0 Views

       แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนพื้นสนามซึ่งเต็มไปด้วยเศษไม้ กระบี่ และน้ำขังจากฝนที่ตกเมื่อวาน ส่องสะท้อนเงาของกลุ่มลูกศิษย์ในชุดของสำนัก

        สิ่งเดียวที่ทำให้ข้าต่างจากคนพวกนี้ราวฟ้ากับเหว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้คือสถานะ ‘ขั้นสูง’ และ ‘สำรอง’ บนหน้าอก แววตาที่จดจ่อและคาดหวังกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นยิ่งทำให้ข้าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ส่วนหลัวเหวินอยู่ในกระบวนท่ามังกรพันศิลา และมองมาด้วยสายตาที่ดูถูก “เข้ามาสิ ให้ทุกคนได้รู้ว่ากระบวนท่ามังกรพันศิลาของเจ้าแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เจ้าไม่ต้องกังวลเพราะข้าจะไม่โจมตีแม้แต่น้อย หวังว่าเจ้าจะกล้าพอ หรือถ้าไม่… ก็สมควรแล้วล่ะที่จะเป็นไอ้ศิษย์สำรองกระจอกในโรงเกลากระบี่นั่นต่อไป!”

        ข้าสูดหายใจเข้าลึก วางกองกระบี่ไว้ข้างๆ และเข้าไปประจันหน้ากับหลัวเหวิน “ท่านแน่ใจนะว่าจะให้ข้าจู่โจมฝ่ายเดียว”

        “แน่ใจสิ”

        หลัวเหวินมองตอบด้วยเชื่อมั่นในพลังของตน “สบายใจได้ เพราะศิษย์สำรองที่ยังไม่บรรลุขั้นหลอมปราณอย่างเจ้า ไม่มีทางทำร้ายข้าได้แน่นอน”

        ข้าขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งขรึม มาถึงขนาดนี้แล้วคงต้องลองดูกันสักตั้ง! หลังจากเคลื่อนลมปราณก็เกิดเป็นพลังลมหายใจมังกรแผ่ปกคลุมทั่วร่างกาย บรรดาศิษย์ที่เห็นเหตุการณต่างหัวเราะเย้ยหยัน “เป็นแค่ศิษย์สำรองแต่กล้าใช้พลังลมหายใจมังกรมาสู้กับอาจารย์ผู้ช่วยงั้นเหรอ?”

        “ฮ่าๆๆ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ”

        “รอดูมันขายหน้าเถอะ ดูแล้วไม่น่าจะเกินขั้นหนึ่งแน่ๆ”

        พอพลังจากวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่หนึ่งปกคลุมร่างกาย ก็ทำให้บางส่วนถึงกับอึ้งเพราะคาดไม่ถึงว่าพลังลมหายใจมังกรระดับสมบูรณ์ในขั้นที่หนึ่งจะมาจากศิษย์ตัวสำรอง พลังยังคงเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเข้าสู่ขั้นที่สองอย่างมังกรพันศิลาที่ทั้งหนักแน่นดุจขุนเขาและเยือกเย็นราวกับสายน้ำ ให้ประจักษ์แก่สายตาคนพวกนั้น

        “พระเจ้าช่วย พลังระดับสมบูรณ์ในขั้นที่สอง!” คนที่ตกตะลึงมีเพิ่มมากขึ้นกว่าครึ่ง

        ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง พลังวิญญาณในตัวข้าก็ยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุดจนเข้าสู่ขั้นที่สามและสี่ตามลำดับ คลื่นพลังซาดซัดออกมาเป็นระลอกจนเผยให้เห็นมังกรสีเขียวมรกตกว่าครึ่งตัวกำลังแหวกว่ายในอากาศ เกล็ดเลื่อมแวววาวเมื่อแสงตกกระทบ และกรงเล็บคมดุจคมมีด ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นคือกระบวนท่าระดับสมบูรณ์ในขั้นที่สี่ของวิชาลมหายใจมังกรอย่างปราณมังกรเอกานั่นเอง!

        “เป็นไปได้ยังไง ทำไมเจ้าศิษย์สำรองฝึกฝนจนเข้าขั้นที่สี่ได้!?”

        “ไม่น่าเชื่อ… มิน่าล่ะ ทำไมเจ้านี่ถึงได้รับมือกับเฉิ่นปู้หยุนได้ถึงสี่กระบวนท่า!”

        “พลังของมัน… คงจะไม่เพิ่มอีกแล้วใช่ไหม?”

