0 Views

        หลังจากกลับมาถึงโรงกระบี่และให้อาหารลูกเจี๊ยบเรียบร้อย ข้าจึงรีบเข้านอน เพราะต้องการให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

        …

        รุ่งสางของอีกวัน

        อาจารย์ผู้ช่วยท่านหนึ่งนำชุดศิษย์สำรองตัวใหม่ถึงสามชุดมาให้ตามคำสั่งของสวี่ลู่ นางคงจะรู้ว่าเชิ้ตตัวเดิมนั้นขาดรุ่ยไม่มีชิ้นดี หลังจากการประลองกับเฉิ่นปู้หยุนที่ผ่านมา ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องใส่เสื้อที่นำมาจากเมืองหยินเย่เฉิง ซึ่งดูยังไงก็ช่างไม่เข้ากับชุดตัวอื่นๆ เลยสักนิด

        “พี่เชวียน!”

        เสียงของซ้งเชียนดังขึ้นทั้งที่เจ้าตัวยังมาไม่ถึง ไม่นานเขาก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวพร้อมกับกระดาษแผ่นใหญ่ในมือ “ดูนี่สิ ท่านขึ้นหนังสือพิมพ์ของสำนักอีกแล้ว ฮ่าๆๆ ตอนนี้ท่านเป็นที่จับตาของคนในสำนักยิ่งกว่าพวกศิษย์มีฝีมือในสำนักหยุนต้งอีกแน่ะ” พอหน้าหนังสือพิมพ์นั่นวางลงตรงหน้า ก็ทำให้เห็นหัวข้อข่าวที่เหมือนจะเป็นเรื่องร้ายแรงนั่น พอวางหนังสือพิมพ์ลงจึงได้เห็นพาดหัวข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจขณะนี้ ‘อาจารย์ฝีมือดีอย่างเฉิ่นปู้หยุน เลือกศิษย์ตัวสำรองเป็นผู้สืบทอดวิชาครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา!’ ตามด้วยรูปภาพประกอบเล็กๆ  อีกมากมายคล้ายต้องการขุดเรื่องเก่าๆ ของข้าระหว่างที่อยู่ในสำนักมาป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ ข้าดูเนื้อหาแล้วพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครเป็นคนเขียนเรื่องพวกนี้ ข้าต้องการขอร้องให้หยุดเขียนเรื่องของข้าสักที”

        “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าสำนักสีเลี้ยนจะรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ แต่พวกนั้นเป็นถึงคนในสามสำนักใหญ่ พวกเราอย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า” ซ้งเชียนตอบก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าไม่พอใจแล้วพูดต่อ “ได้ยินว่าเมื่อวานซูเหยียนได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยท่านอย่างนั้นเหรอ?”

         “อืม…”

        ข้าพยักหน้ารับ “แล้ววันนี้เจ้าไม่มีเรียนเหรอ?”

        “มีสิ ภาคเช้ามีทฤษฎีสองคาบ ส่วนภาคบ่ายฝึกปฏิบัติ” ซ้งเชียนมองมายังหน้าอกที่มีคำว่า ‘สำรอง’ ก่อนจะเลิกคิ้วพลางพูดต่อ “พี่เชวียน ตอนนี้ท่านเองก็มีสิทธิ์เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ของสำนักและเข้าเรียนเหมือนข้าได้แล้วนี่ จะทำงานอยู่ที่โรงเกลากระบี่แบบนี้ต่อไปก็ดูจะยังไงอยู่นะ…” ข้ายิ้มก่อนจะตอบอีกฝ่าย “จริงๆ แล้วจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนขั้นมันก็ไม่สำคัญหรอก แต่การที่ได้ฝึกฝนอยู่กับตัวเองในโรงเกลากระบี่ มันทำให้ข้ารู้สึกมีสมาธิและบรรลุขั้นเร็วกว่าปกติด้วย แล้วเจ้าล่ะซ้งเชียน… ฝึกไปถึงไหนแล้ว บรรลุขั้นเบิกวิญญาณหรือยัง?”

