0 Views

       ตอนนี้ข้าสามารถเรียกอาวุธวิญญาณได้หรือยัง?

        จู่ๆ ความคิดก็แวบเข้ามาในหัวก่อนจะวาดมือไปบนอากาศแล้วเปล่งเสียงดังลั่น “จงออกมา กระบี่คมจันทราของข้า!”

        ชวิ้ง!

        แสงที่ส่องประกายสว่างจ้าจนไม่สามารถลืมตาขึ้นได้ แต่เพราะพลังวิญญาณที่ยังไม่มากพอ กระบี่จึงปรากฏได้เพียงครึ่งนาทีก่อนจะอันตรธานหายไป

        ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

        เสียงเคาะประตูดังขึ้น และตามด้วยเสียงของพี่เสวียนยิน “เสี่ยวเชวียน เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

        แต่ไม่ทันไรก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนแรงจนทรุดลงไปกองที่พื้น นึกไม่ถึงว่าร่างกายจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ เหมือนไม่ใช่ข้าคนเดิมเลยสักนิด

        เมื่อกระเสือกกระสนคลานไปเปิดประตูได้ นางก็รีบเข้ามาพยุงเหมือนรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ก่อนจะพยุงมาส่งที่เตียง “เห็นสภาพแบบนี้ แสดงว่าเจ้าคงเริ่มใช้พลังวิญญาณด้วยตัวเองอีกครั้งสินะ”

        ข้าพยักหน้ารับใบหน้ามีความสุข “อืม แม้ว่าพลังจะลดลงและมีไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของเมื่อก่อน แต่ดีกว่ากลายเป็นพวกไร้น้ำยาไปตลอดชีวิต”

        “สวี่ลู่ ไปเอาของเข้ามา”

        “ได้”

       สวี่ลู่เดินกลับเข้ามาพร้อมกับแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านช่องประตู จึงได้รู้ว่าตอนนี้ดึกแล้วพอสมควร ข้ารู้สึกละอายใจที่ทำให้นางทั้งสองต้องลำบากยืนรอจนป่านนี้

        สวี่ลู่เดินถือกล่องใส่อาหารเข้ามา เมื่อเปิดออกกลิ่นหอมๆ ก็ลอยฟุ้งมาเตะจมูกทันที ข้ารู้ได้ว่าต้องอร่อยมากแน่ๆ… เนื้อ!

        “มีเนื้อหรือเปล่า?” ข้าว่าพลางทำตาโต

        ปู้เสวียนยินพูดน้ำเสียงที่เหมือนจะโมโหเล็กน้อย “ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ ลมปราณภายของเจ้าอ่อนแอถึงขั้นสุดแล้ว เดี๋ยวมื้อนี้ข้าจะป้อนให้เอง พอกินเสร็จแล้วจะได้รีบพักผ่อน”

        “ขอบคุณท่านมากเลยนะพี่เสวียนยิน”

        เพียงแค่คำแรกก็รับรู้ถึงความสดใหม่และความนุ่มลิ้นแบบเกินบรรยาย “นี่มันเนื้ออะไรกันเหรอ ข้าไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยเท่านี้มาก่อนเลย”

        “อร่อยก็กินเข้าไป จะถามอะไรเยอะแยะ?” ปู้เสวียนยินพูดด้วยน้ำเสียงเดิม

        สวี่ลู่ซึ่งยืนพิงอยู่ที่มุมโต๊ะพูดขึ้น “นี่คือเนื้อของเสือมังกร จะช่วยฟื้นฟูพลังที่เสียไปให้กลับคืนโดยเร็ว ราคาของเนื้อทั้งหมดตกอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญหลงหลิง หรือเท่ากับเงินเดือนของท่านรองเจ้าสำนักทั้งเดือนเลยล่ะ”

       ฮะ!

