0 Views

        เสื้อเกราะคือสิ่งจำเป็นของผู้ฝึกฝนวิญญาณขั้นสูง ทว่าผู้ที่ฝึกมานานแต่ยังไม่มีเสื้อเกราะเผยออกมาแสดงว่าพลังป้องกันยังอ่อนแอ ต่างจากผู้ที่มีเสื้อเกราะประจำกาย แม้จะยังไม่โจมตีแต่เสื้อเกราะจะทำหน้าที่ป้องกันและเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยง่าย

        เสื้อเกราะจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณภายในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกฝนถึงขั้นผู้พิทักษ์ระดับดาวจะมีพลังที่แข็งแกร่งและทนทานจนน่าประหลาดใจ แม้คู่ต่อสู้จะอยู่ในขั้นใดของระดับต้นทั้งห้า ยังไม่อาจรองรับพลังโจมตีได้นานถึงหนึ่งก้านธูป

        เมื่อก้มมองลำตัวจึงเห็นแสงจากดวงพระจันทร์ตกกระทบ และรวมตัวกันเป็นเกราะเสี้ยวจันทราที่ไม่ชัดนัก อาจเพราะพลังยังอ่อนแอเกินไป อย่างมากก็แค่รับการโจมตีได้เพียงหนึ่งครั้ง หรือแย่กว่านั้นคือไม่สามารถต้านทานพลังใดๆ ได้เลย

        ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ รวบรวมพลังวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่ห้า เพื่อถ่ายทอดพลังไปยังเกราะเสี้ยวจันทราอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่เริ่มต้น เกราะจึงเริ่มคมชัดจนเห็นพื้นผิวและรูปทรงมากขึ้น ทว่าคงสภาพได้ไม่ถึงสิบวินาที ภาพทุกอย่างก็สลายไปตามพลังวิญญาณ

        ข้าได้แต่ยืนถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง เพราะพลังของยังมีอานุภาพน้อยเกินกว่าจะคงสภาพเกราะเสี้ยวจันทราไว้ได้ตามต้องการ

        การใช้เกราะสิ้นเปลืองพลังมากกว่าอาวุธวิญญาณเสียอีก ข้าอาจรวบรวมพลังกระบี่คมจันทราแล้วยืนหยัดได้ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่เกราะเสี้ยวจันทราแค่หนึ่งนาทีก็รับไม่ไหวแล้ว หากถึงคราวถูกโจมตี เกราะของข้าคงสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว

        ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการฝึกพลังลมปราณและการบำเพ็ญทั้งนั้น

        เมื่อจิตใจเริ่มฟุ้งซ่าน ข้าจึงเดินออกมาสูดอากาศข้างนอกพักหนึ่ง ขณะนี้เวลาประมาณตีหนึ่ง ศิษย์ที่เคยฝึกซ้อมในสนามต่างกลับไปพักผ่อนแล้ว บรรยากาศภายในสำนักหมื่นวิญญาณคงจะคล้ายกับมังกรใหญ่ที่กำลังหลับไหล เหมือนการเรียนรู้ที่แฝงไปด้วยเนื้อหาและเรื่องราวต่างๆ ก่อนจะส่งต่อสู่ผู้ฝึกฝนวิญาณรุ่นหลังต่อไป

        ความขยันจะนำมาสู่ความสำเร็จ!

        ข้ากลับมาที่ลานกว้าง และตั้งใจฝึกพลังวิชาลมหายใจมังกรด้วยความมุ่งมั่นต่อไป!

        หลังจากตั้งท่าและเคลื่อนพลังไปแล้วหลายครั้ง พลังในร่างกายจึงเพิ่มขึ้นและอดทนได้นานกว่าเดิม แม้แต่ลมปราณก็กลับมากล้าแกร่งเป็นอย่างที่พี่เสวียนยินเขียนไว้ในตำราว่า ‘ความสวยงามและลึกลับของพลังวิชาลมหายใจมังกร ขึ้นอยู่กับแข็งแกร่งทนทานและความบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่อฝึกเคลื่อนพลังหนึ่งครั้ง อานุภาพของพลังก็จะเพิ่มทวีคูณ ฉะนั้น การฝึกเช่นนี้จะทำให้วรยุทธ์พื้นฐานของหลายสำนักไม่อาจเปรียบเทียบได้

        ยังไม่ทันไรเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสี่ชั่วโมง และอีกไม่นานท้องฟ้าก็จะสว่างขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับพลังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับสายน้ำที่ไหลรินตลอดเวลา

        หลังจากฝึกจนถึงขั้นสูงสุด

        หึ่ง!

