0 Views

        ตุ้บ!!

        พลังวิญญาณของเฉิ่นปู้หยุนหลอมรวมเป็นเปลวไฟอันร้อนระอุ เพียงลูกถีบแรกภูเขาก็ส่นสะเทือนทั้งลูก แรงสะท้อนจากพลังทำให้ข้าลอยคว้างอยู่อากาศ และตกสู่พื้นดินเสียงดังสนั่น แต่ถึงอย่างนั้นข้ายังคงท่ามังกรพันศิลาไว้เหมือนเดิม เข้าสู่กระบวนท่าที่สอง เฉิ่นปู้หยุนเลือกใช้ฝ่ามือ โดยมังกรสีมรกตกำลังแหวกว่ายไปมาให้เห็นกว่าครึ่งตัวก่อนจะพุ่งโจมตีด้วยหมัดอันทรงพลัง

        และนั่นคือขั้นเซียนของวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สี่ ปราณมังกรเอกา!

        ทุกคนต่างตกตะลึง เพราะต่อให้มีผู้ฝึกฝนจนถึงขั้นที่สี่ แต่ยังไม่มีใครไต่ระดับไปถึงขั้นเซียนเลยสักคน อย่างมากก็แค่ระดับสมบูรณ์ของขั้นที่สี่และข้ามไปขั้นที่ห้าเสียมากกว่า การโจมตีด้วยฝ่ามือครั้งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หากข้าอ่อนแอคงจะแพ้ตั้งแต่กระบวนท่านี้แล้ว

        เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้ใช้พลังอย่างไร้ปรานี แค่เสียงตวาดลั่นครั้งเดียว พลังวิญญาณก็ปะทุโลดแล่นไปทั่วร่างเหมือนม้าที่กำลังวิ่งจนฝุ่นตลบ ไม่นานมังกรเกล็ดเลื่อมมันวาวก็ปรากฏแก่ทุกสายตาราวกับมีชีวิต วิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สี่ระดับเซียน ปราณมังกรเอกา!

        ว้าว…

        ทั้งศิษย์และอาจารย์ต่างโห่ร้องอย่างไม่เชื่อสายตา “พระเจ้า! เจ้าศิษย์สำรองฝึกฝนจนเก่งขนาดนี้แล้วเหรอ เป็นไปไม่ได้!”

        “มันต้องเล่นตุกติกแน่ๆ!”

        “ภาพลวงตา จะต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ! แกหลอกพวกเราไม่ได้หรอกนะ ไอ้กระจอก!”

        …

        ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยไปต่างๆ นานา ฝ่ามืออันหนักอึ้งของเฉิ่นปู้หยุนก็ซัดลงมาเต็มแรง!

        ปั้ง!

        พลังปราณมังกรเอกาของข้าไม่สามารถต้านทานฝ่ามือของเขาได้ ทำให้ร่างปลิวถลาไปชนกับต้นไม้จนขาดครึ่ง ก่อนจะทะลุไปกระแทกก้อนหินขนาดใหญ่จนกระอักเลือดสีแดงข้นออกมา ฤทธิ์ของน้ำยาพันวิญญาณที่เคยสงบนิ่งก็เริ่มระเบิดออกมาช้าๆ ข้ายังต้องการแรงโจมตีและอาการบาดเจ็บที่หนักกว่านี้!

        แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยเลือด แต่ก็ยังพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นไปหาเฉิ่นปู้หยุนจนเรียกเสียงฮือฮาจากรอบข้างไม่น้อย “เจ้านั่นคงอยากเป็นศิษย์คนโปรดของเฉิ่นปู้หยุนจนบ้าไปแล้วแน่ๆ”

        “หึ ช่างไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเอาเสียเลย ก็แค่คนฝีมือกระจอกๆ คนหนึ่ง แต่กลับฝันกลางวันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้!”

        “เขาเจ็บหนักขนาดนั้น จะตายหรือเปล่านะ?”

