0 Views

         แต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งซ้งเชียนและผู้ช่วยสวี่ลู่ยังไม่มาให้เห็นหน้าเลยสักวัน แต่ละมื้อจึงได้กินเพียงแค่ก้นกระเพาะ พอตกดึกก็ต้องนอนคุดคู้เพราะหิวจนไส้แทบขาด

        หลังจากเกลากระบี่กองสุดท้ายเสร็จ จึงเลือกหยิบขึ้นมาด้ามหนึ่งและเริ่มกวัดแกว่งไปมา ทั้งฝึกฝนการเคลื่อนไหว ความคล่องตัว จนเหนื่อยได้ที่จึงนั่งพักตรงขอนไม้หน้ากระท่อม

        ในยามดึกที่เงียบสงัดมักจะมีกลิ่นอายวิญญาณของหลายสรรพสิ่งล่องลอยอยู่ทั่วบริเวณ และผู้ฝึกฝนวิญญาณแต่ละคนจะดูดซับไว้เพื่อใช้เป็นพลังวิญญาณให้แก่ตัวเอง แต่ไม่ว่าข้ากลืนกินเข้าไปสักเท่าไร ร่างกายก็จะกำจัดออกมาทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้

        หลังจากพยายามกลืนมันเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายก็เริ่มเหนื่อยล้าคล้ายจะพังครืนให้ได้

        เวลาล่วงเลยจวนห้าทุ่มกว่า ซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะเข้านอนได้แล้ว…

        กระท่อมดูโล่งผิดปกติ ทั้งตาเฒ่าผู้นั้นยังหายหน้าไปอีก เมื่อเดินเข้ามาในกระท่อมจึงพบตำราเล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ… ปราณสวรรค์แบบละเอียด หนังสือเล่มนี้เป็นของใครและมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ข้าหยิบขึ้นมาอย่างแปลกใจ จะว่าไปยังพอมีส่วนที่คุ้นตาอยู่บ้าง เพราะเมื่อก่อนข้าเคยศึกษาในขั้นสวรรค์แบบเต็มหลักสูตรมาแล้ว จึงคุ้นเคยกับเนื้อหาพอสมควร

        ขณะที่ข้ากำลังตั้งใจอ่านอยู่นั้น สายตาก็พลันสะดุดเข้ากับบางสิ่งในตำรา…

        เพราะเมื่ออ่านอย่างละเอียด ดูเหมือนจะมีใครบางคนตั้งใจใช้ปากกาสีแดงขีดเน้นจุดสำคัญเอาไว้ ราวกับอยากให้ข้าเห็นเนื้อหาเกี่ยวกับปราณสวรรค์ได้อย่างชัดเจน

        ปราณสวรรค์ คือปราณใหญ่อันดับที่สองในร่างกายมนุษย์ หากทำให้ปราณสวรรค์หรือปราณวิญญาณจุดใดจุดหนึ่งเชื่อมต่อกับปราณหลักได้ ผู้ฝึกฝนจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หรือที่เรียกว่า ‘ปราณวิญญาณเป็นหลัก ปราณสวรรค์เป็นรอง ทั้งสองสอดประสานจะเกิดผลสำเร็จ’

        พออ่านจบ ความอัดอั้นในใจก็คลายออก

        ใช่จริงๆ ด้วย มันคือปราณอันดับที่สองของร่างกาย ซึ่งข้าจะต้องฝึกให้สำเร็จในวันข้างหน้า ถึงแม้พลังของปราณสวรรค์จะสู้ปราณวิญญาณหลักไม่ได้ แต่ก็ทำให้ข้าเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง

        เส้นปราณสวรรค์ของคนปกติจะถูกปิดกั้นเอาไว้ ซึ่งเมื่อครั้งที่ข้ายังอยู่ในขั้นสวรรค์ได้คลายมันออกไปแล้วครั้งหนึ่ง ถึงแม้พิธีปลุกพลังจะล้มเหลวจนแผดเผาปราณวิญญาณระดับสวรรค์ของข้า แต่ใช่ว่าจะทำลายปราณสวรรค์ในส่วนลึกของร่างกายไปด้วย ขอเพียงคลายมันออกได้เป็นครั้งที่สอง ข้าก็จะกลับมาใช้พลังวิญญาณได้อีกครั้ง!