        ข้าชะงักไปก่อนจะพูดขึ้น “พี่เสวียนยิน… ข้าขอโทษจริงๆ ที่ทำให้ท่านต้องเสียเงินเยอะขนาดนี้”

        “รีบกินเข้าไปเถอะน่า มันแพงมากนะรู้ไหม…” สีหน้านั้นบ่งบอกว่านางเองก็เสียดายเงินที่จ่ายไปเช่นกัน

        สวี่ลู่พูดต่อ “เสือมังกรเป็นสัตว์ที่หายากชนิดหนึ่ง ท่านรองเจ้าสำนักต้องดั้นด้นไปถึงเมืองหลิงหยุน แม้จะเหนื่อยสักแค่ไหนก็ไม่ย่อท้อ เจ้าต้องรักพี่สาวให้มากๆ หน่อยแล้วกัน เพราะนางรักเจ้ามากทีเดียว”

        ปู้เสวียนยินหันหน้าไปถลึงตาใส่และบ่นอุบ “ทำไมวันนี้เจ้าถึงได้พูดมากนักนะสวี่ลู่!”

        สวี่ลู่แลบลิ้นปลิ้นตาแล้วพูดต่อ “ข้าไม่พูดแล้วก็ได้ เสี่ยวเชวียน เห็นว่าเจ้ากินเยอะ นอกจากเนื้อเสือมังกรยังมีแผ่นแป้งย่างด้วยนะ เจ้าจะกินเลยไหม?”

        “อืมๆ”

        หลังจากกินอย่างมุมมามจนอิ่มแปล้ ร่างกายจึงเริ่มอบอุ่นขึ้น อย่างที่สวี่ลู่พูดไว้ไม่มีผิดว่าเนื้อเสือมังกรที่หายากช่วยฟื้นฟูได้ดีจริงๆ

        พอเห็นข้าเริ่มผ่อนคลายมากและหลับไปในที่สุด พวกนางจึงกลับไป

        …

        วันต่อมา

        สิ้นเสียงนาฬิกาปลุก ข้าตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่นมีชีวิตชีวา รวมทั้งพลังวิญญาณในตัวที่เพิ่มมากขึ้น แม้พลังจะฟื้นฟูได้ไม่ถึงหนึ่งส่วน อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้อ่อนแอจนใครจะรังแกได้!

        งานของข้ายังเป็นการเกลากระบี่และนำไปส่งยังสนามฝึกซ้อมเหมือนเช่นทุกวัน

        กระทั่งผ่านมาได้ครึ่งทาง ข้าก็มาถึงสนามที่แปด ซึ่งซูเหยียนและศิษย์ร่วมห้องของนางกำลังฝึกฝนอย่างขะมักเขม้น

        การกลับมาเจออะไรเดิมๆ แบบนี้ ทำให้รู้ว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีอีกครั้ง

        ขณะซูเหยียนกำลังฝึกฝนกระบี่ท่ามกลางศิษย์คนอื่นๆ กระบี่ของนางปลดปล่อยพลังวิญญาณให้เห็นอยู่เป็นรางๆ นางปรายตามองข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปจดจ่อกับการฝึกตามเดิม

        หลังจากนำกระบี่ลงจากรถและกำลังจะเข็นออกมา จู่ๆ ก็ต้องชะงักเพราะเสียงเรียกของใครคนหนึ่ง“เฮ้ย! เจ้าศิษย์สำรองคนนั้นน่ะ!”

        ข้าหันไปตามเสียงจึงพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเฉิ่นลั้ง เวรกรรมจริงๆ เลย!

        “มีเรื่องอะไร?”