        “ข้าแค่รู้สึกเหมือนจะบรรลุแล้ว แต่ก็ยังไม่บรรลุสักที” เขาลูบท้ายทอยท่าทางเขินอายก่อนจะพูดต่อ “ท่านก็รู้ว่าข้าไม่เหมาะกับทางนี้ ต่อให้ข้าต้องบำเพ็ญไปตลอดชีวิตก็คงได้แค่นี้แหละ  ความจริงข้ากลับสนใจเรื่องค้าขายมากกว่า ท่านง มีการคิดสูตรชาใหม่เรียกว่า ชานม มีหลากหลายรสชาติและอร่อยมากๆ ด้วย เห็นว่าตอนนี้ที่เมืองหลินเสี่ยของเรายังไม่นิยมกัน ในสำนักหมื่นวิญญาณยิ่งแล้วใหญ่ ข้าเลยอยากจะเรียนรู้และทำความรู้จักให้มากสักหน่อย แล้วเอามาขายที่นี่ ท่านคิดว่าอย่างไร?”

        “เจ้ามีพวกวัตถุดิบและอุปกรณ์พวกนั้นเหรอ?”

        “มีสิ ข้าใช้เงินห้าร้อยเหรียญฝากให้เพื่อนที่เมืองเทียนยินเฉิงซื้อพวกส่วนประกอบและอุปกรณ์มาให้ ส่วนวัตถุดิบที่เมืองหลินเสี่ยของเราก็มีขาย แฮ่ๆ…” เขาถูมือทั้งสองข้างขึ้นลงเหมือนต้องการพูดบางอย่าง “ที่ข้ามาวันนี้เพราะต้องการให้ท่านช่วยอะไรสักหน่อย…”

        “อืม ว่ามาสิ…”

         “พอดีว่าที่สำนักหมื่นวิญญาณของเรานอกจากร้านใหญ่ๆ ในสำนักก็ไม่มีร้านอื่นเลย  ข้าจึงอยากได้หนังสือสั่งการที่มีลายมือของพี่เสวียนยินของเราสักใบก็พอแล้วล่ะ…”

        เขาว่าแล้วล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “อะ อันนี้แหละที่ข้าว่า…”

        ข้ารับมาอ่านพักหนึ่งก่อนจะบอกไป “เดี๋ยวถ้าข้าว่างจะเอาไปให้นางแล้วกัน ส่วนผลจะออกมาดีหรือเปล่าข้าเองก็ไม่กล้ารับประกัน…”

        “อืม ได้พี่เชวียนมาช่วย ข้าเชื่อว่ามันต้องออกมาดี!”

        “รีบไปเรียนเถอะ เดี๋ยวสักพักข้าก็จะไปแล้ว”

        “อืม งั้นข้าไปก่อนล่ะ” ข้ามองแผ่นหลังอวบๆ เดินออกไป แล้วทำได้แค่ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ชอบการฝึกฝนที่เคี่ยวกรำ เอาแต่กินๆ นอนๆ อย่างเดียว ขืนเป็นแบบนี้จะต้องกลายเป็นเจ้าเด็กอ้วนแน่ๆ

        …

        หลังจากทำงานมาทั้งวันก็นัดพี่เสวียนยินออกไปกินข้าวเย็นด้วยกัน และถือโอกาสเอาหนังสือที่ซ้งเชียนฝากมาให้นางดู และก็เป็นไปตามคาด เพราะนางไม่ได้สนใจเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว จึงรับมาเซ็นให้เรื่องจบไป

        เรานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในร้านนอกสำนัก เมื่อดูจากรอยขีดข่วนบนโต๊ะก็พอจะรู้ว่าผ่านการใช้งานมานานพอสมควร “ดูเหมือนกระบวนท่าในการใช้ขาและการเคลื่อนไหวของเฉิ่นปู้หยุนจะเข้ากับวิชาลมหายใจมังกรเป็นอย่างดี เจ้าจะต้องตั้งใจเรียนล่ะ!” นางบอกพลางยิ้ม ก่อนจะใช้นิ้วม้วนผมไปมาราวกับครุ่นคิดบางอย่าง “หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ขอแค่เจ้าเรียนได้สักแปดสิบเปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด  จากนี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว”

        “แล้วถ้าเอาทักษะการต่อสู้ของท่านเทียบกับเฉิ่นปู้หยุนล่ะ?”

        “อยู่ต่อหน้าข้าเขาไม่มีทางได้ใช้กระบวนท่าพวกนั้นหรอก เพราะเขาจะไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เป็นอันขาด”

        “ว้าว…”

        ข้าเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างก่อนจะถามต่อ “ข้าก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ที่ผ่านมาท่านฝึกฝนอะไรบ้างเหรอท่านพี่?”

        “เคล็ดวิชาใจ นิ้วทองคำ แล้วก็ลมหายใจมังกร”

        “ง่ายๆ แค่นี้นะ?”

