0 Views

        ตูม!

        ทั่วทุกอณูในร่างกายราวกับถูกบดอัดจนแหลกละเอียด ขณะเดียวกันกลับรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป คล้ายเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกว่าข้าจะตายในอีกไม่ช้า

        ทว่ากระแสความร้อนในร่างกายกลับแผ่กระจายไปทั่ว และสะสมรวมกันเป็นพลังอันแข็งแกร่ง หรือความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการฟื้นคืนชีพของแก่นแท้วิญญาณ!

        อีกนิดเดียวเท่านั้น!

        เมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าเฉิ่นปู้หยุนกำลังหัวเราะเยาะให้กับสภาพที่เต็มไปด้วยเลือด แต่ก็ไม่วายฝืนยิ้มและพูดเย้ยอีกฝ่าย  “ท่านเป็นถึงจอมยุทธ์ในอันดับมังกร แต่พอเอาเข้าจริงกลับไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับไม่ได้กินข้าวมาเสียอย่างนั้น?”

        “เจ้ามันรนหาที่ตาย!”

        เฉิ่นปู้หยุนตวาดลั่นก่อนจะกระแทกหมัดที่หนักอึ้งดั่งลูกเหล็กเข้าที่หัวใจเต็มแรง!

        ตึง!

         ร่างกายขดเกร็งจากแรงหมัด หัวใจเหมือนกับถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ความปวดร้าวอันแสนสาหัสมันมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาทั้งหมดได้ ทว่าหมัดนี้กลับไม่ได้มอบความตายให้แก่ข้า แต่คือการฟื้นคืนชีพขึ้นมาแทน!

        หมัดสุดท้ายของเฉิ่นปู้หยุนได้ปลดความกลัดกลุ้มที่อัดแน่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ราวกับทลายสิ่งกีดขวางเพื่อให้สายน้ำได้ไหลกลับสู่ห้วงมหาสมุทร พลังภายในยังคงไหลเวียนและถูกหล่อหลอมใหม่อย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งบาดแผลตามร่างกายก็หายเป็นปลิดทิ้ง พละกำลังมหาศาลก็หวนกลับสู่ร่างกาย ภายในสมองเกิดแสงสว่างวาบแล้วเปลี่ยนเป็นภาพเคลื่อนไหวของหมู่เมฆบนท้องฟ้า และแสงแห่งพลังวิญญาณที่ปรากฏชัดยิ่งขึ้น การฟื้นคืนชีพของแก่นแท้วิญญาณ!”

        เปิดตาทิพย์ แก่นแท้วิญญาณฟื้นคืน!”

        ในที่สุดข้าก็ปลดผนึกพลังและพัฒนาศักยภาพขึ้นไปอีกขั้น!

        เสื้อผ้าที่เคยขาดหลุดรุ่ยและร่องรอยบาดแผลค่อยๆ หายไป เพียงพริบตาเดียวข้าก็ลุกขึ้นยืนท่ามกลางกองเลือดเปรอะเปื้อน

        สภาพร่างกายหลังจากการฟื้นคืนชีพ ทั้งบาดแผลที่สมานจนสนิท มัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ผิวพรรณที่ผุดผ่อง และเมื่อมองผ่านตาทิพย์จะเห็นว่ากระดูกและระบบภายในกลับมาสมบูรณ์ปกติดังเดิม ทั้งหมดนี้ยืนยันได้ว่าข้าบำเพ็ญขั้นหลอมปราณจนถึงระดับเซียนแล้ว! เฉิ่นปู้หยุนตะลึงไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้  “ดี! เป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่กลัวตายอย่างที่คิดสินะ เจ้าช่างไม่เหมือนใครจริงๆ ข้าชอบ! ตอนนี้ยังรู้แค่เพลงขาแต่ไม่รู้การเคลื่อนไหว พรุ่งนี้เวลาเดิมมาเจอกันที่นี่ ข้าจะสอนการเคลื่อนไหวให้เจ้าเอง!”

