0 Views

        ข้าเดินออกจากห้องทำงานของพี่สาวในยามแสงอาทิตย์อัสดงด้วยความกระวนกระวาย เพราะถ้าคนนิสัยโหดเหี้ยมอย่างเฉิ่นปู้หยุนเกิดรู้ว่าข้าแอบเรียนเคล็ดวิชาลับของเขาล่ะก็ เขาต้องเล่นงานข้าถึงตายแน่ๆ

        …

        หลังจากฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรจนเย็น ซูเหยียนและตั้นไถเหยาก็มาเหมือนนัดกันไว้ วันนี้นางสองคนไม่ได้สวมใส่เครื่องแบบของสำนัก แต่อยู่ในชุดลำลองแบบหญิงสาวทั่วไป อย่างซูเหยียนนางใส่กระโปรงสีแดงสด ผมสีทองถูกถักเปียไว้อย่างงดงาม ส่วนตั้นไถเหยาดูเรียบหรูในชุดกระโปรงสีน้ำเงินเผยให้เห็นทรวดทรงชัดเจน และด้วยอากาศที่เย็นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง พวกนางจึงไม่ลืมสวมเสื้อคลุมตัวยาว ซึ่งเสริมบุคลิกให้ดูสง่าผ่าเผยมากขึ้น

        “ได้ยินว่าเมื่อตอนกลางวันเจ้าชนะอาจารย์ผู้ช่วยคนหนึ่งเหรอ?”

        ซูเหยียนทำสีหน้าใคร่รู้ก่อนจะพูดต่อ “แล้วอย่างนี้จะมีปัญหาใหญ่ตามมาหรือเปล่า?”

        “มันก็แน่อยู่แล้ว”

        ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไร ตั้นไถเหยาที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ ก็ชิงพูดขึ้นก่อน “นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะใช้เพลงขาของเฉิ่นปู้หยุนจัดการหลัวเหวิน ทำแบบนี้คิดว่าคนอารมณ์ร้อนอย่างเฉิ่นปู้หยุนจะทนได้เหรอ?”

        ข้ารับกล่องข้าวจากซูเหยียนพลางพูด “ขอบใจเจ้ามากนะ
ซูเหยียน ที่จริงข้าก็สอนวิชาปลายพู่กันให้หมดแล้ว เจ้าไม่ต้องเอาข้าวมาส่งให้ข้าแล้วก็ได้นะ”

        ซูเหยียนแสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “ไม่ต้องแล้วจริงๆ เหรอ?”

        ข้าลังเลก่อนจะบอกไป “ถ้าไม่ลำบากอะไร ข้าก็ต้องชอบอยู่แล้วล่ะ”

        ซูเหยียนได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที “ถ้าอย่างนั้นข้านำข้าวมาส่งให้เจ้าเหมือนเดิมนะ เพราะช่วงเย็นข้าไม่รู้จะทำอะไรดี ถ้ามัวแต่พูดเสียดสีกับเชวียหรานก็กลัวว่าจะทำลายความเป็นเพื่อนและไม่ปลอดภัยอีก เพราะถ้านางยิงธนูใส่เพียงดอกเดียว ข้าคงตายแน่ๆ”

        “ใครคือเชวียหราน?”

        “ถังเชวียหรานคือเพื่อนร่วมห้องของเราเอง อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้จักศิษย์ใหม่ที่อยู่อันดับสองของปีนี้?” ตั้นไถเหยาถามด้วยท่าทีแปลกใจ

        “เหมือนจะจำได้ แต่ยังไม่เคยเจอ”

        “เดี๋ยววันหลังก็ได้เจอเองแหละ”

        “อ่อ… เดี๋ยวถ้าข้ากินเสร็จ พวกเราก็ไปหาเฉิ่นปู้หยุนเลยแล้วกัน”