        “มีอยู่แล้ว เจ้าทำให้ข้าถูกตาแก่จากฝ่ายปกครองตำหนิครึ่งค่อนวันจนหูชา แล้วคิดจะจบง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ?” เขาพูดพลางแสยะยิ้ม“ถ้าวันนี้ไม่ได้สั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก ข้าคงจะนอนไม่หลับแน่ๆ”

        “เจ้ายังอยากถูกบ่นอีกรอบเหรอ?” ข้าว่าพลางยิ้ม

        เฉิ่นลั้งพูดเสียงเรียบ “สั่งสอนเหรอ ฝันไปเถอะ คราวนี้จะไม่ถูกอบรบเป็นครั้งที่สองแน่นอน ส่วนวันก่อนเพราะท้าประลองกับคนที่อ่อนแอกว่าจึงผิดกฎของสำนัก แต่วันนี้ข้าตั้งใจมาอัดเจ้าโดยเฉพาะ อย่างมากก็แค่มีโทษทะเลาะวิวาทติดตัว ถึงตอนนั้นสำนักหมื่นวิญญาณก็จะทำอะไรข้าไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายป้องกันเมืองหลินเสี่ย ที่สำคัญ… เจ้ารู้หรือเปล่าว่าพ่อของข้าเป็นใคร?”

        ศิษย์ที่อยู่ข้างๆ เฉิ่นลั้งพร้อมใจกันพูดอย่างพร้อมเพรียง “หัวหน้าของฝ่ายป้องกันเมืองหลินเสี่ย!”

        ข้าเกือบจะอาเจียนออกมาแล้วเชียว นี่กำลังขู่ให้ข้ากลัวอยู่อย่างนั้นเหรอ? ทำไมคนที่ดูอายุมากกว่าถึงดูไม่เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด!

        “ไม่สู้”

        ข้าพูดตัดบทไปดื้อๆ เพราะถึงพลังของข้าจะฟื้นฟูบางส่วน แต่ถ้าต้องประลองกับเฉิ่นลั้งก็ไม่มีทางชนะ และคติประจำใจของข้าคือสู้ไม่ได้ก็อย่าสู้เลยดีกว่า!

        ขณะนั้นสุ่มเสียงที่ไพเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “สู้เลยสิ ทำไมเจ้าไม่สู้กับเขาล่ะ?”

        ข้าชะงักก่อนจะหันตามเสียงนั้นไป จึงพบกับหญิงสาวที่ยืนถือแก้วน้ำอยู่ในมือ ทั้งหน้าตาที่คล้ายกับเห็นที่ไหนมาก่อน… อ๋อ นางคือคนที่ซูเหยียนเรียกว่าอาเหยา สาวน้อยที่นัยน์ตาใสและร่าเริง ชายกระโปรงที่พัดพลิ้วตามแรงลม เผยให้เห็นปลอกขาที่มีกริชสั้นเสียบอยู่ถึงเจ็ดเล่ม

        เฉิ่นลั้งขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตั้นไถเหยา อย่าเข้ามายุ่งดีกว่า เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า! และอย่าคิดว่าตัวเองอยู่ในสิบอันดับแรกแล้วจะมาอวดดี อย่าลืมสิ…ว่าเจ้าก็แค่ผู้ฝึกฝนตำแหน่งซัพพอร์ตเท่านั้น!”

        “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะลงมือเองสักหน่อย!”

        ตั้นไถเหยากะพริบตาถี่พลางพูดสีหน้าเจ้าเล่ห์ “ข้าแค่ชอบเห็นคนตีกันเท่านั้นเอง ปู้อี้เชวียน เจ้าต้องสู้นะแล้วข้าจะคอยให้กำลังใจเจ้าเอง สู้ให้สบายใจและเต็มที่ ข้าชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว!”

        “แต่เจ้าก็รู้นี่ ว่าข้าสู้เฉิ่นลั้งไม่ได้…” ข้าตอบกลับเหมือนรู้ชะตากรรมของตัวเอง

        ตั้นไถเหยาโยนแก้วน้ำในมือทิ้ง ก่อนจะเท้าสะเอวแล้วยืดอกพูดขึ้น “เจ้าคิดว่าที่ข้าบอกเป็นเพียงคำพูดให้กำลังใจแบบลมๆ แล้งๆ อย่างนั้นเหรอ?  วางใจได้ กำลังใจของข้ามันมีอยู่จริง!”