        “ก็ใช่ไง” นางหัวเราะออกมา “ถ้าฝึกฝนวิชาใดวิชาหนึ่งจนเข้าขั้นเซียนจะถือว่าไร้เทียมทาน ไม่ว่าจะเป็นขั้นสูงอย่างวิชาขั้นสุดยอด ขั้นสูง ขั้นหนึ่ง ขั้นสองหรือขั้นธรรมดาก็ไม่ต่างกัน เจ้าไม่เคยได้ยินคนที่ใช้เพลงกระบี่วายุสังหารเพียงท่าเดียวกลับไร้เทียมทานในเมืองซีเฉิงอยู่หลายปีอย่างจางเทียนหรือไง”

        ข้าพยักหน้ารับรู้แล้วถามต่อ “ท่านพี่ ถึงแม้ข้าจะเป็นเพียงศิษย์สำรองแต่เมื่อไหร่ข้าจะได้เข้าเรียนตามปกติล่ะ ข้าเองก็อยากจะเรียนพวกทฤษฎีพื้นฐาน ไหนจะเรื่องการใช้ปืนผาหน้าไม้พวกนั้นด้วย”

        “เรื่องนี้เหรอ…”  พี่เสวียนยินกางขาอันเรียวสวยออกเล็กน้อยในชุดกระโปรงสั้นรัดรูป ไม่ว่าใครได้เห็นก็แทบหยุดหายใจ“จริงๆ แล้วข้าแค่ออกคำสั่งไปเจ้าก็สามารถเลื่อนขั้นได้แล้วล่ะ แต่ถ้าทำแบบนั้นคงจะมีหลายคนออกมาคัดค้านและประณาม สู้ให้เจ้าเข้าร่วมการทดสอบศิษย์ใหม่ที่จะมีขึ้นอีกสิบวันข้างหน้าไม่ดีกว่าหรือไง? ทุกๆ สองถึงสามเดือน ทางสำนักจะมีการทดสอบหนึ่งครั้งเพื่อคัดศิษย์ของสำนักไปยังสำนักย่อยและห้องเรียนต่างๆ คนที่มีพัฒนาการเร็วอย่างเจ้าจะให้ผ่านการทดสอบเข้าไปสำนักดีๆ หนึ่งในห้าสำนักชั้นนอกอย่างจวี๋ฉีก็คงไม่มีปัญหา”

        “ได้ อีกสิบวันใช่ไหม?” ความรู้สึกคึกคะนองอยากจะสู้ของข้ามันตื่นตัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้จนต้องพูดออกมา ในเมื่อจะหลุดพ้นจากชื่อศิษย์สำรอง ก็จะต้องถอดมันออกอย่างมีศักดิ์ศรี!

        “อืม เดี๋ยวข้าจะให้สวี่ลู่จัดการให้เอง และอีกอย่างการคัดเลือกของสำนักค่อนข้างเข้มงวด ซึ่งเจ้าจะต้องเตรียมรับมือให้ดี”

        “ข้ารู้แล้วน่า”

        “ก็ดี”

        ปู้เสวียนยินหาวหวอดแบบขี้เกียจ ผมยาวสวยสะบัดไปมาก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสง่างาม จนเรียกความสนใจจากโต๊ะข้างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เพราะเครื่องหมายดาวสีทองอร่ามที่ติดอยู่บริเวณคอปกทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาเกาะแกะด้วย

        คนที่นั่งโต๊ะถัดไปต่างอาศัยสำนักหมื่นวิญญาณในการดำเนินชีวิต โดยสำนักมีการแบ่งอาจารย์ออกตามขั้น คือ อาจารย์ผู้ช่วย อาจารย์ปกติ และอาจารย์ระดับสูงที่มีการประดับดาวสีเงินไว้ตั้งแต่ หนึ่งดวง สองดวง และสามดวงตามลำดับ ส่วนปรมาจารย์นักรบวิญญาณจะเป็นดาวสีทองดวงเล็ก หากแข็งแกร่งที่สุดจะไว้ที่ปกคอเสื้อเพียงดวงใหญ่ดวงเดียว เช่นเดียวกับที่ปกคอเสื้อของพี่เสวียนยินที่มีเกียรติ หรูหรา และมีระดับ

        “ข้าจะต้องกลับไปนอนพักสักงีบแล้วล่ะ เจ้าเองก็ควรกลับไปพักผ่อนเหมือนกัน แล้วค่อยไปให้เฉิ่นปู้หยุนช่วยสอน”

