาถึงวันนี้แม้ปราณวิญญาณจะถูกเผาทำลาย แต่กลับได้ฝึกฝนวิชาขั้นสูงอย่างลมหายใจมังกร แค่นี้ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปแล้วล่ะ!

        “ขอบคุณท่านมากนะพี่ลู่!” ข้าดีใจจนเผลอพูดขอบคุณไปหลายครั้ง

        นางยิ้มบางแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องเกรงใจๆ พี่เจ้าออกไปทำงานที่อื่นประมาณสามถึงห้า ถ้าเจ้าอยากได้อะไรมาบอกข้าแล้วกัน แต่อาจจะมาหาได้ไม่บ่อยนัก เพราะถ้ามาเกินไปคนอื่นจะสงสัยเอาได้”

        “อืม ข้ารู้แล้วล่ะ ท่านกลับดีๆ ล่ะ”

        …

        หลังจากสวี่ลู่กลับไป ข้าก็กอดตำราเล่มนั้นไว้แน่นราวกับเป็นของล้ำค่า!

        แม้จะอยู่ในอาการสะลึมสะลือ แต่กลับรู้สึกถึงความท้าทายที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงการฝึกฝนจะง่ายแต่ก็สูญเสียพลังไปมากเหมือนกัน ยิ่งยาฟื้นฟูพลังมีราคาแพง จึงไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างข้าจะซื้อได้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)