        ข้ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจราวกับคนโง่ ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นเพียงการคาดเดา แต่ก็ทำให้ข้ากลับมามีความหวังและเป้าหมายมากขึ้น

        …

        ข้านั่งขัดสมาธิทำสมาธิเพื่อให้เลือดลมเข้าทลายสิ่งที่ปิดกั้นปราณวิญญาณอย่างไม่ลดละ ทว่าจะทำสักกี่ครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างสกัดกั้นปราณวิญญาณเอาไว้ ซึ่งพลังในตัวยังไม่เพียงพอจะจัดการได้

       ข้านึกย้อนกลับไปในช่วงที่บำเพ็ญขั้นประกายจิต และใช้พลังวิญญาณทะลวงปราณวิญญาณได้อย่างง่ายดาย แต่มาวันนี้พลังที่เคยมีกลับหายไปจนหมด แม้ว่าปราณวิญญาณของข้าจะเปิดอยู่ก่อนแล้ว แต่เพราะพลังที่น้อยเกินไปจึงไม่สามารถตัดผ่านไปได้

        กร๊อดดด….

        เสียงท้องร้องดังขึ้นจึงอาจไม่เหมาะที่จะกลับไปนอนได้ นี่ข้าคงไม่ใช่ศิษย์คนแรกที่จะหิวตายในสำนักหมื่นวิญญาณแห่งนี้ใช่ไหม?

        แต่คนเราจะนั่งรอความตายแบบนี้ไม่ได้!

        ข้าลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าผูกเนคไท ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของรองเจ้าสำนัก เพราะพี่เสวียนยินจะต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ คราวนี้ข้าก็ไม่ต้องอดตายแล้ว

        เมื่อมาถึงหน้าห้องของรองเจ้าสำนัก ตรงนั้นมีทหารองครักษ์ยืนรักษาการณ์อยู่ เพราะห้องนี้อยู่ใกล้กับห้องทำงานของฝ่ายสงครามซึ่งทำหน้าที่ด้านการทหารของสหพันธ์ รวมทั้งการคัดเลือกศิษย์เพื่อเข้าร่วมกองทัพ จึงไม่แปลกที่จะมีองครักษ์ประจำอยู่

        “หยุด! เจ้าเป็นใคร?”

        องครักษ์นายหนึ่งถามเสียงเข้มก่อนจะหรี่ตามองข้า “เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักอย่างนั้นเหรอ?”

        ข้าพยักหน้ารับ “อืม ข้ามาหาท่านรองเจ้าสำนัก”

        “เหอะ! ท่านรองเจ้าสำนักเป็นคนที่เจ้าอยากจะเจอเมื่อไหร่ก็ได้เหรอ? อย่าลืมสินอกจากจะเป็นรองเจ้าสำนักแล้ว นางยังเป็นถึงเทพศาสตราวุธหญิงด้วย ไอ้หนุ่ม เจ้ากลับไปเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านรองเจ้าสำนักคงจะพักผ่อนแล้วล่ะ”

        ข้าสีหน้าสลดลงเล็กน้อย ครั้นจะหันหลังก็มีเสียงของใครบางคนเรียกไว้ “ปู้อี้เชวียนใช่ไหม?… องครักษ์ ให้เขาเข้ามา”

        นั่นเป็นเสียงของสวี่ลู่ ผู้ช่วยของรองเจ้าสำนัก

        องครักษ์ทั้งสองตกมีท่าทีตกใจก่อนจะรีบทำความเคารพอย่างรวดเร็ว และอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน

        สวี่ลู่เดินออกมาต้อนรับแล้วพูดพลางยิ้ม “ทำไมเจ้ายังไม่นอนอีก? แล้วมีเรื่องอะไรหรือเปล่าถึงได้มาหาพี่สาวเจ้าถึงที่นี่?”