        “ขอบคุณมาก… ท่านอาจารย์”

         จู่ๆ ฝูงนกก็พากันแตกรังบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะปรากฏเงาของใครคนหนึ่งออกมาจากยอดเขา เมื่อพินิจจากแสงที่คุ้นตาก็พอจะรู้ว่าเป็นกระจกเพลิงทิวากรของพี่เสวียนยิน หรือที่จริงนางคอยจับตาดูข้าอยู่ตลอด หากเฉิ่นปู้หยุนเกิดพลั้งมือฆ่าข้าขึ้นมาจริงๆ นางก็คงไม่ปล่อยให้เขาลอยนวลไปง่ายๆ แน่

        “เอาล่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว!”

        เฉิ่นปู้หยุนประกาศกร้าวกับลูกศิษย์คนอื่นๆ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปไม่ต้องขึ้นมาที่นี่อีก ข้าจะไม่รับคำท้าของใครหน้าไหนแล้ว!”

        หมายความว่า เฉิ่นปู้หยุนจะรับข้าเป็นผู้สืบทอดวิชาแล้วอย่างนั้นเหรอ? ตำแหน่งปรมาจารย์นักรบวิญญาณเป็นสิ่งที่ทุกคนเคารพ พอเฉิ่นปู้หยุนพูดจบลูกศิษย์ต่างก็ค่อยๆ ทยอยกันลงเขาอย่างว่าง่าย เพราะฉายาที่ว่า ‘เจ้าบ้าเฉิ่นปู้หยุน’ เป็นชื่อที่ใครต่างก็รู้จักดี และไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าเขาจะทำอะไรต่อไป

        …

        “ซูเหยียน เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”

        ข้าเดินออกมาจากป่าอย่างรีบร้อน  เป็นจังหวะเดียวกับที่เห็นตั้นไถเหยากำลังพยุงซูเหยียนขึ้นมาพอดี แขนของนางแดงเถือกจากการถูกหมัดของเฉิ่นปู้หยุนทำร้ายมา

        “หึ เจ้าบ้าคนนี้!”

        ตั้นไถเหยาขมวดคิ้วพลางพูดขึ้น “นึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่
ซูเหยียนก็ยังกล้าทำร้าย มิน่าล่ะทุกคนต่างเรียกเขาว่าเจ้าบ้าเฉิ่นปู้หยุน!”

        ข้าพยุงซูเหยียนลุกขึ้นพร้อมกับพูดขึ้น “ไปกันเถอะ ไปที่ห้องพยาบาลทำแผลให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวข้าไปส่ง”

        สีหน้าของนางซีดลงนิดหน่อย แล้วถามกลับ “เจ้าคนกินจุ เจ้าบาดเจ็บหนักขนาดนั้นทำไมจู่ๆ ถึงหายดีแล้วล่ะ?”

        “เรื่องมันยาวน่ะ ไปห้องพยาบาลก่อนแล้วกัน”

        “อืม…”

        …

        ถึงทางเดินลงเขาจะไม่ไกล แต่ก็ไม่ได้ใกล้ซะทีเดียว

        หลังจากปลดผนึกพลังแล้วการตอบสนองของร่างกายก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน กระทั่งรับรู้ได้ถึงเงารางๆ ในความมืด ราวกับมีคนกำลังติดตามพวกเราอยู่ เมื่อพวกเราเดินเงานั้นก็เดินตาม แต่พอพวกเราหยุดมันก็หยุดเช่นกัน ถ้าทายไม่ผิดคงจะเป็นองครักษ์ของซูเหยียนที่เล่าลือต่อกันมาอย่างลุงหลงนั่นเอง

        แต่หากพิจารณาจากพลังที่แผ่ออกมาแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าท่านลุงหลงท่านนี้มีพลังที่เหนือกว่าข้าหลายเท่า จึงไม่จำเป็นต้องพยายามหาเขาให้เสียเวลา

        ตั้นไถเหยาพยุงแขนข้างที่บาดเจ็บของซูเหยียน ข้าจึงพยุงแขนอีกข้าง แต่เมื่อถึงตีนเขากลับกลายเป็นซูเหยียนที่จับแขนของข้าไว้ให้พานางเดินไปเอง ข้าหันกลับไปมองนางในบางครั้ง ก็ได้เห็นใบหน้าที่แดงระเรื่อสวยงาม ค่ำคืนนี้ไม่มีสิ่งใดสวยงามไปมากกว่านี้อีกแล้ว