        “ฮะ เจ้าอยากตายหรือไง?” ซูเหยียนลุกพรวด สายตาจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง “นี่เจ้าไม่นึกบ้างเหรอว่าที่ผ่านมาเฉิ่นปู้หยุนใช้พลังเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เจ้าคิดว่าเขาจิตใจดีหรือไง ข้าจะบอกให้นะ สาเหตุที่เฉิ่นปู้หยุนอยู่ลำดับที่เจ็ดในอันดับมังกรพยัคฆ์ เพราะความเก่งกล้าสามารถของเพลงขาที่เป็นเอกลักษณ์ และการต่อสู้อย่างดุเดือดเมื่อห้าปีก่อนที่เขตชางหนาน ตอนนั้นเฉิ่นปู้หยุนสังหารสัตว์เวทย์ระดับหกถึงสี่ตัว และระดับเจ็ดอีกหนึ่งตัว แล้วไหนจะครั้งที่มีการประลองยุทธ์ที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเขาชนะจอมยุทธ์ฝีมือดีจากตระกูลถังและตระกูลซูไปหลายคนจนได้ที่หนึ่งมาครองอีก ฉะนั้นเขาจึงเสมือนหนึ่งในเทพศาสตราเลยนะ เจ้ารู้ไหม!”

        ข้าชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อก่อนรู้แต่ว่าเขาแข็งแกร่ง นึกไม่ถึงว่าจะเก่งกาจขนาดนี้

        สัตว์เวทย์ คือสัตว์ป่าบนแผ่นดินหลงหลิงซึ่งผ่านการบำเพ็ญจนแข็งแกร่ง เมื่อมีคุณสมบัติมากพอก็จะเริ่มสะสมพลังวิญญาณและใช้สัญชาตญาณเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นจนเข้าสู่ขั้นของสัตว์เวทย์ ซึ่งมีทั้งหมดเก้าระดับ แบ่งตามมาตรฐานที่วิหารศักดิ์สิทธิ์กำหนด โดยระดับหนึ่งเทียบเท่ากับผู้ฝึกฝนระดับสมบูรณ์ในขั้นเบิกวิญญาณ ระดับสองเทียบเท่ากับผู้ฝึกฝนระดับสมบูรณ์ในขั้นหลอมปราณ

        ส่วนเฉิ่นปู้หยุนที่สังหารระดับหกกับระดับเจ็ดของสัตว์เวทย์ไปนั้นก็เท่ากับสามารถสังหารผู้ฝึกฝนในขั้นผู้พิทักษ์ระดับมนุษย์และระดับเทพได้เหมือนกัน คนแบบเขาหากจะใช้คำว่าแข็งแกร่งมาอธิบายก็เห็นจะไม่ได้ นอกเสียจากคำว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น

        “ได้ยินแบบนี้ เจ้ายังจะไปหาเรื่องใส่ตัวอีกหรือเปล่า ปู้อี้เชวียน?” ตั้นไถเหยาถามขึ้น

        ข้าขมวดคิ้วพลางตอบ “ถึงอย่างไรข้าก็ใช้พลังจากพรสวรรค์ลักลอบเรียนวิชาเพลงขาเมฆาหมอกของเขามาแล้ว หากไม่กล้าเผชิญหน้า พวกเจ้าจะไม่มองว่าข้าขี้ขลาดอย่างนั้นเหรอ?”

        “ไม่มีทาง” น้องสาวทั้งสองส่ายหัวพร้อมกันด้วยนิสัยที่ตรงไปตรงมา

        ข้าเลิกสนใจพวกนางแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ

        ซูเหยียนกะพริบตาถี่ก่อนจะถามต่อ “เจ้าหมู… เจ้าคิดว่าพรสวรรค์ของตัวเองเป็นการผสานพลังจริงๆ ใช่ไหม?”