        “ใครจะรู้ว่าจะตายหรือไม่ตาย แต่ตายได้ก็ดี ไอ้พวกมักใหญ่ใฝ่สูงแบบนี้ ไม่เหมาะจะเป็นศิษย์ของสำนักหมื่นวิญญาอย่างเราหรอก!”

        ขณะเดียวกันยังเห็นใบหน้าของใครบางคนกำลังโกรธจัดเมื่อได้ยินเสียงนินทาอย่างซูเหยียนและตั้นไถเหยา และแววตาที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงของซ้งเชียน “ท่านยังไหวหรือเปล่าพี่เชวียน ข้าว่าอย่าฝืนดีกว่านะ!”

        “ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง”

        ข้ายังคงเดินไปข้างหน้าทีละก้าวๆ แล้วมาหยุดตรงหน้าเฉิ่นปู้หยุน “ท่านอาจารย์ ได้โปรดช่วยชี้แนะ!”

        “หึ ช่างไม่กลัวตายซะจริงๆ!”

        เฉิ่นปู้หยุนหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “งั้นก็มาต่อกันเลย ข้าจะจู่โจมจนกว่าเจ้าจะยอมแพ้ไปเอง!”

        ชั่วพริบตาเดียว เฉิ่นปู้หยุนก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนจะคว้าคอเสื้อของข้าแล้วรวบรวมพลังเพลงขาเมฆาหมอกอันทรงพลังไว้ที่ขาขวาแล้วซัดเข้ามาที่หน้าท้อง

        ได้โอกาสจึงรีบเรียกพลังมังกรพันศิลาที่หลอมรวมเป็นเปลวไฟเพื่อป้องกันตัวเองจากการโจมตี

        ตูม!

        สะเก็ดไฟแตกกระจายไปทั่วสารทิศ ก่อนจะรู้สึกจุกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังถือว่าโชคดีที่พลังเมื่อครู่มีกำลังมากพอที่จะสกัดกั้นพลังของเฉิ่นปู้หยุนได้ส่วนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นข้าอาจจะไม่ได้แค่จุกแต่คงต้องพ่ายแพ้ไปแล้วอย่างแน่นอน

       แม้จะมีการสกัดกั้นพลังได้ แต่เสื้อผ้าตรงหน้าท้องก็ยังฉีกขาดเพราะความร้อนจนเผยให้หน้าท้องสีแทนโผล่ออกมา

        ตุ้บ ตั้บ ตุ้บ!!

        เฉิ่นปู้หยุนใช้เข่าโจมตีตรงจุดเดิมซ้ำๆ ถึงสามรอบ แต่เหมือนว่าทุกๆ ครั้งของการโจมตี จะถูกพลังพรสวรรค์ของข้าดูดซับและดึงเอาส่วนหนึ่งมาป้องกันกลับเสมอ แต่ถึงจะเป็นแบบนี้ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดและตอนนี้ข้าเองก็สะบักสะบอมจนยืนแทบไม่ไหว

        “หกกระบวนท่าแล้ว!”

        “นึกไมถึงว่าเจ้านี่จะรับมือได้ถึงหกกระบวนท่าและยังยืนได้ต่อ!”

        “เจ้าคนนี้มันเกิดปีลาหรือไงถึงได้โง่และหัวรั้นขนาดนี้ โดนซัดจนเละเป็นโจ๊กแล้วยังไม่ร้องขอชีวิตอีก แถมจะขอให้ฆ่าอีกหรือไง?” ศิษย์ที่อยู่บริเวณนั้นต่างเริ่มพูดคุยกันขึ้นมาอีกรอบ

        “ชีวิตสำคัญที่สุดนะปู้อี้เชวียน!!” ซูเหยียนตะโกนบอก

        คนอื่นๆ ต่างก็หันไปมองด้วยความสงสัยว่าทำไมสาวงามที่เป็นถึงอันดับหนึ่งของรุ่นถึงได้ดูเป็นห่วงเป็นใยศิษย์ตัวสำรองคนนี้นัก

        ตั้นไถเหยาเองก็พูดขึ้นมาเหมือนกัน “เจ้าอย่าฝืนอีกเลย ปู้อี้
เชวียน!”