        จู่ๆ ร่างกายของข้าก็เริ่มสั่นขึ้นเบาๆ ก่อนจะมีมังกรสีเขียวตัวใหญ่ส่งเสียงคำราม และขดตัวหมุนวนอยู่ท่ามกลางหมอกพลังวิญญาณ ครั้งนี้มันชัดมากกว่าครั้งก่อน ทั้งส่วนหัว ปลายหางที่ปัดป่ายไปมา และพลังอันมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมา ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นอกสั่นขวัญหายอยู่ไม่น้อย

        เท่ากับว่าพลังวิชาลมหายใจมังกรของข้าบรรลุขั้นที่ห้าได้สำเร็จโดยไม่รู้ตัว

        ปลอกแขนทองแดงที่ข้อมือขวาประกายแสงสลัวๆ ออกมา คล้ายกับกำลังดูดซับพลังวิญญาณของมังกรเขียวมาไว้ที่ตัว ของดียังไงก็เป็นของดีวันยังค่ำ นึกไม่ถึงเลยว่าจะช่วยเพิ่มพลังวิชาลมหายใจมังกรได้ แบบนี้สิ เรียกว่าลงแรงน้อยแต่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

        ข้าได้แต่ดีใจอยู่ลึกๆ หลังจากสลายมังกรได้แล้ว ข้าจึงเริ่มฝึกพลังวิชาลมหายใจมังกรต่อจนเข้าขั้นที่หก ซึ่งเป็นขั้นที่พี่เสวียนยินย้ำเตือนอยู่เสมอว่าต้องฝึกให้บรรลุโดยเร็วที่สุด!

        พลังวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่หก มังกรเทพใต้ธารา!

        หลังจากฝึกเคลื่อนพลังไปหนึ่งรอบ ความรุ่มร้อนในจิตใจซึ่งสืบเนื่องจากขั้นที่ห้าเริ่มทุเลาลง และกลับสงบนิ่ง ใสสะอาดดังเดิม นี่คือผลลัพธ์ที่แฝงอยู่ในการฝึกพลังวิชาลมหายใจมังกรจากเร็วเป็นช้า จากร้อนเป็นเย็น และจะเข้าสู่ภาวะปกติต่อเมื่อเริ่มฝึกฝนขั้นที่หกอย่างจริงจัง

        กระทั่งถึงรอบที่สอง ร่างกายเริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนขึ้นมาอีก และยากเกินกว่าจะควบคุมให้กลับมาสงบได้

        การไหลเวียนของเลือดเริ่มปั่นป่วน เนื่องจากพลังในร่างกายไม่เพียงพอ

        ข้ารีบกัดฟันกลืนโสมโลหิตเพื่อปรับสมดุลของอวัยวะภายในให้กลับมาปกติ เพียงไม่กี่อึดใจ ทั้งพลังตาทิพย์และจิตใจก็กลับเข้าสู่ฌานอีกครั้ง

        การฝึกยืดยาวจนฟ้าสว่างเมื่อใช้พลังตาทิพย์ตรวจดูร่างกาย จึงพบว่าภายในราวกับมีบ่อน้ำพันปีที่ใสสะอาดและบริสุทธิ์ ข้าเริ่มสำรวจลึกลงไป จนพบเข้ากับแสงสลัวบางอย่าง และนั่นคือมังกรขาวขดที่ตัวอยู่ก้นบ่อ หนึ่งในนิมิตที่บอกว่าข้าบรรลุขั้นที่หกของระดับต้นแล้ว

        แม้จะผ่านมาข้ามคืน ทว่าพลังยังเต็มเปี่ยม ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นเรื่องดีที่ข้าจะได้ทำงานโดยไม่ต้องพักผ่อน

        หลังเสร็จจากมื้อเช้า และเริ่มเกลากระบี่ไปได้ครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงขนกระบี่ไปส่งยังสนามฝึกเป็นชุดๆ