        “อืม ข้าจะโกหกเพื่ออะไรล่ะ”

        “แล้วแบบนี้… ตอนที่เจ้าสอนข้าก็ต้องมองเพลงกระบี่ของตระกูลซูจนทะลุปรุโปร่งแล้วล่ะสิ”

        “เพลงกระบี่ตระกูลซูไม่เหมาะกับข้าหรอก เจ้าวางใจได้”

        “จริงด้วย” ซูเหยียนร้องเสียงดังด้วยความดีใจ ก่อนจะหมอบลงที่โต๊ะกินข้าวจนคอเสื้อเผยอออกเผยให้เห็นเนินเนื้อนุ่มอยู่รางๆ แต่เหมือนว่านางจะไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด “เพลงกระบี่ของเจ้าคืออะไร? ข้ายังไม่เคยเห็นเลย”

        “เพลงกระบี่ของข้า?”

        “อืม”

        “ข้าไม่มีเพลงกระบี่”

        “เป็นไปได้ยังไง?!”

        “ข้าพูดจริงๆ การใช้กระบี่ของข้าแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์การต่อสู้ ขนาดข้าเองยังจำกระบวนท่าไม่ได้เลย” ข้ายกซุปชามใหญ่ขึ้นซดก่อนจะพูดต่อ “แก่นสารของเพลงกระบี่ประจำตัวข้าก็คือ การทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ และถ้าเป็นไปได้ก็ขอแบบให้จบในยกเดียวไปเลย หากว่าพวกเจ้าอยากจะให้ข้าตั้งชื่อมันจริงๆ ข้าขอตั้งชื่อว่า ‘เพลงกระบี่ปลิดชีพ’ แล้วกัน”

        ใบหน้านวลที่ถูกแสงจันทร์ตกกระทบช่างเป็นภาพที่งดงาม ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก  ซูเหยียนกัดริมฝีปากล่างอย่างครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น “เพลงกระบี่ปลิดชีพ… ชื่อฟังดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน”

        ตั้นไถเหยากระแทกไหล่ใส่คนที่อยู่ข้างตัวเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น “หึๆ พวกผู้ชายที่มีความรู้แค่หางอึ่งต่างก็ชอบเอาอะไรแบบนี้มาดึงดูดผู้หญิงทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นพวกสามกระบี่สองท่อน หกสิบสี่กระบวนท่าฝ่ามือกับพลังตราประทับทองอะไรพวกนั้นก็เหมือนกัน เจ้าอย่าไปตกหลุมพรางปู้อี้เชวียนเข้าล่ะ แล้วก็ช่วยเก็บเนื้อในคัพ C ที่โผล่ออกมาด้วย!”

        ซูเหยียนที่เพิ่งรู้สึกตัว ใบหน้านวลเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อก่อนจะเอ็ดใส่ตั้นไถเหยาเบาๆ “ทำไมเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะอาเหยา!”

        ตั้นไถเหยายักไหล่ไม่สนใจ “ก็เห็นเจ้าสองคนกำลังคุยกันสนุกสนาน ส่วนปู้อี้เชวียนก็สนใจแต่อาหารตรงหน้า ข้าก็เลยไม่ได้บอก”

        “หึ!”

        หลังจากกินอิ่มก็เริ่มฝึกเพลงกระบี่กับซูเหยียนต่ออีกสองกระบวนท่ากระทั่งได้เวลาไปหาเฉิ่นปู้หยุนพอดี แต่ระหว่างทางที่ไปยังเทือกเขาลั่วเซี่ย จู่ๆ ข้าก็รู้สึกสับสนแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

        …

        ดูเหมือนว่าจะมีศิษย์จำนวนไม่น้อยที่กำลังมุ่งหน้าไปที่เทือกเข้าลั่วเซี่ย เช่นเดียวกับสายตาจำนวนมากที่จับจ้องมาที่ข้าตลอดเวลา

        “พวกนั้นกำลังมองข้าอยู่ใช่ไหม?” ข้าถามเสียงเบา

        “ใช่” ซูเหยียนพยักหน้ารับก่อนจะพูดต่อ “ดูว่าอีกเดี๋ยวเจ้าจะโดนอัดกลับมาสภาพไหนไงล่ะ”

        เมื่อเห็นว่าข้าไม่ได้พูดอะไรต่อ นางก็หัวเราะคิกคักชอบใจ “วางใจเถอะน่า ถ้าเกิดเฉิ่นปู้หยุนจะฆ่าเจ้าจริงๆ ข้ากับ
อาเหยาจะเข้าไปช่วยเจ้าเอง!”