        สิ้นเสียงจากรอบข้าง ข้าก็ตะโกนลั่นแล้วระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง พลังวิญญาณหลอมรวมปรากฏมังกรเลื้อยรัดอยู่รอบตัว แม้จะเพิ่งเข้าสู่ขั้นที่ห้า แต่พลังกลับแก่กล้าและแทรกซึมสู่ภายในอย่างเต็มเปี่ยมจนต้องปลดปล่อยออกมาเมื่อสบโอกาส

        “ขั้นที่ห้า! นั่นขั้นที่ห้าของวิชาลมหายใจมังกร!”

        “พระเจ้า เจ้านั่นมันเป็นตัวอะไรกันแน่ถึงได้ฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่ห้าจนสำเร็จ”

         “ปกติอา…อาจารย์ผู้ช่วยต่างก็อยู่ในขั้นที่ห้ากัน แต่นี่มัน…”

        …

        ข้าจ้องมองไปยังหลัวเหวินแล้วพูดขึ้น “เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ”

        หลัวเหวินนิ่งไปชั่วขณะ เพราะเขาเป็นถึงอาจารย์ผู้ช่วยและอยู่ในขั้นที่ห้าเหมือนกัน แต่ใช้ได้เพียงพลังของขั้นที่สองเท่านั้น ซึ่งความรุนแรงของย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว เขาแพ้ให้ข้าเมื่อเทียบกันที่ขั้นของวิชา แต่ชนะเมื่อสู้กันที่ขั้นการบำเพ็ญ รวมทั้งขั้นเทววิญญาณ และขั้นหลอมปราณที่ต่างกันจนยากจะอธิบาย

        เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะพูดขึ้น “เข้ามาสิ… แล้วข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าพวกกระจอก ต่อให้บรรลุสูงขึ้นไปกี่ขั้นก็ยังกระจอกอยู่วันยังค่ำ!”

        ข้าไม่ได้ตอบโต้ให้มากความ แต่กลับกระโดดขึ้นแล้วพุ่งไปยังหลัวเหวินอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า โดยใช้เพลงขาเมฆาหมอกในขั้นแรกอย่างเอกากัลป์เบิกขุนเขาถีบลงไปอย่างแรง

        ตูม!!

        ขาซ้ายที่ถีบลงไปยังกระบวนท่ามังกรพันศิลาของหลัวเหวินเหมือนกับการถีบลงบนเสาเหล็กจนเกิดเปลวเพลิงจากแรงกระแทกอันรุนแรง แม้ความเจ็บจะแล่นแปลบขึ้นมาแต่กลับทำให้ข้ารู้สึกดี ก่อนจะเบี่ยงตัวและหลอมพลังจนเกิดเป็นเปลวเพลิงอีกครั้ง ส่วนข้าข้างเดิมก็รัวลูกถีบด้วยกระบวนท่าเพลิงม้วนใบที่ฟาดลงไปดุจสายฟ้า

        เพลิงม้วนใบคือกระบวนท่าที่รวดเร็วและทรงพลังหากโจมตีจากด้านข้างของคู่ต่อสู้ จนร่างของหลัวเหวินสั่นสะเทือน แม้พลังจากกระบวนท่ามังกรพันวิญญาณจะยังอยู่ แต่ร่างของเขาก็ถลาจนเกลือบล้ม แต่ในฐานะผู้ฝึกฝนในขั้นสูงอย่างเทววิญญาณ ย่อมมีไหวพริบและปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วเป็นธรรมดา ซึ่งทำให้หลัวเหวิเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว

        นี่แหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ!

        เพียงชั่วพริบตาที่หลัวเหวินออกแรงเบนตัวไปทางขวา เท้าทั้งสองข้างของข้าก็ได้กักเก็บพลังวิญญาณจากเพลงขาเมฆาหมอกไว้เต็มเปี่ยม ก่อนจะโน้มตัวและแขนข้างหนึ่งค้ำร่างเอาไว้แล้วใช้กระบวนท่าสองขาทลายบัวถีบเข้าไปสองครั้งรวดที่ไหลซ้ายของเขาเต็มแรง

        ตุ้บ! ตุ้บ!

        ทั้งเร็วและรุนแรง “แย่แล้ว…”

        หลัวเหวินร้องเสียงดัง ร่างที่เกือบจะล้มพยายามดีดตัวให้ลุกขึ้น แต่ก็ถูกข้าที่รุกเร็วกว่าใช้กระบวนท่าลำแสงหมื่นลี้ ยกขาขึ้นฟาดซ้ำ

         ตูม!

