0 Views

        กว่าร่างกายจะรู้สึกตัวก็ล่วงเลยมาถึงเช้าอีกวันแล้ว

        “ในที่สุดท่านก็ตื่นสักที!” เป็นเสียงของซ้งเชียนอย่างเคย เมื่อข้าลืมตาขึ้นก็เห็นว่าเขากำลังถือซาลาเปาถุงใหญ่กับชามข้าวต้มที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ในมือ

        “เมื่อวานใครมาส่งข้าที่นี่?” ข้าถามขึ้น

        “เห็นว่าซูเหยียนกับตั้นไถเหยาเป็นคนหามท่านกลับมา”

        “แล้วพวกนั้นล่ะ?”

        “ก็ต้องกลับไปแล้วสิ จะให้อยู่กับท่าเหรอ?” ซ้งเชียนยิ้มตาหยีก่อนจะพูดต่อ “ท่านรู้หรือเปล่าว่าผู้ชายคนอื่นยังไม่กล้าคิดเลยว่าจะมีสาวสวยถึงสองคนหามท่านกลับมาแบบนี้ แล้วเมื่อคืนตอนข้ามาถึงก็เห็นท่านอยู่ในสภาพสะบักสะบอมแต่ทำไมตอนนี้ถึงปกติดีทุกอย่าง ไหนบอกว่ากระดูกหัวไหล่หักไม่ใช่หรือไง?”

        “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”

        ข้าขยับแขนไปมาก็รู้สึกได้ว่าภายในเส้นลมปราณมีพลังวิญญาญกำลังแตกตัวคล้ายเส้นใย และไหลเวียนสร้างความอบอุ่นให้แก่เส้นลมปราณและเส้นเอ็น  รวมถึงพลังงานอื่นที่มิใช้จากตัวเองโดยไม่ขัดกับพลังเดิมเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

        สัมผัสของพลังเป็นอย่างเดียวกับที่โดนเฉิ่นปู้หยุนโจมตีเมื่อเย็นวาน หรือเพราะร่างกายของข้าดูดเอาพลังของเขามาไว้ในตัวอย่างนั้นหรือ? ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะในตำราของแผ่นดินใหญ่หลงหลิง หรือตำนานเล่าขานต่างๆ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีการดูดพลังวิญญาณของผู้อื่นมาไว้ในตัวได้เลย

        “ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมพี่เชวียน?” ซ้งเชียนถามแล้วโบกไม้โบกมือตรงหน้า

        “ไม่เป็นไร”

        “ข้าเอาอาหารวางไว้ตรงนี้แล้วกัน ท่านก็รีบกินตอนที่ยังร้อนๆ ล่ะ ข้าไปเข้าเรียนก่อนนะ”

        “อืม ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวเชียน รีบไปเถอะ… เดี๋ยวจะเข้าเรียนสาย”

        “อืม”

        ซ้งเชียนว่าแล้วเดินออกไป ตอนนี้ข้ายังไม่มีอารมณ์กินข้าวกินน้ำเท่าไร ภาพเพลงขาเมฆาหมอกของเฉิ่นปู้หยุนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เหมือนว่าการโจมตีและกระบวนท่าต่างๆ กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง สมองค่อยๆ วิเคราะห์และลำดับภาพวรยุทธ์อย่างเพลงขาของเฉิ่นปู้หยุนอย่างละเอียด เพลงขาเมฆาหมอกมีทั้งหมดห้าขั้น ขั้นที่หนึ่งคือเอกากัลป์เบิกขุนเขา ขั้นที่สองคือเพลิงม้วนใบ ขั้นที่สามคือสองขาทลายบัว ขั้นที่สี่คือลำแสงหมื่นลี้ และขั้นที่ห้าเพลิงสวรรค์ลุกลาม ซึ่งความละเอียดในการออกกระบวนท่ายังคงฝังแน่นอยู่ในหัวจนเริ่มเชื่อมั่นว่าข้าสามารถทำได้เช่นกัน

        พอคิดได้แบบนั้นก็กระโดดพรวดลงจากเตียงแล้วตั้งท่า

        เพลงขาเมฆาหมอกขั้นที่หนึ่ง เอกากัลป์เบิกขุนเขา!

        …

        ขณะเหวี่ยงขาออกไป พลังวิญญาณอันร้อนระอุภายในก็แล่นผ่านลงมาที่ขา ก่อนจะฟาดลงบนอากาศเกิดเป็นเปลวไฟพุ่งทะยานออกไปตามการเคลื่อนไหวของ

        ปั้ง!

        จากผลลัพธ์ของพลังเมื่อครู่จึงได้รู้ถึงอานุภาพของมันทันที แม้จะเป็นแค่หนึ่งส่วนจากพลังทั้งหมดของเฉิ่นปู้หยุนก็ตาม

        “นี่มันอะไรกัน?”