        “จริงเหรอ?”

        “อืม”

        ข้าพูดออกไปด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณพวกเจ้ามากนะที่เป็นห่วงข้าขนาดนี้”

        ซูเหยียนยิ้มออกมา “ที่ทำแบบนั้นก็เพราะข้ากับอาเหยาคิดมาตลอดว่าถ้าเจ้าเป็นอะไรไปสักคน ข้าสองคนก็คงจะเหงามากแน่ๆ ”

        ข้าเงียบไปเพราะไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณสองคนนี้ดีหรือเปล่า

        เมื่อพวกเรามาถึง ก็พบว่ามีศิษย์มารอมากกว่าห้าเท่าจากครั้งก่อน น่าจะมีอย่างน้อยพันกว่าคน รวมทั้งอาจารย์อีกหลายท่านที่รอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เฉิ่นปู้หยุนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองตรงมาด้วยสายตาคมกริบที่พร้อมโจมตีตลอดเวลา “นี่เจ้ายังกล้ามาที่นี่อีกงั้นเหรอ ปู้อี้เชวียน?”

        สายตานับพันคู่ที่มองมาทำให้รู้สึกกดดันไม่น้อย

        ข้าเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วโค้งคำนับตามมารยาทก่อนจะพูดขึ้น “ท่านปรมาจารย์นักรบวิญญาณเฉิ่นปู้หยุน ข้าเพิ่งจะปลุกพลังพรสวรรค์ได้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งข้าเองไม่เคยรู้เลยว่าพลังพรสวรรค์ของตนเองคืออะไร  กระทั่งวันนี้ถึงได้รู้ว่าคือการผสานพลังซึ่งสามารถลอกเลียนแบบกระบวนท่าและวรยุทธ์ของผู้อื่นได้  ดังนั้นที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะให้ท่านยกโทษให้กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่ลอบเรียนเพลงขาของท่านด้วยเถิด” เฉิ่นปู้หยุนถามย้ำ

         “การผสานพลัง?”

        “ใช่”

        ศิษย์จำนวนไม่น้อยต่างตกตะลึงและอิจฉาเมื่อได้ยินเช่นนั้น เนื่องจากการผสานพลังคือสิ่งที่หลายๆ คนต้องการ เพราะหายากและสามารถเทียบขั้นกับพลังพรสวรรค์ในการควบคุมเวลาของซูเหยียนที่อยู่ในระดับ S ได้เลย

        “หึ…”

        เฉิ่นปู้หยุนแสยะยิ้มและพูดต่อ “ถึงเป็นแบบนั้นจริงแล้วยังไงล่ะ? เพราะสุดท้ายคนที่บังอาจแอบเรียนเคล็ดวิชาเพลงขาของข้ามันก็ต้องตายสถานเดียว!”

        หลังจากมือขวาสะบัดร่ายไปกลางอากาศ กระบี่คมจันทราก็ปรากฏออกมา ก่อนที่ข้าจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด “ถ้าการกำจัดข้าออกไปคือวิธีบรรเทาความคับแค้นในใจของท่านได้ ก็เชิญท่านตามสบาย แต่อย่าคิดว่าข้าจะยอมนั่งรอความตายอยู่ฝ่ายเดียวล่ะ”

        “เจ้าคิดที่จะโต้ตอบงั้นหรือ?”

        เฉิ่นปู้หยุนถามสั้นๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “ไม่เลว ดูเหมือนว่าศิษย์ของสำนักหมื่นวิญญาณนับวันก็ยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ มา! ข้าขอดูหน่อยแล้วกันว่าทำไมเจ้าถึงได้กล้าพูดคำนี้ออกมาได้!”