        ซ้งเชียนยิ่งแล้วใหญ่ เขาตกใจจนหน้าซีดก่อนจะพูดขึ้น “พี่
เชวียน ท่านไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ยอมแพ้เถอะนะ อย่างน้อยๆ เขาก็เป็นถึงลำดับที่เจ็ดในอันดับมังกร ถึงจะแพ้ไปเราก็ไม่ขายหน้าหรอก…”

        เฉิ่นปู้หยุนมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะพูดเสียงเรียบ “เจ้ายังจะสู้ต่อเหรอ?”

        ร่างกายที่สะบักสะบอมค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วตั้งท่ามังกรพันศิลาด้วยพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายอันน้อยนิดในร่าง “ไม่ ข้ายังไม่ล้มและจะไม่ยอมแพ้…”

         “งั้นข้าจะทำให้เจ้าล้มเอง!!” เฉิ่นปู้หยุนตวาดลั่นก่อนจะเหวี่ยงกำปั้นที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณเข้ามาที่ท้องเต็มแรง

        ตุ้บ!!

        สิ้นเสียงดังสนั่น ร่างทั้งร่างก็ลอยปลิวไปไกลก่อนจะสลบไปกลางอากาศในทันที ถึงตรงนี้คงไม่ต้องเดาเลยว่าคงจะมีแต่สายตาและน้ำเสียงที่ดูถูกเหยียดหยามเหมือนเช่นที่ผ่านมา “ปราณมังกรเอกาแล้วยังไงล่ะ ในเมื่อสุดท้ายก็แพ้ตามเคย!”

        “ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นพลังปราณมังกรเอกาที่อ่อนแอขนาดนี้มาก่อนเลย ยังไงก็เป็นแค่ศิษย์สำรอง ไม่มีใครเอาเนื้อหมามาขึ้นแท่นบูชาใช่ไหมล่ะ? ฮ่าๆๆ”

        “จะบ้าหรือไง สำนักไม่ให้กินเนื้อหมา พวกชมรมคนรักหมาพาตัวมันออกไปจัดการที!”

        …

        ข้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันใหม่ตามเคย แต่ที่ต่างออกไปคือร่างกายกลับสดชื่นมีชีวิตชีวาและไม่มีคนคอยดูแลอยู่ข้างๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษวางอยู่บนโต๊ะเล็กตัวหนึ่ง เมื่อหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นลายมือที่สวยงามและเรียบเรียงไว้อย่างบรรจง ‘เจ้าหมูเชวียน ข้ากับอาเหยากลับไปพักผ่อนแล้วนะ เจ้าเองก็พักผ่อนให้มากๆ ข้าให้อาหารไก่แทนเจ้าแล้ว และอย่าฝืนเด็ดขาด เพราะตอนนี้ยังมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน ขอให้เจ้ารักษาตัวเองได้โดยเร็ว และถ้ามีเรื่องอะไรก็มาหาข้ากับอาเหยาได้ที่ศิษย์ห้องหนึ่งของสำนักจิงอิง’

        ศิษย์ห้องหนึ่งของสำนักจิงอิง?

        ข้ายิ้มบางเมื่ออ่านจบ สำนักหมื่นวิญญาณมีการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วและจะมีการทดสอบทุกๆ สามเดือน ถ้าให้คาดคะเนความสามารถของซูเหยียนและตั้นไถเหยาหลังจากนี้อีกสามเดือนคงจะเลื่อนไปสำนักจวี๋ฉี และถ้าราบรื่นกว่านั้นก็อาจจะเข้าไปในสามสำนักใหญ่ชั้นในเลยก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคอยดูความสามารถของพวกนางทั้งสองแล้วล่ะ

