0 Views

        ทันทีที่เดินเข้างาน ภายในแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนข้าตกใจ เพราะนึกไม่ถึงว่าจะมีแขกมาร่วมงานมากมายขนาดนี้ ศิษย์ผู้หญิงต่างก็สวมชุดสวยงามราวกับดอกไม้ ส่วนศิษย์ผู้ชายก็ทำมาดขรึมแล้วตีเนียนไปอยู่ใกล้คนที่ชอบ

        กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไวน์แดงลอยมาเตะที่จมูก

        พนักงานเสิร์ฟเดินตรงเข้ามา และพูดเชื้อเชิญอย่างสุภาพ “เครื่องดื่มไหมขอรับ”

        บนถาดรองมีแก้วไวน์พอดีสำหรับพวกเราทั้งสามคน พนักงานเสิร์ฟจ้องมองไปที่องครักษ์ที่เพิ่งตามเข้ามา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามก็ต้องผละออกไป เพราะถูกสายตาเย็นเยือกจ้องกลับมา

        “ตรงนั้นมีที่ว่างอยู่” ตั้นไถเหยาชี้ไปที่โต๊ะว่างที่อยู่ไม่ไกลนัก

        พวกเราเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีของว่างประมาณสองถึงสามอย่าง ทั้งเค้กดอกกุ้ยฮวาและเค้กอื่นๆ ที่ข้าไม่รู้จัก จัดวางไว้อย่างดี

        และข้า…ผู้ที่ทานอาหารเย็นยังไม่อิ่ม

        ซูเหยียนหัวเราะออกมาเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “เจ้าจะกินก็กินสิ ตามสบายเลย”

        “อืม”

        ข้าหยิบเค้กดอกกุ้ยฮวามากัดหนึ่งคำ กินหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วปากจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “ของหวานที่เมืองหลินเสี่ยเฉิงอร่อยสุดยอดไปเลย!”

        ซูเหยียนว่าพลางยิ้ม “แล้วเมืองหยินเย่เฉิงล่ะ? ข้าพักอยู่ที่นั่นแค่เพียงคืนเดียวก็กลับ ไม่รู้ว่าอาหารการกินที่เมืองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”

        “ก็ธรรมดา เพราะเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรไม่ถึงหนึ่งแสนคน เทียบไม่ได้กับเมืองหลินเสี่ยเฉิงหรอก” ข้าเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ซูเหยียน ตอนที่เจ้าไปในเมืองหยินเย่เฉิงครั้งนั้นแค่ตั้งใจไปแกล้งข้าอย่างนั้นเหรอ?”

        ซูเหยียนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้น จู่ๆ ใบหน้าก็แดงระเรื่อ “ก็ไม่เชิง ความจริง ปู้เสวียนยินขอร้องท่านอาของข้าให้ไปทำพิธีปลุกพลังของเจ้าที่เมืองหยินเย่เฉิง ข้าจึงขอติดตามไปด้วย ส่วนที่ข้าปลอมตัวเป็นเทพศาสตราวุธหญิงไปหลอกเจ้าก็แค่นึกสนุกเท่านั้น…ข้าต้องขอโทษเจ้าจริงๆ”

        “ไม่เป็นไร ตอนนี้พลังพรสวรรค์ของข้าถูกปลุกขึ้นมาแล้ว”

        “อืม!” จู่ๆ ตั้นไถเหยาก็ลุกขึ้นมองและพูดถึงใครบางคน “ดูสิใครกำลังมา!”

        เมื่อมองตามสายตาของตั้นไถเหยา ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดศิษย์ของสำนักจิงอิงเดินตรงเข้ามา เส้นผมสีแดงสลวยขับรับกับใบหน้ารูปไข่ นางส่งยิ้มบางๆ แล้วพูดทักทาย “เสี่ยวเหยียน อาเหยา ในที่สุดพวกเจ้าก็มาจนได้นะ!”

        พอพูดจบ นางจึงลดสายตามองมาที่ข้าด้วยท่าทางสำรวมขึ้นเล็กน้อย “ท่านผู้นี้…คือผู้ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นศิษย์สำรองในโรงเกลากระบี่ที่ชื่อปู้อี้เชวียนใช่ไหม?”