        ข้าขมวดคิ้วพลางถามตัวเองอย่างฉงนเมื่อตัวเองสามารถใช้เคล็ดวิชาของเฉิ่นปู้หยุนได้ ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกาย และสามารถจดจำทุกกระบวนท่าของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง! หรือว่าจะเป็น…

        คำที่ผุดเข้ามาในหัวมีเพียงสิ่งเดียวคือ… พรสวรรค์!

        ต้องเป็นพรสวรรค์ของข้าแน่ๆ แต่ในตำราไม่มีการบันทึกพรสวรรค์แบบนี้อยู่เลย อย่างการหลอมรวมของพรสวรรค์ระดับ S ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะการหลอมรวมทำได้แค่ลอกเลียนแบบกระบวนท่าเท่านั้น ไม่สามารถลอกเลียนแบบพลังได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการลอกเลียนแบบกระบวนท่าและใช้พลังได้ด้วย หรือเรียกว่าพลังระดับแก่นสารของขั้นเริ่มต้นเลยก็ว่าได้

        หลังจากดีใจอยู่พักหนึ่งก็เริ่มกระบวนท่าทั้งสี่ แม้การบำเพ็ญของข้าจะทำให้ใช้พลังทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็ถือว่าน่าเกรงขามในขั้นหนึ่งแล้วล่ะ! หลังจากจบกระบวนท่าแรก พลังวิญญาณในร่างกายก็ยังคงเดือดพล่านจนอดคิดถึงปัญหาที่จะตามมาไม่ได้

        บนแผ่นดินหลงหลิงมีข้อห้ามอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับการแอบเรียนเคล็ดวิชาของผู้อื่น โดยเฉพาะเคล็ดวิชาลับ ถึงแม้จะไม่ได้แอบเรียนวิชาของเฉิ่นปู้หยุนก็จริง แต่ก็ถือว่าสามารถใช้กระบวนท่าเพลงขาเมฆาหมอกได้เกือบสามส่วน ช่างเถอะ! เพราะข้าก็ไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นสักหน่อย ขอเพียงไม่ใช้ต่อหน้าคนอื่นก็คงไม่มีปัญหาอะไร พอคิดได้แบบนี้จึงกลับมาทำงานต่อจนเสร็จทั้งหมดภายในช่วงเช้า ก่อนจะกลับมากินข้าวกินปลาและฝึกวิชาลมหายใจมังกร เพราะวิชาขั้นพื้นฐานยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งถือเป็นขั้นที่สำคัญที่สุดสำหรับวิชานี้อย่างลมหายใจมังกรขั้นที่สี่ ปราณมังกรเอกา!

        ปราณมังกรเอกาคือการรวมเอาวิญญาณ ลมปราณ และจิตมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยลมปราณคือลมปราณในร่างกาย ส่วนจิตคือจิตวิญญาณและกำลัง ซึ่งพี่เสวียนยินเขียนไว้ในตำราว่าเป็นขั้นที่ยากที่สุดจากห้าขั้นแรก เพราะการทำให้วิญญาณกับลมปราณหลอมรวมกันมันไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการให้ทั้งสามสิ่งผสานเป็นหนึ่งเดียวยิ่งยากเกินความสามารถ หลังจากตั้งกระบวนท่าก็เปลี่ยนลมปราณให้กลายเป็นพลังวิญญาณไหลเวียนไปตามร่างกาย เมื่อเคลื่อนพลังเพียงสามรอบเหงื่อกาฬก็ไหลชุ่มไปทั้งตัว พลังวิญญาณที่แตกตัวเป็นเส้นใยและล่องลอยอยู่บนผิวหนังคล้ายกับถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอก แต่กลับมีพลังอันแข็งแกร่งเหมือนดั่งมังกรกำลังแหวกว่ายอย่างบ้าคลั่งอยู่ในธาราจนแทบระเบิดออกมา กระทั่งผ่านไปกว่าเจ็ดรอบทั่วทั้งตัวก็เปียกชุ่มเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ลมปราณลดฮวบเกือบเจ็ดถึงแปดส่วน จนต้องหยิบหญ้าทางวิญญาณมากินเพื่อฟื้นฟูพลัง ถึงแม้ว่าหญ้าทางวิญญาณจะหาได้ง่ายและมีฤทธิ์น้อยกว่าโสมโลหิต แต่สุดท้ายก็ต้องกลืนลงไปอยู่ดี รสชาติขมฝาดค่อยๆ ลื่นไหลผ่านลำคอสู่กระเพาะ ก่อนจะถูกดูดซึมโดยเส้นเลือดและกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าการฝึกฝนครั้งนี้ผ่านไปนานเท่าไร แต่จู่ๆ ก็รู้สึกถึงพลังวิญญาณที่ร้อนระอุจะปะทุออกมาจากหน้าอก เมื่อเงยหน้าขึ้นพลังวิญญาณก็สลายไปและกลายเป็นมังกรสีดำกำลังคาบหางของตนลอยวนอยู่เหนือศีรษะ มังกรกลืนหาง!

        สัญญาณอันตรายที่บอกว่าทั้งสามสิ่งไม่สามารถหลอมรวมกันได้!