        แต่ข้าเป็นเพียงศิษย์สำรองธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแค่จะเข้าไปนั่งเรียนกับคนอื่นๆ ยังไม่มีสิทธิ์ ได้แต่อาศัยช่วงเวลาไปส่งกระบี่ให้พอได้แอบดูอาจารย์แต่ละท่านสอนเพลงกระบี่วายุสังหาร เพลงกระบี่ลม กระบวนท่าทลายวิญญาณ และวรยุทธ์อื่นๆ แค่นั้น อันที่จริงข้าไม่เคยเรียนสามกระบวนท่าที่ว่าแบบจริงจังสักที เพราะตั้งแต่เกิดมาก็เรียนตามมีตามเกิด รอดูว่าคนในเมืองจะสอนอะไร ยิ่งหยินเย่เฉิงเป็นเมืองเล็กๆ ทางเหนือด้วยแล้ว ดังนั้นข้าจึงเรียนเคล็ดวิชาสงครามมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งในสายตาของคนเหล่านี้ เคล็ดวิชาสงครามคงเป็นได้แค่วิชาบ้านป่าเมืองเถื่อนดีๆ นี่เอง

        หากมีโอกาสข้าจะต้องเรียนรู้วรยุทธ์พวกนี้สักหน่อย เพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการต่อสู้ของข้าได้อย่างมาก!

         ก่อนจะออกไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร ข้าหยุดดูไก่ในเล้าอยู่ครู่หนึ่งจนสังเกตเห็นว่าพวกมันโตกว่าวันแรกเกือบเท่าตัว หลังจากกินข้าวเสร็จข้าจึงถือโอกาสนี้ซื้อข้าวสารกลับมาฝากพวกลูกเจี๊ยบ และแบ่งบางส่วนสำหรับต้มกับผักกินด้วย แน่นอนว่าหลังจากกินจนอิ่มแปล้ก็เริ่มฝึกฝนอย่างเคย

        หลังจากถูกอัดจนเละมาเมื่อวาน วันนี้ร่างกายก็กลับมากระปรี้กระเปร่าเพราะฤทธิ์ของน้ำยาพันวิญญาณ พละกำลังของข้าก็เพิ่มขึ้นมาทีละน้อยจนรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากภายในร่างกาย เลือดลม กระดูก และอวัยวะภายในต่างๆ ก็สมานตัวกันและแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นเค้าลางบ่องบอกว่าข้ากำลังจะบรรลุการบำเพ็ญขั้นหลอมปราณแล้ว

        เพียงแต่การบรรลุครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้…

       หลังจากเคลื่อนพลังอยู่หลายรอบและแข็งแกร่งจนมองเห็นก้อนพลังวิญญาณวิ่งผ่านอยู่ใต้ผิวหนังคล้ายมังกรกำลังแหวกว่ายในอากาศ ส่วนพลังจากเฉิ่นปู้หยุนก็กำลังก่อตัวเป็นรูปร่างของมังกรที่ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งระดับสมบูรณ์ในขั้นที่ห้าของวิชาลมหายใจมังกรคือภาพของมังกรที่พันรัดอยู่บนร่างของผู้ฝึกฝน และเริ่มปรากฏชัดตามพลังที่เพิ่มขึ้น นั่นแปลว่าได้บรรลุเรียบร้อยแล้ว เวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยง ข้าจึงเห็นเค้าลางการเริ่มต้นที่ดีขึ้นมา…

        เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ข้าจึงไม่คิดอะไรมากก่อนจะรีบกินโสมโลหิตไปครึ่งท่อนและเริ่มฝึกต่อ จนเวลาผ่านไปกระทั่งบ่ายสามโมง มังกรตัวนั้นก็กลับมาปรากฏให้เห็นชัดกว่าเดิม เมื่อคลื่นลมสงบ ท้องฟ้ากลับมาสดใส เช่นเดียวกับพลังที่เพิ่มขึ้นหลังจากบาดเจ็บ ทั้งที่ศิษย์หลายคนในสำนักไม่มีทางฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรถึงขั้นที่ห้าได้ ต่างจากข้าที่ก้าวหน้าไปกว่าครึ่งทาง แน่นอนว่าระดับสมบูรณ์ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!