        “ใช่ ข้าคือปู้อี้เชวียน แล้วเจ้าล่ะ?” ข้าลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ

        นางยิ้มบางพร้อมกับยื่นมือมาจับมือข้าแล้วพูดขึ้น “ข้าคือถังเชวียหราน เป็นเพื่อนร่วมห้องของเสี่ยวเหยียนกับอาเหยา”

        ที่แท้ก็คือนางนี่เอง!

        ศิษย์ดีเด่นลำดับที่สอง หญิงสาวที่มีพรสวรรค์เลื่องลือเรื่องความฉลาดไร้เทียมทานในเมืองเขตเหนือ ทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะลูกสาวของเจ้าเมืองฝ่ายเหนืออย่างถังอานหลี ทำให้ชื่อของนางเป็นที่เล่าลือของคนทั่วไป

        เมื่อต่างฝ่ายต่างแนะนำกันไปตามพิธีแล้ว ถังเชวียหรานก็ไม่ได้สนใจข้าอีกเลย แต่กลับพุ่งความสนใจไปที่ซูเหยียนแทน “เสี่ยวเหยียนเจ้าคือศิษย์ดีเด่นอันดับหนึ่ง เจ้าต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อกล่าวอะไรสักหน่อย ไปกันเถอะ งานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้ว!”

        “ฮะ! ต้องกล่าวอะไรด้วยเหรอ” ซูเหยียนทำหน้างงแล้วหันกลับมายิ้มเจื่อนมองข้ากับตั้นไถเหยา ก่อนจะถูกลากขึ้นเวที

        ข้าได้แต่มองตามโดยไม่พูดอะไร ถังเชวียหรานที่สวยมั่นใจด้วยเส้นผมสีแดงประกายทอง ส่วนซูเหยียนสวยโดดเด่นด้วยผมสีทองยาวสลวย นึกไม่ถึงเลยว่าสีที่ปรากฏออกมาจะดูคล้ายคลึงกันขนาดนี้ สำหรับแผ่นดินหลงหลิง สีผมพวกนี้สามารถบอกถึงสายเลือดและความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันได้

        ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย “ถังเชวียหรานกับซูเหยียนเป็นอะไรกันเหรอ?”

        “เพื่อนที่ดีต่อกันไง…”

        ตั้นไถเหยาชำเลืองมองข้าแวบหนึ่งแล้วพูดพลางยิ้ม “ถ้าเจ้าอยากจะถามเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือด ข้าไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะคนหนึ่งแซ่ซู อีกคนแซ่ถัง จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ช่างเถอะ กินดีกว่า!”

        …

        ตอนนี้ซูเหยียนยืนอยู่บนเวทีแล้ว พิธีกรที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มรับก่อนจะเกริ่นก่อนเข้าพิธี “พวกเราได้เชิญศิษย์ดีเด่นจากการทดสอบลำดับที่หนึ่ง และลำดับที่สองของสำนักหมื่นวิญญาณเพื่อกล่าวก่อนเปิดงาน ถ้าอย่างนั้นขอเชิญสาวงามอย่างซูเหยียนและถังเชวียหราน ขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยด้วย เชิญสาวงามซูเหยียนและถังเชวียหราน!”

        เสียงปรบมือต้อนรับดังเกรียวกราว ศิษย์ชายทั้งหมดต่างให้ความสนใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เห็นสองสาวงามแบบใกล้ชิดขนาดนี้

        ซูเหยียนรับไมค์แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผย ก่อนจะฉีกยิ้มและพูดขึ้น “สวัสดีทุกคน ข้า…ซูเหยียน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่ำเรียนที่สำนักหมื่นวิญญาณร่วมกับทุกคน อยู่ที่นี่ข้าได้พัฒนาศักยภาพของตัวเอง ซึ่งข้าภูมิใจมาก สุดท้ายข้าขออวยพรให้ทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ที่นี่มีความสุข มีช่วงเวลาที่ดี และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด เพื่อวันข้างหน้าจะได้เป็นผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจและเป็นบุคคลสำคัญของสหพันธ์ต่อไป”

        เป็นคำกล่าวที่เรียบง่าย ตรงประเด็น แต่แฝงไปด้วยความปรารถนาดีอย่างชัดเจน

        ซูเหยียนส่งไมค์ต่อให้ถังเชวียหราน นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จู่ๆ ลมจากเครื่องเป่าด้านหลังเวทีก็สาดพัดชายกระโปรง เผยให้เห็นเรียวขาที่ขาวเนียนออกมา “ข้าก็คิดเหมือนซูเหยียน ขอให้ทุกคนที่อยู่ในสำนักหมื่นวิญญาณแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีฝีมือดี มีความกล้าหาญ และมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าต่อไปเพื่อรับใช้ชาติและตระกูลของเรา!”