        เท้าที่ทรงพลังฟาดลงมาบนใบหน้าของหลัวเหวินอย่างจัง ก่อนจะเตะซ้ำจนร่างปลิวไปตกในแอ่งน้ำจนเนื้อตัวแปดเปื้อนหมดสภาพ

         ทุกคนอ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่าระดับอาจารย์ผู้ช่วยจะพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ตัวสำรอง แถมยังแพ้แบบย่อยยับขนาดนี้อีก

        “ท่านอาจารย์ ข้าสู้เสร็จแล้ว จะกลับได้หรือยังขอรับ?” ข้าถามน้ำเสียงเรียบ

        “เจ้า…เจ้า…” หลัวเหวินลุกขึ้นนั่งด้วยความเจ็บปวด เพราะทีแรกตั้งใจจะให้ข้าขายหน้า แต่สุดท้ายกลับให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวเสียเอง จนศิษย์หญิงของสำนักบางคนถึงกับกลั้นขำไว้ไม่อยู่

        อย่างไรก็ตามต้องทำตัวเป็นศิษย์ที่มีมารยาท ข้าจึงเดินไปโค้งคำนับเขาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเข็นรถเดินออกมา

        เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีทั้งผู้มีจิตใจบริสุทธิ์และจิตใจต่ำทรามปะปนอยู่บนโลกใบนี้ ส่วนข้าก็แค่อยากให้ชีวิตอย่างสงบสุขในโรงเกลากระบี่เพื่อตามหาพลังที่หายไปเท่านั้น จึงไม่คิดหาเรื่องหรือรังแกใครให้เสียเวลา แต่ถ้ามารังแกกันก่อน จะโทษข้าทีหลังไม่ได้ล่ะ!

        …

        กลับมาถึงโรงเกลากระบี่ได้ไม่นาน สวี่ลู่ก็เดินเข้ามาพอดี

        “พี่ลู่ มีธุระอะไรหรือเปล่า?”

         นางขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “เมื่อเช้าเจ้าไปอัดหลัวเหวินที่สนามฝึกมาใช่ไหม?”

        “อืม ทำไมเหรอ? ก็หลัวเหวินอยากจะประลองจนตัวสั่น ข้าเลยสนองให้”

        “นั่นไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือมีศิษย์หลายคนเห็นเจ้าใช้เพลงขาเมฆาหมอกของเฉิ่นปู้หยุน หลัวเหวินจึงนำเรื่องไปฟ้องฝ่ายปกครอง พี่เจ้าเลยให้ข้ามาตามไปพบ”

        “อ่อ…”

        ได้ยินแบบนี้จึงตามนางไปโดยไม่ได้อธิบายอะไรมากมาย

        ยามเย็นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีลมพัดเย็นแทนที่ความร้อนในช่วงบ่าย ศิษย์หลายคนต่างเลิกเรียนและออกมาเดินเตร่อยู่บนถนน ส่วนข้ากลับต้องเดินคอตกตามสวี่ลู่ไปยังห้องทำงานของพี่เสวียนยิน

        ปู้เสวียนยินในชุดสีเทานั่งอยู่บนโซฟาก่อนแล้ว พอเห็นข้าเข้ามาก็พยักหน้ารับก่อนจะพูดขึ้น “นั่งสิ…”

        ข้านั่งลงตามคำเชิญก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงดูเป็นกังวลจนนั่งแทบไม่ติด “มันกลายเป็นเรื่องใหญ่แล้วใช่ไหมท่านพี่?”

        “ใช่”

        นางยกน้ำชาชั้นดีขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองมาที่ข้าแล้วถาม “เสี่ยวเชวียน นี่เจ้าไปเรียนเพลงขาเมฆาหมอกมาตั้งแต่เมื่อไร?”

        “ข้าก็ไม่รู้”

        ข้าตอบพลางส่ายหัว “ขนาดข้าเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมทุกๆ ครั้งที่ไปประลองกับเฉิ่นปู้หยุน กระบวนท่าต่างๆ ของเขาถึงได้กลายเป็นภาพติดตาที่สะบัดเท่าไรก็ไม่หลุดสักที”

        ปู้เสวียนยินฟังแล้วก็เงียบอยู่นานก่อนจะพึมพำออกมา ทั้งน้ำเสียงและแววตาดูร้อนรนและกระสับกระส่ายเล็กน้อย “หรือพลังพรสวรรค์ของเจ้าจะเป็นการผสานพลัง?”

        “การผสานพลัง?”

        “อืม มันเป็นพลังพรสวรรค์ระดับ S ซึ่งเจ้าสามารถลอกเลียนแบบ รักษา ควบคุมเวลา และสลายพลังของคู่ต่อสู้ได้ แต่ว่า…ถ้าหากเป็นแค่การผสานพลังอย่างเดียว เจ้าจะทำได้แค่ลอกเลียนแบบแต่ไม่มีทางใช้พลังจนเอาชนะอาจารย์ผู้ช่วยคนหนึ่งได้แน่ๆ”

        นางพึมพำอยู่กับตัวเองครู่หนึ่งเงยหน้าขึ้นมองข้าอีกครั้ง “ไหนลองใช้เพลงขาเมฆาหมอกให้ข้าดูหน่อยสิ”

