0 Views

       ชวิ้ง!

        กระบี่เพลิงกัลป์ของซูเหยียนปรากฏขึ้นหลังจากหลอมรวมพลังวิญญาณที่ร้อนระอุ ด้วยกระบี่ที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่ง และความสามารถอันโดดเด่น นางจึงกลายเป็นความหวังและความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล แม้ว่าผู้เป็นพ่อจะเป็นถึงเสนาบดีของสหพันธ์ แต่ก็ยังคาดหวังให้บุตรสาวได้ขึ้นเป็นอันดันหนึ่งในยุทธภพอยู่ดี

        “ตอนนี้เจ้ามีพลังพอที่จะเรียกอาวุธวิญญาณหรือยัง?” นางถามอย่างเป็นห่วง

        “แน่นอน ข้าไม่ได้สาหัสขนาดนั้น”

        ข้ายิ้มอ่อนก่อนจะคว้าอากาศด้านให้กลายเป็นอาวุธที่คุ้นเคย  กระบี่คมจันทราปรากฏออกมาให้เห็นอย่างช้าๆ กระบี่คมจันทราเป็นกระบี่ขนาดกลางที่มีตัวเล่มสีดำและส่วนคมสีขาวดุจหิมะ เมื่อใดที่แสงจันทร์ตกกระทบจึงจะเผยให้เห็นเส้นสีแดงส่องประกายราวกับเคยผ่านการฆ่าฟัน และเหตุการณ์ที่ไม่อยากนึกถึงครั้งนั้นด้วย

        “ข้อตกลงเดิม ไม่ใช้พลังวิญญาณ” ซูเหยียนว่าพลางยิ้ม

        “ไม่”

        ข้าส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “เจ้าสามารถใช้พลังวิญญาณได้สองในสิบส่วน เพราะข้าจะใช้ระดับแบบนั้นเช่นกัน”

        “อืม อย่างนั้นก็ได้!”

        จู่ๆ กระบี่เพลิงกัลป์ก็มีไฟลุกท่วมขึ้นมากะทันหันจนต้องถอยห่างออกมา “เข้ามาเลย!”

        “อืม!”

        ซูเหยียนจับกระบี่แน่น แววตาวาวโรจน์คู่นั้นกำลังท้าทายอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง ร่างบางทิ้งน้ำหนักลงปลายเท้า ไม่นานกระบี่ก็เริ่มปลอดปล่อยเพลิงสีเลือดออกมาก่อนจะพุ่งด้วยความเร็วดุจลมกรด

        เกร๊ง!

        กระบี่ทั้งสองเข้าปะทะกันแล้วสะท้อนออก ข้าจึงถือโอกาสถอยกลับไปครึ่งก้าวและพลิกข้อมือเพื่อให้กระบี่คมจันทราไปอยู่ใต้คมกระบี่ของนางแล้วดันตัวเข้าไปที่หน้าอกอย่างรวดเร็ว

        “อ๊าย!”

        จู่ๆ เสื้อเกราะสีแดงก็ปรากฏออกมาเพื่อป้องกันการปะทะก่อนจะหายกลับเข้าไปดังเดิม นี่คือเกราะรบซึ่งผู้ฝึกฝนวิญญาณที่แข็งแกร่งทุกคนต้องสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัว ไม่อย่างนั้นจะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนข้าที่เคยถูกทำลายการบำเพ็ญมาก่อนยังไม่สามารถสร้างมันได้ แต่ก็คงไม่นานเกินรอ

        ซูเหยียนยืนนิ่งแล้วเงยหน้ามองด้วยใบหน้าที่ห่อเหี่ยว “ข้าพยายามปรับเปลี่ยนเพลงกระบี่ของตระกูลซูแล้ว แต่ทำไม…”

        ข้ายิ้มบางแล้วบอกไปอย่างแน่วแน่ “ความหนักแน่น”

        “ความหนักแน่น?” ใบหน้าสวยถามอย่างสงสัย

        พอเห็นแบบนั้นก็เริ่มอธิบาย “ใช่ เจ้ายังมีความหนักแน่นไม่พอ ถึงแม้จะมีพลังวิญญาณมากก็ตาม แต่พลังก็มาจากแผ่นดินใหญ่ ดังนั้นความหนักแน่นของเจ้าจะเป็นตัวชี้วัดความเร็วและความน่ายำเกรงของกระบี่ หากเจ้าใช้ความหนักแน่นกับกระบวนท่าเมื่อครู่อีกสักสองถึงสามส่วน พลังก็จะเพิ่มขึ้นเหมือนกัน”