        ดูเหมือนตอนนี้จะมีคนรู้จักข้ามากกว่าแต่ก่อน เพราะมีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่มองข้าด้วยท่าทีที่เคารพและเกรงกลัว หรือไม่ก็ยิ้มแย้มทักทาย “อรุณสวัสดิ์ ท่านหัวหน้าปู้”

        ข้าได้แต่พยักหน้าและยิ้มรับตามมารยาท

        เมื่อเดินผ่านชั้นเรียนที่หลัวเหวินกำลังสอน ซึ่งเขาถือกระบี่เล่มใหญ่และถ่ายทอดเคล็ดลับวิชากระบี่ลม ร่างกายคล้ายมีเสียงคำราม จากนั้นกระแสลมหอบใหญ่ก็พัดพาเสาไม้ลมระเนนระนาด แม้แต่กระโปรงของศิษย์หญิงก็ไม่อาจต้านทานพลังลมนี้ได้ แม้ว่าศักยภาพของหลัวเหวินจะไม่ได้มีพิษสงสักเท่าไร ทว่าทักษะการควบคุมพลังของเขาดีกว่าข้าหลายเท่า

        “อาจารย์ กระบี่สำรองมาแล้วขอรับ”

        ข้าจัดเตรียมกระบี่ยาวอย่างคล่องแคล่ว หลัวเหวินพยักหน้าพลางพูดขึ้น “ดีมาก แค่เอาออกก็พอแล้ว”

        ดูเหมือนว่าการสั่งสอนคราวก่อนจะจะช่วยปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น ความจริงสำนักหมื่นวิญญาณก็เหมือนกับโลกภายนอก คนที่อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแกร่งเสมอ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ใครดูถูกจะต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง

        ขณะกำลังส่งกระบี่รอบสุดท้าย และบังเอิญเดินผ่านสนามฝึกของสำนักจวี๋ฉี ซึ่งมีไม่กี่คนที่พอคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง ที่นี่คือห้องเรียนอันดับหนึ่งของสำนักจวี๋ฉี เป็นสำนักที่มีศิษย์เก่งกาจกว่าเจ็ดร้อยคนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ รวมถึงสามนักปราชญ์จวี๋ฉีด้วย

        “โอ้ นี่มันศิษย์คนเก่งของปรมาจารย์นักรบวิญญาณเฉิ่นปู้หยุนไม่ใช่เหรอ?”

        จวงเหิงซิ่งหัวเราะร่าและเดินเข้ามา “นึกไม่ถึงว่าศิษย์ผู้สืบทอดวิชาจากปรมาจารย์นักรบวิญญาณยังต้องทำงานต่ำๆ แบบนี้อยู่ ปู้อี้
เชวียน ดูเหมือนว่าเฉิ่นปู้หยุนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเจ้าเท่าไรนะ!”

        ข้าได้แต่ย่นคิ้วไม่พูดอะไร และก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป

        “เมื่อวานหลังจบงาน เจ้าไม่ได้ออกไปกับซูเหยียน และตั้นไถเหยาเหรอ?… แล้วโรงแรมที่ไปเปิดห้องกันไว้อยู่ตรงหน้าสำนักหรือเปล่าล่ะ?” เฉิ่นลั้งพูดเย้ยหยัน

        ข้าเงยหน้าตอบแบบนิ่งๆ “พูดให้มันดีๆ หน่อย”

        เฉิ่นลั้งได้ทีพูดจายั่วโมโห “ข้ามันปากพล่อยอยู่แล้ว แล้วเจ้าจะทำไม?”

        จวงเหิงซิ่งแสยะยิ้ม “ทำไม เจ้าอยากจะสู้กับข้าที่นี่เหรอ? ปู้อี้
เชวียน อย่าคิดว่าเจ้ามีพลังลมของกระบี่แล้วข้าจะกลัวนะ จะบอกอะไรให้ว่าการฝึกวรยุทธ์จะต้องมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด เจ้าฝึกพลังวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่ห้าไปถึงแล้วล่ะ คนที่ไร้ปราณวิญญาณอย่างเจ้า ต่อให้ฝึกถึงขั้นที่สิบก็ไร้ค่าอยู่ดี เอาเป็นว่าวันนี้ข้าจะใช้พลังวิชาลมหายใจมังกรขั้นสี่เหมือนเดิมเพื่อจัดการเจ้าก็แล้วกัน”