        กระชับและชัดเจนไม่ต่างกัน

        สายตาของศิษย์ทุกคนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นพร้อมกับเสียงปรบมืออื้ออึง สาวงามทั้งสองนางก้าวลงจากเวทีและกลับมานั่งที่โต๊ะ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นจุดรวมสายตาที่คมกริบราวกับคมศรที่พร้อมจะทิ่มแทงได้ทุกเมื่อ

        สาวงามที่อยู่อันดับต้นๆ ของสำนัก แต่กลับมานั่งกับคนอย่างข้า!

        ทว่าความสนใจของข้ากลับอยู่ที่เค้กตรงหน้ามากกว่า!

        ถังเชวียหรานนั่งไขว่ห้างถือแก้วทรงสูงจิบไวน์ไปอึกหนึ่ง แล้วชำเลืองมองข้าก่อนจะถามอย่างใคร่รู้ “ปู้อี้เชวียนได้ยินมาว่าเจ้าเอาชนะซูเหยียนได้จริงหรือเปล่า?”

        ข้าตอบแบบอึกอัก “ก็ไม่ถึงกับว่าชนะ…เพียงแค่ชัยชนะในการทดสอบเล็กน้อยเท่านั้น”

        “โอ้อย่างนั้นหรอกเหรอ?”

        ถังเชวียหรานยิ้มบางแล้วพูดต่อ “ทุกคนต่างรู้ดีว่าเพลงดาบของตระกูลซูนั้นแข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมากว่าร้อยปี คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะเอาชนะได้ ถ้าอย่างนั้น หากมีโอกาสเราน่าจะมาประลองกันสักหน่อยดีไหม?”

        “ประลองอย่างนั้นเหรอ? ได้สิ ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน”

        “อืม”

        แม้ถังเชวียหรานจะสวยและดูเย็นชา แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนที่มุ่งมั่นและหยิ่งในศักดิ์ศรี ผู้หญิงแบบนี้คงรับมือยากน่าดู!

        …

        ผ่านไปไม่นาน ช่วงเวลาของการเต้นรำก็เริ่มขึ้น คู่ชายหญิงแต่ละคู่ก็ทยอยออกมารวมกันที่ลานเต้นรำ ความจริงนี่ควรจะเรียกว่างานสานสัมพันธ์มากกว่างานเลี้ยงศิษย์ใหม่ เพราะงานนี้เปิดโอกาสให้ชายหญิงแปลกหน้าจับคู่เต้นรำราวกับคนคุ้นเคยกันได้

        โต๊ะของพวกเรามีผู้คนทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่สวมสร้อยเงินเดินเข้ามาโค้งตัวลงอย่างสุภาพและกล่าวทักทาย “สวัสดีซูเหยียน ข้ามีนามว่าชื่อเฟิง เป็นทายาทของธนาคารชื่อซื่อ และเป็นศิษย์ของสำนักจิงอิง จะเป็นอะไรไหมถ้าข้าจะขอเชิญเจ้ามาเต้นรำด้วยกัน?”

        ซูเหยียนส่ายหน้าแล้วยิ้ม “ข้ารู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย เลยไม่ค่อยอยากเต้นเท่าไร ขอบใจ”

        เมื่อถูกปฏิเสธแบบอ้อมๆ ชื่อเฟิงจึงหันไปทางถังเชวียหราน แต่ก็ถูกนางตอกกลับด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าเชิญซูเหยียนไม่สำเร็จ แล้วคิดว่าจะได้โอกาสจากข้าอย่างนั้นเหรอ?”