        “คือว่า…” ข้ารู้สึกเก้อเขินที่จะพูดอกมา เพราะถ้าจะบอกว่ามาหาเพื่อให้นางเลี้ยงข้าวก็ดูกระไรอยู่ “ไม่มีอะไร แค่คิดถึงนางเท่านั้นแหละ แล้วนี่พี่เสวียนยินนางหลับไปหรือยัง?”

        “ยังหรอก นางอยู่ในห้องทำงานด้านซ้ายสุดน่ะ เจ้าเข้าไปดูเองแล้วกัน”

        “อืม ขอบคุณท่านมากผู้ช่วยสวี่”

        นางหัวเราะก่อนจะยิ้มบางแล้วพูดขึ้น “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น วันหลังเรียกข้าว่าพี่ลู่แล้วกัน”

        “อืม ได้เลย”

        สวี่ลู่ว่าแล้วก็หันหลังกลับไป ส่วนข้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องที่มีป้ายซึ่งมีตัวหนังสือสีทองเขียนไว้ว่ารองเจ้าสำนัก แต่ยังไม่ทันได้เคาะประตู เสียงจากด้านในก็ดังขึ้น “เข้ามาเลย ประตูไม่ได้ล็อก”

        “อืม…”

        ข้าผลักประตูเข้าไปเห็นนางกำลังง่วนอยู่กับการหาของบางอย่าง หนังสือถูกวางเรียงซ้อนกันเป็นชั้น พอได้มองเข้าไปแต่ละเล่มมีสภาพเก่าคร่ำครึ อย่างประวัติแห่งพลังวิญญาณ การกลืนพลัง ประวัติศาสตร์เมืองหลงหลิง ตำนานเทพโบราณ และอีกมากมาย บางเล่มทำด้วยกลีบไม้ไผ่ ส่วนด้านบนที่เป็นผ้าถูกพวกมดมอดเจาะเป็นรูจากอายุการใช้งานที่นานพอสมควร

        “ท่านกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า?” ข้าถามขึ้น

        ปู้เสวียนยินเงยหน้ามองแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน “ก็ไม่เท่าไร เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว แล้วเจ้ามาถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

        ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงท้องร้องก็ดังแทรกเพื่อบอกสาเหตุของการมาแล้ว

        ปู้เสวียนยินอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ข้าได้ข่าวว่าเจ้ากินเยอะขึ้นกว่าเดิมใช่ไหม? จริงๆ แล้วเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก เพราะเป็นอาการปกติของคนที่สูญเสียปราณวิญญาณและพลังที่ลดลงอยู่แล้ว บางทีผ่านไปสักปีครึ่งคงจะหายไปเอง”

        “ความจริงข้าไม่ได้กังวลสักเท่าไร แต่เพราะหิวจนไส้จะขาด แถมท่านยังไม่ให้เงินข้าไว้ด้วย”

        “อ้อ…” ปู้เสวียนยินหัวเราะจนเสียงแหบก่อนจะพูดต่อ “ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย เอาอย่างนี้ เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปกินข้าวนอกสำนักดีไหม?”

        “อืม ดีเลย!”

        ข้าดีใจขึ้นมาทันที หลังจากนั้นปู้เสวียนยินจึงเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวม พอออกมาถึงหน้าประตูองครักษ์ทั้งสองก็ทำความเคารพและมองข้าด้วยแววตาอิจฉาเล็กน้อย ซึ่งทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจเท่าไร

        …

        “ท่านรองเจ้าสำนัก ดึกป่านนี้ท่านจะออกไปข้างนอกหรือขอรับ?” หน้าประตูยังคงมีองครักษ์ราวแปดนายยืนเฝ้าอยู่

        “อืม ว่าจะออกไปหาอะไรกินสักพัก”