        ไม่ไกลนัก มีอาจารย์ระดับสูงของห้องเรียนอันดับหนึ่งของสำนักจวี๋ฉีนั่งสูบบุหรี่อย่างใจเย็น โดยไม่สนใจเรื่องวิวาทของศิษย์เลยสักนิด

        “ไป ออกไป อย่าริอาจมาทำลายการเรียนของพวกข้า”

        จวงเหิงซิ่งยกเท้าถีบรถลากจนพลิกคว่ำ แล้วหัวเราะเยาะชอบใจ “รีบออกไปให้พ้น ที่นี่คือจวี๋ฉีสนามฝึกของห้องเรียนอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ที่ที่ศิษย์สำรองอย่างเจ้าควรอยู่ กลับไปที่ของเจ้าซะไป!”

        ข้ายกรถเข็นขึ้นแล้วมองเขาครั้งหนึ่ง มีเรื่องทะเลาะกับคนแบบนี้มันจะไปมีความหมายอะไรล่ะ?

        รอบตัวถูกห้อมล้อมด้วยสายตาที่เฉยชา มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่อยากออกมาช่วยจัดการเจ้าจวงเหิงซิ่งให้สลบเหมือดลงตรงนั้น

        แต่เรื่องกลับไม่จบ เมื่อจวงเหิงซิ่งเบะปากพลางพูดดูถูกข้าอย่างเคย “เจ้าคนไร้ประโยชน์ อยู่ให้ห่างซูเหยียนไว้ด้วยล่ะ คนอย่างเจ้าไม่เหมาะที่จะยืนข้างนางแต่แรกอยู่แล้ว ซูเหยียนเป็นถึงลูกเสนาบดีผู้สืบทอดของสหพันธ์ แล้วเจ้าล่ะมีอะไรที่คู่ควรกับนางบ้าง ทางที่ดี ถือโอกาสตอนที่ข้ายังไม่ลงมือออกไปเสียดีกว่า และอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก จำไว้!”

        ข้าหรี่ตามองแล้วพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน “เจ้าทำได้แค่พูดเหรอ? เจ้าคนไร้ประโยชน์ ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งนัก วันนี้เที่ยงคืนเจอกันที่โรงเกลากระบี่ เจ้าจะพามาสักกี่คนก็ได้ กล้าไหมล่ะ?”

        จวงเหิงซิ่งขมวดคิ้วโต้กลับทันควัน “นี่เจ้ากำลังท้าข้าอยู่เหรอ?”

        “กล้าหรือไม่กล้า พูดมา” ข้าเองก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา

        “จะไม่กล้าได้ไง เจ้าคอยดู!”

        “ได้ ข้าจะรอ”

        ข้าเข็นรถออกมาโดยไม่สนใจเฉิ่นลั้งที่กำลังหัวเราะเยาะราวกับเป็นเรื่องสนุก ศิษย์ตัวสำรองต่างมีคุณสมบัติน้อยเกินกว่าจะเข้าเรียนที่นี่ บางคนมาจากครอบครัวที่ยากจน บ้างก็มีพรสวรรค์ผิดปกติ จึงไม่แปลกที่ศิษย์ตัวสำรองจะถูกรังแกเป็นประจำ แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนแบบจวงเหิงซิ่งที่กล้าทำชั่วอย่างหน้าด้านๆ โดยไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดเลย

        ในเมื่อพวกนั้นหาเรื่องเอง ข้าก็ต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกสักหน่อย

        …

        หลังจากทำงานตั้งแต่เช้าจนเสร็จ จึงฝึกพลังวิชาลมหายใจมังกรในช่วงบ่ายอีกนิดหน่อย ตกค่ำจึงเตรียมตัวไปเรียนเพลงขากับเฉิ่นปู้หยุน ที่จริงข้าเรียนรู้เพลงขาได้เร็วกว่าคนปกติ ขอแค่เรียนไม่กี่ครั้งและถามเรื่องใจความหลักอีกนิดหน่อยก็ทำได้แล้ว

        เย็นนี้ซูเหยียนและตั้นไถเหยาไม่ได้มาหาอย่างเคย คงเพราะยุ่งอยู่กับธุระของตัวเอง

        รอให้ค่ำลงอีกสักหน่อยค่อยไปเขาลั่วเซี่ยเพื่อเรียนเพลงขาต่อแล้วกัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)