        ณ ห้องพยาบาล ตรวจพบว่าเป็นแค่แผลถลอก

        ซูเหยียนเป็นผู้ฝึกฝนวิญญาณในขั้นผู้พิทักษ์ระดับสวรรค์ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเฉิ่นปู้หยุนแข็งแกร่ง ก็คงไม่มีอะไรมาทำร้ายนางได้เหมือนกัน แสงจันทร์สีเหลืองนวลจากด้านนอกสาดส่องยังพื้นถนนของสำนัก โรงเกลากระบี่อยู่ไม่ไกลจากที่พักของพวกนางเท่าไร ทำให้พวกเรายังเดินอยู่บนทางเดียวกันอยู่

        ซูเหยียนขมวดคิ้วด้วยความกังวล

        “เป็นอะไรไปล่ะ?” ตั้นไถเหยาถามพลางยิ้ม “ดูท่าทางกลุ้มอกกลุ้มใจ?”

        ซูเหยียนห่อปากแล้วพูดขึ้น “เดิมทีข้าก็คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอแล้ว า แต่คิดไม่ถึงเลยว่าแค่เพียงหมัดเดียวของเฉิ่นปู้หยุนจะระเบิดชุดเกราะรบของข้าจนขาดรุ่ย และบาดเจ็บได้ขนาดนี้… อาเหยา ขอบคุณเจ้ามากสำหรับการถ่ายพลังเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับข้า มิฉะนั้น เกรงว่าถ้าข้าโดนหมัดของเฉิ่นปู้หยุนโจมตีอีกเพียงแค่หมัดเดียวคงตายไปแล้วล่ะ…”

        จริงๆ แล้ว ก็แค่ทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเองจึงกลายเป็นบาดแผลในใจ

        ข้าอดยิ้มออกมาไม่ได้

        ซูเหยียนหันกลับมามองข้า “เจ้าคนกินจุ เจ้ายิ้มอะไร?”

        ข้าพูด “การแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ ยิ่งกับผู้ที่มีฝีมือลำดับที่ 7 ในอันดับมังกรอย่างเฉิ่นปู้หยุนยิ่งไม่ต้องพูดถึง เล่ากันว่าเขามีฝีมือดีในขั้นผู้พิทักษ์ระดับสวรรค์ สูงกว่าเจ้าถึงสี่ขั้นเต็มๆ หนึ่งขั้นเท่ากับหนึ่งชั้นฟ้านี่ห่างกันถึงสี่ขั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย การที่จะใช้หมัดเดียวแล้วเห็นผลแพ้ชนะแบบนี้มันก็เรื่องธรรมดา”

        ซูเหยียนยังคงพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไร “เจ้าคนกินจุ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็จะได้รับการถ่ายอดวิชาจากเฉินปู้หยุนแล้ว เกียรติยศอันสูงส่งก็คงมีแค่เจ้าคนเดียวที่ได้รับ แล้วอีกอย่างพลังพรสวรรค์ของเจ้าก็ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว ทั้งยังมีความรู้พื้นฐานของวิชาลมหายใจมังกรอีก และอีกไม่นานก็จะหลุดพ้นจากการเป็นศิษย์ตัวสำรองแล้วสินะ”

        “ก็อาจจะ แต่ใครจะรู้ล่ะ?ถึงที่พักหญิงแล้ว ข้าส่งถึงตรงนี้นะ”

        “อืม”

        …

        ท่ามกลางความมืด เดิมทีก็อยากจะมุ่งกลับไปที่โรงเกลากระบี่เลย แต่พอคิดดูอีกที ไปหาพี่เสวียนยินก่อนดีกว่า

        บ้านของนางเงียบสงัด แต่ขณะที่ข้าเดินเข้าไปใกล้กลับพบว่ามีองครักษ์สองสามคนกำลังลาดตระเวนอยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีกคนที่สวมเครื่องแบบอาจารย์ยืนอยู่และนั่นก็คือสวี่ลู่นั่นเอง

        “เจ้าเด็กนี่ยังนับว่ายังรู้บาปบุญคุณโทษ ในที่สุดก็มานะ!”