        ถึงข้าจะฟังไม่เข้าใจ แต่กลับยิ่งรู้สึกว่านางพยายามเอาน้ำมันราดรดลงในกองไฟให้ลุกลามกว่าเดิม

        …

        และดูเหมือนว่าเฉิ่นลั้งจะเริ่มหมดความอดทนเสียแล้ว “ปู้อี้เชวียน เจ้ายังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า คิดจะเอาแต่หลบอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงหรือไง”

        พอได้ยินแบบนั้นจึงขบกรามแน่นแล้วตอบกลับโดยไม่ลังเล “สู้!”

        “ดี ข้าต้องการแค่นี้แหละ!” เฉิ่นลั้งร้องบอก เผยให้เห็นพลังวิญญาณที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ก่อนจะเรียกกระบี่สลายวิญญาณอันคมกริบออกมา

        “เอาเลยๆ!”

        ตั้นไถเหยายิ้มชอบใจแล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกมาด้านหน้า เพียงครู่เดียวอาวุธวิญญาณก็ปรากฏขึ้น และนั่นคือไม้เท้าเวทย์น้ำแข็ง ที่มีกลิ่นอายความเย็นอันหนาทึบปกคลุมเอาไว้ นางชูไม้เท้าขึ้น อีกมือชี้ยังหน้าอกของข้าแล้วหลับตาลงท่องคาถาบางอย่าง จากนั้นมวลพลังค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ชายกระโปรงปลิวสะบัดจนเกือบเห็นชั้นใน ก่อนที่นางจะพลันลืมตาขึ้นแล้วแผดเสียงดังก้อง “เพิ่มพลัง!”

        วูบ!

        ข้าสั่นไหวให้กับพลังที่พุ่งเข้ามาและหลอมรวมอยู่ในตัว นางทำให้พลังวิญญาณของข้าเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า ซึ่งทำให้ข้าพอใจเป็นที่สุด

        ข้ามัวแต่ดีใจกระทั่งตั้นไถเหยาร้องบอกหน้าตาตื่น“ระวัง!!”

        เฉิ่นลั้งกระโจนเข้ามา กระบี่ในมือกวัดแกว่งไปมาก่อนจะฟันลงแนวเฉียง

        ข้ากระโดดถอยหลบมาครึ่งก้าวแล้ววาดมือบนอากาศเพื่อเรียกกระบี่ พริบตาเดียวอาวุธวิญญาณระดับเงินที่ดำสนิทจึงปรากฏกายออกมา เจอกันอีกแล้วสินะ กระบี่คมจันทรา!

        เพียงแค่เห็นกระบี่คมจันทรา เฉิ่นลั้งก็ถึงกับยืนตะลึง ข้าจึงฉวยโอกาสนี้ใช้พลังจากเคล็ดวิชาการต่อสู้ส่งผ่านไปยังกระบี่ ส่วนปลายแผ่ซ่านพลังคล้ายระลอกคลื่นลูกใหญ่สีขาวบริสุทธิ์กำลังสาดซัดใส่อีกคนอย่างดุเดือด

        ตูม!

        เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นในอากาศ การฟาดฟันของข้าครั้งนี้ เหมือนกับการใช้กระบี่ฟันลงบนกระสอบทราย ด้วยแรงกระแทกทำให้เฉิ่นลั้งและกระบี่ประจำกายปลิวหายเข้าไปในพงหญ้า และชนเข้ากับต้นไม้อย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น แม้แต่นกกายังบินว่อนด้วยความแตกตื่น

        “พี่เฉิ่นๆ!” พวกลูกสมุนรีบเข้าช่วยพยุงเขาขึ้นมา แต่ดูเหมือนจะแค่สลบ ไม่ได้อาการสาหัสมากนัก

        กระจอกจริงๆ!