        “จริงเหรอ?” นางตื่นเต้นก่อนจะกวัดแกว่งกระบี่เพลิงกัลป์ในมือแล้วตั้งกระบวนท่าเมื่อครู่อีกรอบ “ปู้อี้เชวียน เจ้าช่วยสอนข้าทีว่าจะใช้ความหนักแน่นอย่างไรถึงจะแสดงพลังสูงสุดของกระบี่ได้”

        “อืม” เมื่อเข้าไปประชิดตัวก็ได้กลิ่นน้ำหอมและครีมบำรุงผมที่ราคาแพงไม่น้อย

        “ต่ำลงอีกนิด” ข้าบอก

        “แบบนี้เหรอ?”

        “สูงอยู่ดี”

        นางปรับเปลี่ยนท่าทางแล้วถามอีกครั้ง “แล้วตอนนี้ล่ะ?”

        “ต่ำเกินไปอีกแล้ว”

        “ถ้าอย่างนั้น… เจ้าช่วยข้าแล้วกัน” นางบอก

        “มัน… จะดีเหรอ?” ข้าถามอย่างลังเล

        “พวกเราเป็นผู้ฝึกฝนวิญญาณ จะมัวมาสนเรื่องพวกนั้นทำไม” นางว่าเพื่อคลายความกังวล

        “ได้”

        ข้าก้มตัวลงแล้วใช้มือทั้งสองจับเรียวขาที่ขาวดุจดั่งหิมะและกดลงเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น “มุมนี้…เอ่อ… เจ้าสลายเกราะไปก่อนได้หรือเปล่า ข้าร้อนมือ”

        คิดไม่ถึงว่าใบหน้าอันงดงามของซูเหยียนจะมีพลังบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจนแดงระเรื่อ “สลายไปแล้ว…”

        เมื่อเกราะรบสลายไปจนเกิดแสงส่องสว่างไปทั่วแล้ว ข้าจึงได้สัมผัสกับขาขาวเนียนแบบแนบชิดเสียที แต่ทันทีที่ได้สัมผัส แม้จะนุ่มนวลก็จริงแต่ก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ว้าวุ่นจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

        “แบบนี้… กดลงต่ำกว่าเดิมนิดหน่อย ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าเล็กน้อย” ข้าอธิบายอย่างช้าๆ

        “แบบนี้ได้หรือยัง?” นางถามอย่างลังเล

        “อืม ก็…ประมาณนี้แหละ” นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่กับหญิงแบบถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้ ยิ่งทำให้ใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมา ทั้งความรู้สึกที่มีความสุขนั้นอีก นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

        ขณะกำลังครุ่นคิด เสียงของตั้นไถเหยาก็ดังแทรกขึ้นมา “อะแฮ่ม…”

        ซูเหยียนถึงกับหน้าแดงแล้วเริ่มอธิบายทันที “เอ่อ… คือว่า…ข้ากับปู้อี้เชวียนกำลัง…”

        ส่วนข้าก็รีบถอยห่างแล้วพูดเสริม “ตั้นไถเหยา จริงๆ แล้วคือ…”

        “ไม่ต้องอธิบายหรอกน่า” ตั้นไถเหยาว่าแล้วเผยรอยยิ้มที่มีลักยิ้มน่าเอ็นดูแล้วพูดต่อ “คนที่องอาจชาติทหารอย่างพวกเราไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เสียเวลา อีกอย่างเราต่างก็มีประสบการณ์กันทั้งนั้น จะมัวอธิบายอยู่ทำไม”

        ท่าทางที่รู้ดีแบบนี้มันอะไรกัน? ข้ายืนอึ้งมองสาวงามที่อ่อนหวานและบริสุทธิ์ตรงหน้า ดูเหมือนว่าเปลือกนอกที่ใสซื่อของตั้นไถเหยาจะมีอะไรให้น่าค้นหาไม่น้อยเหมือนกัน

        “ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว!”

        ซูเหยียนเดินหน้าแดงออกไปฝึกเพลงกระบี่ต่อ แต่กลับล้มไม่เป็นท่า ซึ่งข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร

        ส่วนตั้นไถเหยาเดินเข้ามากระซิบข้างหู “ปู้อี้เชวียน บอกข้ามาตรงๆ ว่าจับขาของเสี่ยวเหยียนแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”

        ข้าตอบอย่างเก้อเขิน “ก็งั้นๆ แหละ….”