        “อืม”

        ข้าลุกขึ้นยืนก่อนจะใช้กระบวนท่าเอกากัลป์เบิกขุนเขา ที่ส่งพลังมาจากขาซ้ายแล้วสะบัดเท้าไปข้างหน้าจนเกิดการปะทุและระเบิดออกของพลังวิญญาณในอากาศจนพุ่งเข้าชนผ้าม่านและหน้าต่าง เกิดเป็นระลอกคลื่นปกคลุมไปทั่วบริเวณ ปู้เสวียนยินเม้มปากแน่นเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่แล้วพูดขึ้น “นี่ไม่ใช่สิ่งที่การผสานพลังจะทำได้แน่ๆ เจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าทำได้ยังไง”

        ข้าบอกไปตามตรงอย่างละเอียด “ทุกครั้งที่ถูกเฉิ่นปู้หยุนอัดจนน่วม ข้าจะสามารถซึมซับเอาพลังของเขามาได้ส่วนหนึ่ง ทำให้ทุกครั้งเมื่อข้าใช้กระบวนท่าเดียวกันก็จะใช้พลังนั้นได้เช่นกัน”

        “หรือจะเป็น…”

        ปู้เสวียนยินขมวดคิ้วเข้ม ครุ่นคิดบางอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร

        “มันคืออะไรกันแน่ท่านพี่?” ข้าถามด้วยความอยากรู้

        “เจ้าอย่าเพิ่งถาม” ปู้เสวียนยินพูดเหมือนไม่สบายใจ ก่อนจะทำหน้าจริงจังแล้วพูดต่อ “นับจากวันนี้อย่าได้แสดงพรสวรรค์ของเจ้าให้ใครเห็นเป็นอันขาด แล้วบอกกับทุกคนไปว่าพรสวรรค์ของเจ้าเป็นแค่การผสานพลังเท่านั้น เข้าใจไหม?”

        “อืม แล้วสรุปมันคืออะไรกันแน่?”

        “ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่อย่าใช้มันก็พอ…” ปู้เสวียนยินว่าแล้วกัดริมฝีปากล่างเบาๆ

        “แล้วมันที่ว่าคืออะไรล่ะ?” ข้าถามถามย้ำ

        “การดูดกลืน”

        นางมองข้าสีหน้าจริงจังแล้วพูดต่อ “พลังพรสวรรค์ที่เรียกว่าการดูดกลืนคือพลังที่พันปีจะมีหนึ่งครั้ง โดยผู้มีพรสวรรค์คนล่าสุดถูกเผาทั้งเป็นไปแล้ว และข้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเจ้ามีพรสวรรค์ต้องคำสาปนี้”

        “เจ้าพลังพรสวรรค์…มันร้ายกาจมากเลยเหรอ?” ข้าถามเสียงเบา

        เฮ้อ…

        พี่เสวียนยินถอนหายใจเสียงดัง “พลังพรสวรรค์อย่างการควบคุมวิญญาณและการผสานพลังอยู่ในระดับ S ซึ่งการดูดกลืนยังวัดระดับไม่ได้ มีบางคนต้องการให้อยู่ในระดับ SSS ด้วยซ้ำ แต่พลังของการดูดกลืนเป็นเหมือนคำสาปที่เจ้าจะต้องรู้จักใช้อย่างระมัดระวัง เพราะข้าไม่อยากเห็นเจ้ามีปัญหา ส่วนเย็นวันนี้เจ้าเองก็ไม่ต้องไปหาเฉิ่นปู้หยุนแล้วล่ะ”

        “ทำไม?”

        “เฉิ่นปู้หยุนจะต้องรู้เรื่องที่เจ้าใช้เพลงขาเมฆาหมอกของเขาแล้วแน่นอน เพราะการลักลอบเรียนวิชาของผู้อื่นเป็นสิ่งต้องห้าม เขาจะต้องเล่นงานแบบถึงตายแน่ๆ แต่ถ้าเจ้าไม่ไปเขาอาจจะเห็นแก่หน้าข้าบ้าง”

        ข้าได้ยินแล้วเงียบไป

        “อย่าบอกนะว่าเจ้ายังอยากไปเจอเขาอีก?”

        ข้าพูดน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแล้วมองตรงไปที่นาง “ยิ่งเป็นแบบนี้ ข้ายิ่งต้องไปอธิบายให้ชัดเจน เพราะจะให้หลบซ่อนไปตลอดชีวิตคงทำไม่ได้ ท่านว่าอย่างไร?”

        “ตามใจ ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนิสัยหัวแข็งของเจ้าเหมือนกัน”

        นางก้มหน้าเล็กน้อยพลางมองมาอย่างรู้ทัน “แต่นิสัยของเจ้าช่างเหมือนข้าไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)