        สวี่ลู่เดินเข้ามาพร้อมกับตบบ่าแล้วพูดว่า “เจ้าเข้าไปแล้วก็ระวังคำพูดให้ดีหน่อยล่ะ”

        “เกิดอะไรขึ้น?”” ข้าถามอย่างงุนงง

        สวี่ลู่ขมวดคิ้วพูดขึ้น “หลังจากนางกลับมาจากเขาลั่วเซี่ยก็เอาแต่หลบอยู่ในห้องแล้วร้องไห้ เจ้าผ่านความเป็นความตายมาอย่างโชกโชนเลยไม่ได้คิดอะไร แต่เจ้ารู้บ้างไหมว่านางก็เคยผ่านมาเหมือนกับเจ้าเช่นกัน แต่ถ้าเจ้าตายอยู่ในเงื้อมมือของเฉิ่นปู้หยุนจริงๆ ข้าเชื่อเลยว่านางจะฆ่าเฉิ่นปู้หยุนเพื่อแก้แค้นให้เจ้าแน่นอน เฮ้อ… เด็กดื้ออย่างเจ้าไม่รู้เลยสินะว่านางเป็นห่วงเจ้ามากขนาดไหน”

        พูดจบ นางก็ผายมือเชื้อเชิญข้าเข้าไปข้างใน “เจ้าเข้าไปเถอะ ข้าจะรออยู่ตรงนี้แหละ”

        “อืม”

        ข้าก้าวเท้าไปข้างหน้า ผลักประตูเปิดเข้าไป ในห้องรับแขกไม่ได้เปิดไฟ ข้าจึงถือวิสาสะเปิดไฟให้สว่าง ก็เห็นปู้เสวียนยินนอนอยู่บนโซฟาด้วยดวงตาที่แดงกร่ำเล็กน้อย บนตัวมีเสื้อกันหนาวผืนใหญ่คลุมไว้ เหมือนกับว่านางเพิ่งจะผล็อยหลับไปก่อนที่ข้าจะเข้ามาเพียงพักเดียว

        “เสี่ยวเชวียน เจ้ามาได้ยังไง?” นางถามด้วยความตกใจ

        “มาเยี่ยมท่านไงล่ะ”

        ข้าไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่นางไปเขาลั่วเซี่ย แต่กลับตรงเข้าไปรินน้ำให้นางแล้วว่าพลางยิ้ม “ท่านพี่ ข้าผ่านการทดสอบนี่แล้วนะ น้ำยาพันวิญญาณของท่านมีประโยชน์มากจริงๆ ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าปลดพลังในร่างได้ แต่ข้ายังได้รับการยอมรับจากเฉิ่นปู้หยุน และยินดีถ่ายทอดวิชาเพลงขากับการเคลื่อนไหวให้ข้าดวย”

        “จริงหรือ?”

        นางยิ้มภูมิใจ “ข้านึกไว้แล้วว่าเจ้าต้องทำได้ แล้วแบบนี้ข้าจะมัวแต่นอนต่อได้อย่างไร ไปเถอะ! ออกไปกินมื้อดึกกันข้าเลี้ยงเอง”

        “เอาสิ”

        “ไปกันเถอะ”

        นางเอาเสื้อกันหนาวผืนใหญ่คลุมไว้บนไหล่เพื่อบดบังร่างกายที่อ่อนแอ จากนั้นจึงเรียกสวี่ลู่ให้ออกไปกินของอร่อยด้วยกัน

        ครั้งที่แล้วกินเนื้อแกะ ครั้งนี้จึงเปลี่ยนมากินเนื้อวัวแทน มื้อนี้ท่านพี่เลี้ยงจึงไม่เสียเงินเลยสักเหรียญ แถมยังอิ่มไปอีกหนึ่งมื้อด้วย

        พอกลับมาก็ดึกมากแล้ว

        เมื่อส่งปู้เสวียนยินกลับห้องแล้ว ข้าจึงขอตัวกลับ แต่ทว่าใต้แสงจันทร์นั้นยังมีสวี่ลู่ที่ยืนอยู่ เมื่อเห็นข้าออกมานางก็ถามขึ้น “นางหลับแล้วเหรอ?”