        “จริงๆ เลยนะปู้อี้เชวียน ทั้งที่ตัวเองได้เปรียบยังทำตัวน้อยใจไปได้ ทำไม…หรืออยากจะลูบของข้าแทน?” นางพูดด้วยความโมโหเหมือนอยากจะหาความยุติธรรมให้แก่เพื่อนตัวเอง นางไม่พูดเปล่า แต่ยังดึงกระโปรงขึ้นเพื่อให้เห็นท่อนขาขาวชวนหลงใหลออกมา

        ข้าส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ต้องๆ อย่ามาล้อเล่นนะ เพราะข้าจริงจังกับทุกเรื่อง ใครจะรู้ว่าเจ้าพูดเล่นแต่ข้าอาจจะทำจริงๆ ก็ได้”

        ตั้นไถเหยามองอย่างรู้ทันแล้วพูดขึ้น “เหอะ ทั้งที่อยากจะยิ้มจนแก้มฉีก แต่กลับต้องแกล้งทำว่าไม่รู้สึก… จริงด้วยสิ เมื่อวานเจ้าโดนอัดจนไม่เหลือสภาพเดิมเลยนี่ แล้วทำไมตอนนี้เหมือนไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลยล่ะ? เจ้าใช้ยาอะไรรักษากันแน่ จะบัวหิมะก็ไม่ได้มีสรรพคุณดีขนาดนี้สักหน่อย ปกติแล้วเวลากระดูกหักถึงจะมียาดีแค่ไหนก็ต้องพักอย่างน้อยสามวัน แต่กับเจ้าแค่วันเดียวก็หายแล้ว”

        ข้าจะบอกว่าเป็นยาพันวิญญาณก็ไม่ได้ จึงบอกอย่างอื่นแทน “น่าจะเป็นเพราะร่างกายที่มันไม่เหมือนคนอื่น และพรสวรรค์ที่ไม่เหมือนใครของข้าล่ะมั้ง”

        แววตาของนางเปลี่ยนไปก่อนจะพูดขึ้น “พูดแบบนี้จะบอกว่าเจ้ายาวกว่าคนอื่นสินะ?”

        “…”

        ไม่ได้! ขืนยังคุยต่อคงต้องตกหลุมพรางคนเจ้าเล่ห์อย่างนางแน่ๆ

        แต่บุคลิกที่ร่าเริงแจ่มใสและเป็นกันเองของนาง ไม่ว่าใครก็ต้องชอบใจอยู่ไม่น้อย

        …

        เวลาล่วงเลยจนถึงสองทุ่มตรง ร่างกายได้รับการฟื้นฟูกว่าเจ็ดถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ข้าจึงกลับไปหาเฉิ่นปู้หยุนเช่นเคย ส่วนซูเหยียนและตั้นไถเหยาที่คิดว่าต้องมีเรื่องสนุกรออยู่ จึงไม่ปฏิเสธที่จะตามข้าไปด้วย

        เราทั้งสามเดินไปบนทางเท้าเล็กๆ โดยมีซูเหยียนอยู่ตรงกลางส่วนข้ากับตั้นไถเหยาเดินขนาบข้าง มีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องกระทบพื้นดินไปตลอดทาง และแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงเราสามคนเท่านั้น แต่ยังมีศิษย์อีกไม่น้อยที่มุ่งหน้าไปหาเฉิ่นปู้หยุนอย่างเร่งรีบเช่นกัน

        “พวกเจ้าจะไปไหนกัน?” ข้าถามขึ้น

        “ไปดูอะไรสนุกๆ ไงล่ะ…”

        ซูเหยียนพูดเสียงเรียบ “นี่เจ้ายังไม่รู้เหรอว่าข่าวที่เจ้าประลองกับเฉิ่นปู้หยุนขึ้นพาดหัวหนังสือพิมพ์ของสำนักว่า ‘ศิษย์สำรองกระจอกแต่สามารถรับมือกับอันดับมังกรอย่างเฉิ่นปู้หยุนได้ถึงสี่กระบวนท่า’ ไม่รู้ว่าเจ้าไปทำอะไรให้พวกสื่อไว้ถึงได้ขยันกระจายข่าวของเจ้าขนาดนี้” ซูเหยียนเองก็ฉลาดไม่เบาถึงรู้ว่าการขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์สำนักไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะผู้ที่ไร้ชื่อเสียงซึ่งตรงกับข้าทุกอย่าง แม้ว่าจะประลองกับเฉิ่นปู้หยุนระดับพลังที่ใกล้เคียงกัน แต่สุดท้ายข้าก็เสียเปรียบเพราะขาดปราณวิญญาณ ซึ่งต่อให้ฝึกฝนจนแข็งแกร่งแค่ไหนแต่ใช้พลังได้แค่สองในสิบส่วนก็ไร้ประโยชน์