        ชื่อเฟิงล่าถอยกลับไปพร้อมความอับอาย ข้าเองไม่ได้พูดอะไรนอกจากเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้า

        ผ่านไปเพียงสิบนาที แต่มีไม่ต่ำกว่าสิบคนที่เข้ามาเชิญสาวงามที่นั่งอยู่ข้างๆ ข้าไปเต้นรำแต่ก็ถูกปฏิเสธกันถ้วนหน้า ทั้งที่ในบรรดาคนเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้มีชื่อเสียง บ้างเป็นทายาทของครอบครัวผู้มีอำนาจ บ้างก็มาจากตระกูลที่ดี ทว่ากลับไม่มีผลอะไรต่อสาวงามทั้งสามแม้แต่น้อย

        จู่ๆ ซูเหยียนก็มีท่าทีเหมือนกำลังครุ่นคิดพลางห่อปาก แม้ตอนนี้จะยังมีชายหนุ่มอีกมากมายที่อยากเชื้อเชิญสาวงามไปเต้นรำด้วย

        “นี่ หยุดกินได้แล้ว”

        ซูเหยียนชำเลืองมองข้าแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้น “เจ้าอยู่ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของข้า แต่ไม่เคยคิดจะช่วยเพื่อนเลยอย่างนั้นเหรอ?”

        “ฮะ! ช่วยเหรอ?” ข้าถามอย่างฉงน

        ซูเหยียนเปลี่ยนสีหน้าไม่พอใจทันที “หรือต้องให้ข้าเป็นคนเอ่ยปากเชิญเองหรือไง เจ้าบ้า!”

        ข้าเข้าใจได้ในทันที “ซูเหยียน เจ้าจะเต้นรำกับข้าได้หรือไม่?”

        ซูเหยียนยิ้มร่า “ได้สิ…ไปกัน”

        ตั้นไถเหยาถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่หันไปมองถังเชวียหรานก่อนจะตัดใจถามอย่างเสียไม่ได้ “เชวียหราน เจ้าไปเต้นกับข้าไหม?”

        ถังเชวียหรานงุนงงไปชั่วขณะ แต่ก็ยิ้มรับคำเชิญของอีกฝ่ายด้วยความสนใจ “ผู้หญิงสองคนเต้นด้วยกันอย่างนั้นเหรอ น่าสนใจดีเหมือนกัน นั่งอยู่เฉยๆ แบบนี้ก็น่าเบื่อ”

        “อืม!”

        …

        เมื่อเดินเข้ามาที่ลานเต้นรำ พอข้ายื่นมือออกไป ซูเหยียนถึงกับแก้มแดงระเรื่อทันที นางประทับมือที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือของข้า ก่อนที่ข้าจะส่งยิ้มแล้วพูดออกไป “ข้าขอบอกไว้ก่อนว่าที่ข้าทำเพียงเพราะช่วยเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เพราะเต้นเป็นเลยสักนิด ฉะนั้นเจ้าต้องสอนข้า…”

        “คุณพระ…”

        ซูเหยียนมองข้าด้วยสายตาที่ไม่น่าเชื่อพร้อมกับพูดขึ้น “คนที่มีความสามารถเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหยินเย่เฉิงแต่กลับเต้นรำไม่เป็น?” ”

        “อืม ต่อให้มีเวลาว่าง ข้าเลือกไปล่าสัตว์ไม่ดีกว่าหรือไง”

        “เจ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ …” ซูเหยียนกระชับฝ่ามือดึงข้าเข้าไปที่ลานเต้นรำ “เต้นตามข้าแล้วกัน แต่อย่าเหยียบรองเท้าข้าล่ะ เพราะคู่นี้แพงมาก…”

        ข้าตอบไป “เฮ้ย เหมือนข้าจะเหยียบไปแล้ว…”

        ซูเหยียนหน้าบึ้งตึงและเงยหน้าดุเบาๆ “เจ้านี่มัน…”

        “แล้วจะเต้นต่อไหม?”