        ปู้เสวียนยินพูดออกมาเรียบๆ แต่กลับให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามหรืออาจเป็นเพราะในสายตาขององครักษ์พวกนี้ นางเป็นเหมือนเทพที่มีอำนาจอะไรทำนองนั้น

        “เสี่ยวเชวียน เห็นเจ้าแบบนี้จะต้องมีเรื่องไม่สบายใจแน่ๆ ใช่หรือเปล่า?” นางถามอย่างสงสัย

        “อืม”

        ข้าพยักหน้ารับและตอบไปโดยไม่ปิดบัง “ข้ารู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังช่วยให้ข้าฟื้นฟูพลังกลับมาโดยเร็ว และข้ายังรู้อีกว่า นอกจากปราณโดยกำเนิดยังมีปราณสวรรค์ด้วย บางทีอาจจะเป็นความหวังเดียวของข้าก็ได้”

        “ปราณสวรรค์?”

        ปู้เสวียนยินขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ความแข็งแกร่งของปราณสวรรค์สู้ปราณหลักไม่ได้ ถึงแม้จะสามารถทำลายได้ก็ตาม แต่พลังที่ฟื้นกลับมาจะมีไม่ถึงสองส่วน อีกอย่างสภาพร่างกายของเจ้าตอนนี้ไม่ยังพร้อมที่จะเริ่มบำเพ็ญขั้นเบิกชีพจรสวรรค์ เจ้าแน่ใจแล้วเหรอว่าจะทำแบบนั้น?”

        “ถึงแม้จะดูเสี่ยงและความหวังน้อยนิด แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น”

        “อืม”

        ปู้เสวียนยินพยักหน้าแล้วพูดต่อ “แต่เจ้าไม่มีพลังวิญญาณ ฉะนั้น การทะลวงปราณสวรรค์จึงมีเพียงทางเดียว คือการใช้ลมปราณของตัวเจ้าเอง ซึ่งหมายความว่าจะเกิดความเสี่ยงของเจ้าได้เหมือนกัน หากเจ้าอยากจะประสบความสำเร็จจริงๆ จะต้องใช้เคล็ดวิชาการต่อสู้ของตระกูลปู้ที่สืบทอดต่อกันมา แล้วนี่เจ้าฝึกวิชาปราบวิญญาณถึงขั้นไหนแล้ว หลายปีมานี้ข้าไม่ได้ถามเจ้าเลย”

        วิชาปราบวิญญาณ เป็นวิชาที่ตระกูลปู้สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เล่าว่ามีมาตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน โดยแบ่งออกเป็นสี่ท้าไม้ตาย ซึ่งเคล็ดวิชาการต่อสู้ถือเป็นพื้นฐานของวิชาปราบวิญญาณ ผู้ที่ต้องการฝึกจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝนเคล็ดวิชาการต่อสู้เสียก่อน เพราะจะช่วยเพิ่มพลังได้มหาศาล แต่ทั้งนี้ยังให้โทษแก่ร่างกายเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ใช้พลังจะบาดเจ็บน้อยกว่าศัตรูเพียงแค่สองส่วน แต่บรรพบุรุษของตระกูลปู้ก็เลือกจะถ่ายทอดพลังจากรุ่นสู่รุ่นอยู่ดี

        เคล็ดวิชาการต่อสู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ฝึกได้ จึงเป็นสาเหตุให้ปู้เสวียนยินไม่สามารถเรียนเคล็ดวิชาการต่อสู้จากท่านพ่อตั้งแต่วัยเด็ก แต่กลับคิดค้นเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับตนเองอย่างเคล็ดวิชาใจขึ้นมา นั่นเป็นหนึ่งเหตุผลที่นางได้ชื่อว่าผู้มีปัญญาล้ำเลิศ

        เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำถามของนาง ข้าจึงถึงกับกระแอมเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างภูมิใจ “วิชาปราบวิญญาณ ข้าท่องกลับหลังยังได้เลย ส่วนกระบวนท่าในเนื้อหาก็ฝึกฝนจนเกือบสำเร็จแล้ว”