        …

        ข้าสลายกระบี่แล้วหันมายิ้มให้ตั้นไถเหยา “ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้เจ้าช่วยไว้ ข้าคงต้องอับอายอีกแน่นอน”

        นางดูสวยเมื่อยิ้มออกมา ร่างบางขยับเข้ามาใกล้แล้วกะพริบตาถี่ “ข้าแค่รู้สึกไม่ชอบใจเท่านั้น ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกฝนวิญญาณ ถ้าเกิดไม่ชักดาบออกมาช่วย แล้วจะต่างอะไรกับคนตายกันล่ะ ถึงแม้ว่า… ข้าจะไม่มีดาบก็เถอะ”

        นางหรี่ตามองแล้วพูดต่อ “ปู้อี้เชวียน เจ้าคงไม่ใช่ผู้ที่ถูกขนานนามว่าผู้เก่งกล้าอันดับหนึ่งในแผ่นดินใหญ่ที่มาจากเมืองหยินเย่เฉิงคนนั้นใช่ไหม?”

        “ข้า…”

        นางที่เหมือนรู้ทุกอย่างอยู่แล้วปัดมือพูดแบบขอไปที “เจ้าไม่ต้องอธิบายแล้วล่ะ… พลังพรสวรรค์ของข้าสามารถเพิ่มพลังให้คนธรรมดาได้ไม่เกินห้าเท่า แต่เมื่อครู่นี้กลับเพิ่มให้เจ้าเกินกว่าห้าเท่า แสดงว่ายังมีพลังในตัวของเจ้าอีกมากที่ไม่ได้ใช้สินะ… น่าสงสัยจริงๆ และไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอกนะ อีกอย่างข้าเป็นเพื่อนสนิทของซูเหยียน ซึ่งนางรับปากว่าจะไม่หาเรื่องเจ้าอีก ไว้เจอกันคราวหน้านะ!”

        ข้ามองแผ่นหลังของหญิงงามที่เดินไกลออกไปอย่างครุ่นคิด

        ผู้หญิงในสำนักหมื่นวิญญาณแต่ละนางไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

        ตอนนี้สภาพของเฉิ่นลั้งได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น… เหอะๆ สมน้ำหน้า แบบนี้คงได้พักไปหลายวัน

        กลับโรงเกลากระบี่ดีกว่า!

        …

        ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง หลังจากกินข้าวได้เพียงครึ่งกระเพาะ จึงนึกได้ว่าเจ้าเด็กซ้งเชียนสัญญาไว้ว่าจะจับกระต่ายมาย่างให้กินสักตัว แต่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่

        กว่าจะเกลากระบี่เสร็จ เวลาก็จวนสามทุ่มกว่าแล้ว ข้าจึงหยิบกระบี่เหล็กเพื่อฝึกฝนตามลำพัง

        ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนกว่าจะรู้สึกได้ว่ามีใครกำลังมองข้าอยู่

        “หืม!?” ข้าหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว และเป็นไปตามคาดเมื่อเจอใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่นั้นคอยจับตามองขณะที่ข้าฝึกฝนทานานพอสมควร นางสวมชุดของสำนักหมื่นวิญญาณและสะพายกระเป๋าใบเล็กที่ดูประณีต

        ข้ามองใบหน้าฉงนก่อนจะพูดขึ้น “ซูเหยียน ไหนตั้นไถเหยาบอกว่าเจ้าจะไม่มาหาเรื่องข้าอีกแล้วไง?”

        นางเม้มปากแน่นเหมือนอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็เงียบไป นางยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะพูดออกมา “ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง แต่ข้ามาหาเจ้าต่างหาก…”

       “ฮะ?” ข้ารู้สึกสับสนในใจว่านางมาหาข้าด้วยเรื่องอะไร แต่เมื่อเห็นกระเป๋าที่นางสะพายคล้ายหนีออกจากบ้านทำนองนั้น นางต้องการอะไรกันแน่?


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)