        “ก็ต้องเต้นสิ เจ้าเคยเห็นคนที่มาช่วยดับไฟไหม้ แต่ช่วยได้เพียงครึ่งเดียวแล้วกลับไปก่อนไหมล่ะ?” “ได้ ได้ อย่าโมโหสิ ข้าพยายามอยู่”

        “อืม…”

        เมื่อเต้นตามจังหวะของซูเหยียนไปพักหนึ่ง ข้าก็เริ่มคุ้นชินมากขึ้น ถ้าเทียบกับเพลงขาเมฆาหมอก การเต้นรำครั้งนี้ถือว่าง่ายจนน่าเบื่อไปเลย

        ทว่า ขณะที่ข้าก้มหน้าลงไปนั้นเป็นจังหวะเดียวกับซูเหยียนกำลังจ้องมองมาที่ข้าเช่นกัน จู่ๆ หัวใจข้าก็เต้นเร็วขึ้น ความจริง…การเต้นรำก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย!

        เมื่อเพลงจบลง เราสองคนจึงกลับมานั่งตามเดิม

        ตั้นไถเหยาและถังเชวียหรานกลับเข้ามาพร้อมกัน แววตาของกลุ่มชายด้านหลังยังคงว่างเปล่าและสิ้นหวัง เพราะถูกสาวงามทั้งสองปฏิเสธ แต่เลือกไปเต้นรำกันสองคน นี่มันอะไรกันเนี่ย!

        ทันใดนั้นก็มีเสียงประหลาดดังแว่วมาแต่ไกล

        “โอ้โฮ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณหนูซูเหยียนจะให้เกียรติเต้นรำกับคนอื่นด้วย ช่างเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ”

        เมื่อมองตามเสียงนั้นไปก็เห็นชายสามคนในชุดศิษย์ของสำนักจวี๋ฉีเดินตรงเข้ามา คนแรกคือคนที่ข้าเคยเจอคราวก่อนอย่างจวงเหิงซิ่ง ผู้ฝึกฝนลำดับที่สี่ของสำนักจวี๋ฉี อีกสองคนที่เหลือข้ารู้ว่าหนึ่งในนั้นคือเฉิ่นลั้ง ส่วนอีกคนข้าไม่รู้จักมาก่อน แต่เมื่อมารวมตัวกันได้ก็น่าจะมีนิสยใจคอไม่ต่างกันเท่าไร

        จวงเหิงซิ่งเดินเข้ามา โค้งตัวอย่างสุภาพ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แม่นางซูเหยียน ข้าขอเต้นรำกับท่านจะได้ไหม?”

        “ไม่ได้” ซูเหยียนตอบแบบไม่ต้องคิด

        “ทำไมล่ะ?”

        จวงเหิงซิ่งสีหน้าสงสัย “ท่านเต้นกับศิษย์ตัวสำรองได้แต่กลับเต้นกับข้าไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? ทรัพย์สินเงินทองของตระกูลจวงต่างก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งเสริมและค้ำจุนกลุ่มพันธมิตรนักปราชญ์ขาว พ่อของข้ากับท่านเสนาบดีก็เป็นเพื่อนกันมานาน ส่วนท่านกับข้าก็รู้จักและเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จะบอกว่าสมกันดั่งกิ่งทองใบหยกก็ไม่ผิด”

        ซูเหยียนลุกขึ้นแล้วยิ้มบางๆ “ข้าบอกว่าไม่ก็คือไม่ ได้โปรดอย่าเอาชื่อตระกูลจวงมากดดัน เพราะข้าไม่ได้สนใจอยู่แล้ว และที่สำคัญก็คือเจ้าควรจะแบ่งให้ชัดว่าเรื่องของท่านพ่อก็ส่วนหนึ่ง เรื่องของข้าก็ส่วนหนึ่ง”

        จวงเหิงซิ่งสีหน้าท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

        ถังเชวียหรานพูดเสริม “จวงเหิงซิ่ง วันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองศิษย์ปีหนึ่ง พวกเจ้าศิษย์จากสำนักจวี๋ฉีมายุ่งอะไรด้วย?”

        จวงเหิงซิ่งไม่กล้าแสดงท่าทีไม่พอใจต่อถังเชวียหราน จึงตอบกลับเสียงเบา “พวกข้าแค่มาดูสาวงามทั้งสามคนที่เขาพูดถึงกัน แล้วก็มาทำความรู้จักกับศิษย์ตัวสำรองผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย

        พูดแล้วเขาก็มองข้าด้วยสายตาที่คมดุจคมดาบ

        ปัญหามาถึงหน้าบ้านอีกแล้วสินะ!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)