        “อืม”

        พอจบบทสนทนาเราทั้งสองก็เดินออกมาจากร้านอาหารจนพ้นขอบประตู นางก็พูดขึ้น

        “เดี๋ยวก่อน… เสี่ยวเชวียน ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานเฉิ่นปู้หยุนแทบจะฆ่าเจ้าอยู่แล้ว แล้วแบบนี้เจ้าแค้นอะไรเขาหรือเปล่า? เพราะถ้าเกิดไม่ชอบหน้าเขาขึ้นมา เจ้าคงไม่มีกะจิตกะใจจะไปเรียนวรยุทธ์กับเขาแน่ๆ ”

        ข้าส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่หรอก ข้าคิดมาตลอดว่าเฉิ่นปู้หยุนไม่ได้อยากฆ่าข้าจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงซัดทะลุหัวใจตั้งแต่สามหมัดแรกแล้ว ในทางกลับกันแต่ละหมัดที่ซัดลงมาคล้ายโจมตีเพื่อเปิดทางสิ่งให้สิ่งที่ยังติดขัดภายในมากกว่า แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างที่คิดหรือเปล่า” ปู้เสวียนยินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น “เจ้าคิดได้แบบนี้ก็ดี เพราะผู้ที่แข็งแกร่งต้องรู้จักใจกว้างและคิดในแง่บวกเพื่อให้อภัย ส่วนพวกที่คิดเล็กคิดน้อยเอาแต่จะแก้แค้นก็จะอวดดีทะนงตนได้เพียงชั่วคราว สุดท้ายก็ไม่อาจเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง และเป็นได้เพียงพวกที่ต่ำต้อยเท่านั้น”

        “อืม ข้าทราบแล้วท่านพี่”

        “ไปเถอะ กลับกันเถอะ!”

        …

        กลับมาถึงโรงเกลากระบี่ได้ไม่นาน ซูเหยียนและตั้นไถเหยาก็มาถึงพร้อมกับกล่องข้าวที่ไม่เยอะเหมือนครั้งก่อนๆ เหมือนรู้ว่าข้าเพิ่งจะกินจนอิ่มแปล้

        “วันนี้เรามาประลองกันดีไหม?” ซูเหยียนเสนอขึ้นมา

        อันที่จริงข้าก็คิดว่าการได้ประลองจะช่วยพัฒนาศักยภาพและแก้ไขจุดที่บกพร่องของตัวเองได้ดีที่สุด เพราะการฝึกฝนกับคนด้วยกันย่อมดีกว่าหุ่นไม้แน่นอนอยู่แล้ว “ตกลง” ข้าตกลงอย่างยินดี ตั้นไถเหยาที่อยู่ข้างๆ ชอบใจจนออกนอกหน้าแล้วนั่งเท้าคางพูดขึ้น “ซูเหยียนสู้ๆ! ปู้อี้เชวียนสู้ๆ!”

        ข้ามองอย่างเอาจริงเอาจัง ซูเหยียนเองก็เรียกกระบี่เพลิงกัลป์ออกมาจนเพลิงร้อนแผ่ไปทั่วลานแห่งนี้ ขณะเรียกกระบี่คมจันทราออกมา แววตาของนางนั้นเหมือนกับคู่ต่อสู้ที่มีระดับพลังไม่ต่างกัน

        ปึ้ง!!

        นางกระทืบเท้าลงพื้น ใบไม้ที่เคยดาษดื่นอยู่บนพื้นก็ตีกลับขึ้นมาในอากาศ และเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระบี่เพลิงกัลป์สะท้อนแสงแห่งเปลวเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่หน้าท้องด้วยกระบวนท่าที่งดงามไร้ที่ติ ดูเหมือนเพลงกระบี่ของนางจะพัฒนาขึ้นมาก หลังจากที่เรียนวิชาปลายพู่กันจากข้า

        วูบ…

        ข้าเตะเท้าแล้วถอยเป็นทางยาวพร้อมกับกวัดแกว่งกระบี่เพื่อจำกัดใบไม้ที่บดบังทัศนวิสัยก่อนจะเอี้ยวตัวหลบคมกระบี่อย่างคล่องแคล่วแม้ไม่ใช้พลังวิญญาณ

        สุดท้าย ซูเหยียนก็พ่ายแพ้ให้กับข้าทั้งเจ็ดกระบวนท่า เพราะไม่สามารถเข้าประชิดตัวได้เลยสักครั้ง ใบหน้าหญิงสาวแดงก่ำด้วยความโกรธก่อนจะพูดเสียงเข้ม “ข้าจะเอาจริงแล้วนะ!”