        ปู้เสวียนยินสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะยิ้มและพูดออกมา “ว่าแล้วเชียวว่าเจ้าต้องไม่ทำให้ข้าผิดหวัง เจ้าพัฒนาไปเร็วกว่าเจ้าเด็กเสวียนอู่นั่นตั้งเยอะ”

        ปู้เสวียนอู่เป็นน้องชายแท้ๆ ของนาง เพียงแต่ถูกผู้เป็นพ่อเอาใจจนเสียคน ชอบทำตัวอวดเก่งตั้งแต่เด็ก จนช่วงหลังพ่อแท้ๆ ของนางกลับมา นางก็ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับพวกนั้นเท่าไร จะอยู่ก็แต่ในนามลูกสาวเท่านั้น กระทั่งนางหายไปอย่างไร้ข่าวคราวแล้วกลับมาอีกทีในนามเทพศาสตราวุธหญิง ซึ่งนานๆ ทีถึงจะกลับมาบ้านครั้งหนึ่ง ทุกคนจึงรู้จักนางในฐานะเทพศาสตราวุธหญิงปู้เสวียนยินมากกว่ารู้ว่านางมีน้องชายนิสัยเสียอยู่อีกคน

        “พี่เสวียนยิน ถ้าท่านพูดแบบนี้แสดงว่าสนับสนุนให้ข้าทะลวงปราณสวรรค์สินะ?”

        “อืม ข้าสนับสนุนอยู่แล้ว เจ้าจะเริ่มบำเพ็ญเมื่อไรล่ะ?”

        “พรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากทำงานเสร็จ”

        “ได้ ข้าจะให้สวี่ลู่เตรียมของไว้ก่อน”

        “เตรียมอะไร?”

        “ถึงเวลานั้นเจ้าก็รู้เอง” ปู้เสวียนยินว่าแล้วชี้มือไปทางร้านขายเนื้อแกะย่าง “ไปกัน เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะเลี้ยงเจ้าให้พุงแตกไปเลย!”

        “ถ้าอย่างนั้นข้าจะกินแกะตัวหนึ่ง”

        “เด็กบ้านี่ เจ้าเป็นหมูหรือไง!”

        “ข้าว่าหมูก็กินจุสู้ข้าไม่ได้…”

        “…”

        …

        ผู้ฝึกฝนในแผ่นดินหลงหลิงมีขั้นตอนที่เหมือนกันคือ หลังจากผ่านปลุกพลังปราณวิญญาณ จึงจะสามารถฝึกฝนเพื่อพัฒนาในขั้นต่อไป โดยผู้ฝึกขั้นต้นจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นห้าขั้นตามลำดับคือ ขั้นเบิกวิญญาณ ขั้นหลอมปราณ ขั้นประกายจิต ขั้นสวรรค์ และขั้นเทววิญญาณ และทั้งห้าขั้นนี้ถือว่าอยู่ในระดับแรกๆ ก่อนจะเข้าสู่โลกของผู้ฝึกฝนวิญญาณที่ถูกขนานนามว่าระดับเริ่มทั้งห้า และเมื่อบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องก็จะเข้าสู่ขั้นผู้พิทักษ์ โดยจะแบ่งเป็นขั้นผู้พิทักษ์ระดับมนุษย์ ขั้นผู้พิทักษ์ระดับพิภพ ขั้นผู้พิทักษ์ระดับสวรรค์ และขั้นผู้พิทักษ์ระดับดาว หรือเรียกว่าผู้พิทักษ์สี่ระดับ แม้จะมีการเล่าขานเกี่ยวกับโลกสี่วิญญาณอยู่บ้างแต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่า เพราะบนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้อย่างมากที่สุดก็ได้แค่ขั้นผู้พิทักษ์ระดับดาวเท่านั้น

        ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้คนที่นั่งดูข้ากินเนื้อแกะย่างอย่างปู้เสวียนยิน นางก็เป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งเพียงไม่กี่คนที่ฝึกฝนจนถึงขั้นผู้พิทักษ์ระดับดาว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)