        กระท่อมไม้บนเทือกเขามีแสงไฟส่องสว่างทั่วบริเวณ คาดไม่ถึงว่าจะมีใครชอบดูอะไรแบบนี้ ถ้ากะคร่าวๆ คงมีไม่ต่ำกว่าสามร้อยคน รวมทั้งอาจารย์ระดับสูงด้วย ตั้นไถเหยามองอย่างพิจารณาแล้วพูดขึ้น “มีศิษย์หลายคนที่มาประลองเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ทำให้มีอาจารย์หลายท่านเข้ามาสอดส่องเพื่อใช้โอกาสนี้เลือกศิษย์คนโปรดและนำไปฝึกฝนให้เก่งขึ้น” พอได้ยินแบบนั้น ข้าจึงด้วยความน้อยใจ “จะมีอาจารย์มาสนใจข้าบ้างหรือเปล่า?”

        ตั้นไถเหยาส่ายหัว “ตอนนี้คงยาก เพราะเจ้ามีดีแค่หนังหนา หรือจะให้พูดอีกอย่างก็แค่ทนมือทนเท้าได้เท่านั้น หากไม่โจมตีเพื่อแสดงพลังหรือพรสวรรค์ออกมา คงไม่มีอาจารย์ชั้นสูงหรือนักรบคนไหนสนใจแน่ๆ”

        “เจ้าปลอบใจคนเก่งจริงๆ เลยนะ” ข้าพูดประชดประชัน

        “แน่นอนอยู่แล้ว วันนี้เจ้าจะต้องทนให้ได้ถึงห้ากระบวนท่านะ เดี๋ยวข้ากับซูเหยียนจะคอยให้กำลังใจ ดูสิ… เพื่อนสนิทของเจ้ามานู่นแล้ว”

        และคนที่นางว่าก็คือซ้งเชียนนั่นเอง

        “ท่านมาแล้วเหรอพี่เชวียน!” ซ้งเชียนโบกมือให้แต่ไกลด้วยความสนิทสนม

        พอเห็นแบบนี้ก็เริ่มไม่สบอารมณ์ “เจ้าก็มาดูข้าโดนอัดด้วยอีกคนเหรอ?”

        ซ้งเชียนปัดไม้ปัดมือก่อนจะพูดขึ้น “ท่านก็รู้ว่าเฉิ่นปู้หยุนเป็นถึงจอมยุทธ์ลำดับที่เจ็ดของอันดับมังกร คนที่มาก็มีแต่ให้เขาอัดทั้งนั้น ไม่ต่างอะไรจากท่านเลย แค่รอดูว่าใครจะสามารถรับมือเข้าได้ถึงสิบกระบวนท่าและมีสิทธิ์เป็นศิษย์คนโปรดของเขาก็เท่านั้น”

        “เจ้านี่มัน!…”

        ข้าเอ็ดเขาไปก่อนจะมองไปรอบๆ ก็เห็นว่ามีศิษย์เจ็ดถึงแปดคนนอนหมดสภาพหลังแพ้ประลอง ในแต่ละวันเฉิ่นปู้หยุนจะรับแค่สิบคนและดูเหมือนว่าจะครบแล้ว ส่วนคนที่สิบเอ็ดอย่างข้าที่เขายังยอมให้ประลองได้คงเพราะเห็นแก่หน้าพี่เสวียนยินเป็นแน่

        “เจ้ามาแล้วเหรอ?” เฉิ่นปู้หยุนมองปราดมาแต่ไกลถามขึ้นพร้อมกับการยิ้มมุมปาก

        “อืม ข้ามาแล้ว”

        “แล้วข้าจะลงมือได้หรือยัง?”

        “เข้ามาเลย!”

        ของแบบนี้มันต้องตรงไปตรงมาแบบชายชาตรีอกสามศอก!

  ชวิ้ง!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)