        เพียงชั่วพริบตาเฉิ่นปู้หยุนก็เริ่มใช้ภาพลวงตาที่จู่ๆ ก็โผล่มายืนอยู่ตรงหน้าแล้วยกเท้าขึ้นถีบด้วยกระบวนท่าเอกากัลป์เบิกขุนเขาอย่างรวดเร็ว

         ตูม!!

        แรงถีบที่ทรงพลังและไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนข้อ แม้แต่คนธรรมดาก็ไม่อาจต้านทานได้ แม้แต่ร่างของข้ายังปลิวไปตกที่พุ่มไม้ ก่อนจะใช้กระบี่คมจันทราเป็นค้ำพยุงตัวให้ลุกขึ้น ความเจ็บปวดที่ยากจะรับไหวแล่นไปทั่วลำตัว  แต่ความรู้สึกโล่งสบายจากส่วนลึกภายในร่างกายทำให้ข้ารู้ว่าน้ำยาพันวิญญาณพร้อมจะแผลงฤทธิ์อีกครั้ง ซึ่งหมายความว่าข้าจะบรรลุขั้นหลอมปราณอย่างแท้จริงสักที

        “เข้ามา ข้ายังไหว!”

        น้ำเสียงที่แผดออกไปจนอากาศด้านหลังฟุ้งตลบเผยให้เห็นร่างของมังกรสีเขียวมรกตตัวใหญ่พุ่งทะยานออกมาจากร่าง และนี่คือวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่ห้านั่นเอง

        ศิษย์บางคนที่เพิ่งมีโอกาสได้เห็นขุมพลังขั้นที่ห้าของศิษย์ตัวสำรองก็อดไม่ได้ที่จะโห่ร้องอย่างประหลาดใจ

        “สุดยอด!”

        เฉิ่นปู้หยุนพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับหมัดอันแข็งแกร่ง ที่มีพลังวิญญาณหลอมรวมกันเป็นเปลวเพลิงซัดเข้ามาถึงตัวด้วยความเร็วจนข้าไม่ทันได้ตั้งตัว

        ปั้ก!

        ผิวหนังส่วนหน้าอกยุบเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด พลังแต่ไม่ทันไรหมัดเมื่อครู่ก็พุ่งทะลุร่างที่กำลังลอยละลิ่วดุจขนนกไปกระแทกเข้ากับชะง่อนหินเต็มแรง

        “แฮกๆ” กลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วปาก และเมื่อข้าลืมขึ้นก็เห็นว่าเฉิ่นปู้หยุนกำลังแสยะยิ้มเย้ยหยันอยู่ตรงหน้า

        “การที่ข้าใช้พลังเพียงสามส่วนในการประลองครั้งก่อนๆ มันทำให้เจ้าหลงไปว่าตัวเองแข็งแกร่งมากสินะ คิดว่าน้ำหน้าอย่างเจ้าจะรับมือข้าได้ถึงเจ็ดกระบวนท่างั้นเหรอ?”

        ข้าที่สั่นไปทั้งตัวกัดฟันกรอดแล้วแค่นน้ำเสียงตวาดออกไป “ถ้าท่านจะลงมือสังหาร เพราะข้าแอบเรียนเคล็ดวิชาของท่านมันก็สมควรแล้วนี่ เข้ามาเลย!”

        พลังวิญญาณอันร้อนระอุที่เกิดจากการดูดซับพลังของพลังพรสวรรค์  แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งแต่ก็สามารถซึมซับเอาพลังของอีกฝ่ายไปกว่าครึ่ง

        “เจ้ามันไม่กลัวตายจริงๆ สินะ?” เฉิ่นปู้หยุนกระตุกยิ้ม

        “กลัวแล้วยังไง?” ข้าหายใจหอบพลางส่งสายตาที่เยือกเย็นก่อนจะพูดต่อ “เข้ามาสิ ถ้าเกิดว่าข้ารับมือท่านได้สิบกระบวนท่าก็ถือว่าเราหายกัน แต่ถ้าข้าตาย ก็ถือซะว่าข้ามันอ่อนแอเอง!”