“เข้ามาเลย!”

        แค่พริบตาเดียว พลังของนางก็ปะทุออกมาบนกระบี่เพลิงกัลป์เปลวเพลิงที่พลิ้วไหวดุจมังกรโฉบฉวัดเฉวียน และส่งเสียงคำรามอย่างแผ่วเบา และนี่คือเคล็ดวิชาประจำตระกูลซูอย่างเมฆาเพลิงมังกร ซึ่งได้รับการยอมรับจากวิหารเจ็ดเทพว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดที่พบได้น้อยในแผ่นดินนี้ ขณะที่ซูเหยียนจัดกระบี่ในแนวขวางแล้วพุ่งเข้ามา ข้าเบี่ยงตัวหลบไปทางซ้ายแล้วกระแทกเข้าที่ไหล่ของนางเบาๆ กระบี่ของนางก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้แล้ว แต่กลับเป็นกระบี่ของข้าที่ทาบอยู่บนไหล่ของนางแทน

        “ฮะ?”

        ซูเหยียนถลึงตาแล้วถามต่อ “ข้าแพ้แล้วอย่างนั้นเหรอ?”

        “ใช่” ข้าพูดอย่างลำพองใจเล็กน้อย

        “มันก็ไม่แน่” ซูเหยียนยิ้มออกมา จู่ๆ นางก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา มีเพียงหมัดที่ไฟลุกท่วมซัดเข้ามาที่หน้าอกอย่างจัง

        ตูม!!

        แม้อนุภาพจะไม่มากเท่าไร แต่ก็ทำเอาข้าเซถลาไปไกลถึงหนึ่งเมตร ข้าชะงักไปพักหนึ่งแล้วถามอย่างฉงน “เมื่อกี้มัน… เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงหายไปแบบนั้น?”

        ซูเหยียนหัวเราะแต่ไม่ได้พูดอะไร ตั้นไถเหยาทกระโดดลงจากขอนไม้แล้วพูดขึ้น “นี่คือการควบคุมเวลาที่ข้าเคยบอกไง เมื่อครู่ซูเหยียนเร่งเวลาของตัวเองให้เร็วขึ้น และยืดเวลาของเจ้าออกไป ทำให้การกระทำของเจ้าช้าลง ส่วนซูเหยียนกลับเร็วเหมือนสายฟ้า”

        ข้ามองไปยังซูเหยียนอยู่นานก่อนจะพูดขึ้น “พลังพรสวรรค์ของเจ้าน่ากลัวจริงๆ หวังว่าพวกเราจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันไปตลอด เพราะข้าเองก็ไม่ได้อยากจะมีคู่ต่อสู้ที่มีพลังเหมือนเจ้า”

        “เรื่องนั้นวางใจได้”

        ซูเหยียนยืดอกที่นูนเด่นพลางยิ้ม “พวกเราไม่มีทางเป็นคู่อริกันแน่นอน! จริงด้วย… พรุ่งนี้ข้ากับอาเหยามาไม่ได้นะ”

        “ทำไมล่ะ?”

        “เพราะพรุ่งนี้เป็นงานเลี้ยงของศิษย์ใหม่น่ะสิ ทางงานส่งคำเชิญให้แก่ศิษย์ใหม่ทั้งหมดร้อยคน ซึ่งข้ากับอาเหยาก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน”

        “อ่อ แบบนี้นี่เอง…”  ข้าตอบด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย

        ซูเหยียนที่เหมือนจะมองออกก็หัวเราะคิกคักออกมา “และอีกอย่างฝ่ายผู้จัดงานได้ฝากข้ากับอาเหยาเป็นตัวแทนมาเรียนเชิญศิษย์สำรองที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างเจ้าให้ไปร่วมด้วย ฉะนั้นพรุ่งนี้หนึ่งทุ่มตรงเจ้าต้องมาให้ได้นะ!”

        “…”

        งานเลี้ยงศิษย์ใหม่อย่างนั้นเหรอ  คงเป็นงานที่รวบรวมผู้ที่แข็งแกร่งและชนชั้นสูงมากมายมาไว้ในที่เดียวกัน ถือโอกาสทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ข้าต้องไปแน่!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)