        “อืม เห็นบอกว่าอาบน้ำเสร็จก็จะนอนแล้ว”

        “ต่อไปเจ้าต้องมาหานางบ่อยๆ” สวี่ลู่พูดเป็นนัย “อย่ามัวแต่อยู่กับซูเหยียนและตั้นไถเหยาทั้งวันล่ะ ถึงแม้ว่าการหาคนรักเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังไงพี่สาวก็สำคัญไม่แพ้กันนะ ใช่ไหม?” ข้าทำตัวไม่ถูกจึงถามอีกฝ่าย “พี่ลู่ ท่านอยากพูดอะไร พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”

        สวี่ลู่พยักหน้า แล้วมือชี้ไปที่ดอกไม้สีขาวในสวนของพี่เสวียนยินแล้วพูดขึ้น “เจ้ารู้ไหมว่าดอกไม้ชนิดนี้ชื่อว่าอะไร?”

        “ได้ยินว่าเป็นดอกไม้ที่มาจากทางใต้ ที่เรียกว่าดอกผีผา”

        “แล้วเจ้ารู้ไหมว่าความหมายของดอกผีผานี่คืออะไร?” นางมองมาที่ข้าอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่งแล้วถาม

        ข้าได้แต่ส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้ มันคืออะไร?”

        สวี่ลู่พูดอย่างไพเราะว่า “มันหมายถึงความโดดเดี่ยว น่าเกรงขาม ความกดดัน และความโดดเดี่ยว…”

        ข้าย่นคิ้วไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร

        สวี่ลู่มองขึ้นไปข้างบนห้องที่มีไฟส่องสว่าง และพูดขึ้นเบาๆ ว่า “นางคือเทพศาสตราหญิง และเป็นถึงรองเจ้าสำนักหมื่นวิญญาณ ความแข็งแกร่งไม่มีใครเทียบเท่าได้ แถมยังมีกระจกเพลิงทิวากรที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าเสนอตัวเป็นศัตรู นางคือตัวแทนแห่งความแข็งแกร่ง เป็นดั่งแสงจากดวงดาวที่ส่องสว่างให้กับโลกใบนี้  แต่นางกลับโดดเดี่ยวและตัวคนเดียวมาตลอด หลายปีมานี้ข้ารู้สึกสงสารนางมาก แต่เมื่อเจ้ามา…” สวี่ลู่มองข้าแล้วพูดต่อ “รอยยิ้มของนางสามวันมานี้ยังมากกว่าสามปีก่อนเสียอีก เจ้าเป็นน้องชายที่นางรักสุดหัวใจ ฉะนั้นเจ้าควรมาหานางให้บ่อยขึ้นนะ”

        พัดเย็นพัดโชยมาปะทะผิว ก่อนจะพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนาน “ข้ารู้ว่าข้าควรทำอะไร ทุกครั้งมีท่านพี่คอยปกป้องข้าอยู่ตลอด แต่ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เพื่อที่สักวันหนึ่งข้าจะเข้มแข็งพอที่จะปกป้องนางบ้าง และจะไม่ให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายนางได้อีก”

        สวี่ลู่ยิ้มขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ยขึ้น “เจ้าเด็กน้อย จะพูดว่าเจ้าโง่เจ้าก็ไม่ได้โง่ เจ้ารู้ตัวเองก็ดีแล้ว งั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ”

        “อืม ได้สิ”

        …

        ระหว่างทางกลับโรงเกลากระบี่ ในใจก็เริ่มคิดบางอย่างขึ้นมา ความจริงที่สวี่ลู่พูดก็ถูก เพราะการมีพี่สาวอย่างนางคือความโชคดีที่สุดในชีวิตข้า


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)