        ในตอนนี้เองจึงรู้สึกถึงความอ่อนล้าที่แล่นไปตามร่างกาย จึงคิดได้ว่าไม่ควรเร่งรีบและหยุดพักจะดีกว่า

       ข้ามองไปที่รถเข็นอันว่างเปล่า ความคิดที่อยากจะไปขนกระบี่กลับมาเกลาก็ผุดขึ้น ข้าจึงรีบใส่ชุดของสำนักและออกไปทำงานทันที

        …

        แม้แสงแดดจะร้อนระอุ แต่สนามฝึกยังคลาคล่ำไปด้วยลูกศิษย์และเสียงการสั่งสอนของอาจารย์ “กระบวนท่ามังกรพันศิลาเป็นรากฐานและพื้นฐานของวิชาลมหายใจมังกร ดังนั้นจะต้องจดจำให้ดีและห้ามลืมเด็ดขาด”

        เสียงที่คุ้นหูซึ่งเคยบาดหมางกับข้าของอาจารย์ผู้ช่วยหลัวเหวินดังอยู่เป็นระยะ ซึ่งตอนนี้แต่ละคนกำลังกวาดสายตาตามหลัวเหวินมายังข้าที่ยืนอยู่

        หลัวเหวินกระตุกยิ้มก่อนจะพูดขึ้น “จะต้องสร้างพื้นฐานให้มั่นคง ไม่อย่างนั้นจะพังลงไม่เป็นท่า และกลายเป็นพวกกระจอกอย่างศิษย์ตัวสำรองพวกนั้น”

        ข้าก้มลงเก็บกระบี่ที่ใช้งานไม่ได้วางบนรถโดยไม่ได้พูดอะไร

        แต่หลัวเหวินกลับจ้องมองพลางพูดน้ำเสียงอวดดี “บางคนเกิดมาเพื่อเก็บขยะอย่างเช่นคนที่อยู่ข้างหลังข้าตอนนี้ ถ้าพวกเจ้าไม่อยากเป็นเหมือนเขาก็ต้องตั้งใจฝึกซ้อม”

        ซึ่งข้าไม่มีทางปล่อยผ่านคำพูดดูถูกแบบนี้แน่นอน!

        “ท่านกำลังหมายถึงข้าหรือเปล่า?” ข้าเงยหน้าขึ้นถาม

        “เจ้า?”

        หลัวเหวินหัวเราะอย่างอดไม่ได้แล้วพูดต่อ “บังเอิญว่าตรงนี้มีศิษย์สำรองอยู่พอดี งั้นข้าจะแสดงวิธีการใช้กระบวนท่ามังกรพันศิลาให้ทุกคนได้เห็นสักหน่อย… เจ้าหยิบกระบี่แล้วเข้ามาโจมตีข้าได้เลย”

        ข้ารู้สึกงุนงงกับคำสั่งเมื่อครู่ “โจมตีท่าน?”

        หลัวเหวินตวาดลั่น ก่อนที่หางมังกรสีเขียวจะปรากฏออกมาจากด้านหลัง นี่คือกระบวนท่ามังกรพันศิลาที่เข้าถึงแก่นแท้ น่าจะเพราะแสดงพลังออกมาจนหมด จึงน่าเกรงขามขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าข้าจู่โจมเขาตอนนี้คงต้องถูกพลังนั่นซัดกลับมาแน่นอน นั่นเท่ากับทำให้ตัวเองขายหน้าต่อศิษย์ของสำนักอีกหลายคน เพราะยังไงข้าก็ยังอยู่ในขั้นหลอมปราณ แต่หลัวเหวินอย่างต่ำก็น่าจะเป็นขั้นเทววิญญาณระดับกลาง ซึ่งสูงกว่าข้าถึงสามขั้น มันไม่ใช่สิ่งที่วิชาลมหายใจมังกรจะสามารถย่นระยะความแตกต่างที่มากขนาดนี้ได้

        “ทำไม เจ้าไม่กล้าเหรอ?” หลัวเหวินแสยะยิ้มพลางถาม

        ภายในใจเริ่มเดือดดาลเต็มที่ เมื่อเจอพวกที่ไม่ยอมว่าคนอื่นดีกว่า ทั้งที่เป็นอาจารย์แต่กลับทำแบบนี้ ข้าก็จะสนองให้เอง!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)