        “ดี ข้าจะสนองให้เจ้าเอง แต่ถ้าเจ้าไม่ตาย ข้าก็จะยอมสอนเพลงขาให้เจ้าเช่นกัน!” เฉิ่นปู้หยุนยกมือขึ้นสูงแล้วซัดลงมาแบบไม่ออมมือ ตามด้วยเสียงหักของกระดูกซี่โครง ขอแค่ไม่แทงทะลุหัวใจก็นับว่าโชคดีที่สุดแล้ว เพราะไม่อย่างนั้น ต่อให้เทพเทวาองค์ใดก็ช่วยข้าไม่ได้ความปวดร้าวแล่นปลาบเข้าไปในร่างกาย ส่วนสายจาก็แทบจะเลือนรางลงทุกที

        หมัดที่สี่!

        หมัดที่ห้า!

        หมัดที่หก!

        หมัดที่เจ็ด!

        หมัดที่แปด!

        แต่ละหมัดที่ซัดลงมาซ้ำๆ จากที่แค่บอบช้ำ ตอนนี้กลับแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว ผิดกับพลังจากแก่นแท้ของวิญญาณภายในร่างกายที่คุกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเค้าลางของการเกิดใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีอันหนักหน่วงเมื่อครู่ที่ผ่านมา

       “เจ้าบ้าไปแล้วหรือไงเฉิ่นปู้หยุน!?”

        เสียงของซูเหยียนดังขึ้นมาแต่ไกล พร้อมกับกระบี่เพลิงกัลป์อันร้อนระอุไปด้วยเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผาไปทั่วทุกอณู เลือดสีแดงสดไหลจากหน้าผากลงมาเป็นทาง ซึ่งความรุนแรงของแต่ละหมัดที่เฉิ่นปู้หยุนซัดลงมาทำให้ร่างกายของข้ายุบลงไปกับก้อนหินไม่น้อย แม้สายตาจะพร่าไปบ้าง  แต่ก็ยังมองเห็นซูเหยียนกวัดแกว่งกระบี่และใช้กระบวนท่าทะลวงวิญญาณฟันลงกลางหลังของเฉิ่นปู้หยุนจนเกิดแสงสว่างวาบจากการทำลายเกราะรบ ถึงแม้กระบี่เล่มนั้นจะทำลายเกราะรบได้ แต่ถ้าเทียบกันเรื่องพลัง ทั้งสองยังแตกต่างกับเกินไป

        “ข้าต้องขอโทษด้วยคุณหนูซูเหยียน!”

        เฉิ่นปู้หยุนเบี่ยงตัวหลบแล้วซัดเข้าไปเบาๆ เท่านั้น ร่างของซูเหยียนก็ปลิวออกไปไกล และต้องบาดเจ็บอย่างแน่นอน

        เมื่อเฉิ่นปู้หยุนจัดการกับคนตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันกลับที่ข้าและยิ้มอย่างเอาเรื่อง “เป็นไงบ้าง ข้ายังเหลืออีกสองหมัด ถ้าเจ้าอยากตายจริงๆ ข้าก็จะสนองให้!”

        “เข้ามาสิ!”

        ข้าแสยะยิ้มขึ้นมา ทั้งที่ตัวเองเจ็บเจียนตาย  แต่ก็ยังอวดเก่งตะเบ็งออกไปสุดเสียง “ถ้าลงมือไม่ถึงสิบกระบวนท่า ท่านก็แค่คนไม่ได้เรื่อง!”

         ตูม!!

        แรงหมัดที่ลุกโหมด้วยเปลวเพลิงพุ่งผ่านม่านอากาศ ก่อนจะแตกตัวเป็นระลอกคลื่นกระจายออกเป็นวงกว้าง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)