        เฮือก…

        เสียงทุ้มต่ำจุกอยู่ในอก กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งขึ้นมาที่ลำคอ หากควบคุบเจ้ามังกรกลืนหางไม่ได้ พลังวิญญาณก็จะแว้งกัด เบาที่สุดคือสูญเสียการบำเพ็ญทั้งหมด หรือหนักที่สุดอาจอันตรายถึงชีวิต! ในตำราของสำนักหมื่นวิญญาณบันทึกไว้ว่า เมื่อเห็นภาพเค้าลางของมังกรกลืนหางจะต้องหยุดการฝึกทันที ไม่อย่างนั้นจะอันตรายถึงชีวิต ซึ่งความจริงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่กลับเป็นข้าที่ต้องเผชิญกับมัน

        แต่ในตำราของพี่เสวียนยินเขียนไว้ว่า ‘เรื่องที่ดีสามารถมีตอนจบที่แย่ได้ และเรื่องที่แย่สามารถมีตอนจบที่ดีได้เช่นกัน’ โดยอธิบายว่าเมื่อเกิดเค้าลางของมังกรกลืนหางขณะกำลังฝึกฝนอย่าได้กังวล แต่ให้ตั้งสติและใช้พลังวิญญาณในร่างกายเปิดรับพลังอันซับซ่อนและน่าพิศวงให้เร็วที่สุด จากนั้นรวบรวมจิตใจไว้ที่พลังวิญญาณเพื่อฝึกฝนจนถึงระดับสูงของขั้นนั้นๆ แบบนี้ถึงจะสามารถสลายมังกรกลืนหาง และบรรลุสู่ระดับสูงสุดของวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สี่อย่างปราณมังกรเอกาได้

        มันต้องลอง!

        แม้จะยังไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่ข้าก็เลือกที่จะหลับตาลงเพื่อผ่อนคลายและเข้าฌานในเวลาไม่นาน ทำให้พลังวิญญาณแทรกซึมเข้ากับพลังของมังกรกลืนหางอย่างช้าๆ และรับรู้ถึงพลังที่พลุ่งพล่าน ก่อนจะใช้ใจเพื่อยุติพลังที่วิ่งสวนทางด้วยการเปิดและยอมรับให้ได้ เพียงชั่วพริบตาภาพเค้าลางของแม่น้ำนับพันสายที่ไหลรวมเป็นหนึ่งสู่แม่น้ำใหญ่ ความสงบที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้มั่นใจในตัวเองมากกว่าเดิม

         ผ่านไปพักใหญ่ พลังที่เหมือนจะปะทุออกมาค่อยๆ อ่อนแรงลง ความอัดอั้นก่อนนี้เริ่มคลายออกจนโล่งสบาย ส่วนพลังวิญญาณยังคงไหลเวียนนำสิ่งที่กำลังพยศอยู่จนร่างกายดูดซึมไปจนหมด และเมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นพลังแผ่ซ่านออกมาจากไหล่ทั้งสองข้าง ปรากฏเค้าลางของมังกรสีเขียวมรกตกว่าครึ่งตัวซึ่งน่าเกรงขาม ยิ่งใหญ่ คล้ายต้องการปกครองทุกสรรพสัตว์ ไม่นานภาพนั้นก็เริ่มชัดขึ้นจนเห็นเกล็ดและเส้นหนวดอย่างชัดเจน  บ่งบอกว่าวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สี่อย่างปราณมังกรเอกาของข้าสำเร็จและมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมากว่าห้าสิบชั่ง! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะฝึกจนบรรลุขั้นที่สี่ได้เร็วขนาดนี้ หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวอาจอันตรายถึงชีวิต หรือแทบปาดเหงื่อเลยก็ว่าได้ แต่กระนั้นก็ยังโชคดีที่ผ่านพ้นไปด้วยดี

        …

        ทั้งพละกำลังและพลังวิญญาณต่างเพิ่มขึ้นจากเดิม ถึงจะรู้ว่าฟ้ามืดจนเลยเวลากินข้าวที่โรงอาหารไปแล้ว แต่กลับดีใจยิ่งกว่าเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น เพราะข้าจะมีของอร่อยๆ จากซูเหยียนและตั้นไถเหยาให้กินอย่างแน่นอน!

        ไก่อบเห็ด เนื้อแกะน้ำแดง ต้มปลากะพงน้ำใส และข้าวอีกสามจานใหญ่ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์

        “กินช้าๆ หน่อย เจ้านี่กินจุจริงๆ เลยนะปู้อี้เชวียน” ซูเหยียนนั่งมองพลางยิ้ม ดูเหมือนว่านางจะลืมเรื่องเข้าใจผิดเมื่อครั้งก่อน และกลายมาเป็นเพื่อนกันไปแล้ว ตั้นไถเหยาที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงเบา “หัวหน้าปู้ ไก่ของเจ้าคงจะไม่ได้กินอาหารนานแล้วสินะ ให้ข้าช่วยดีไหม?”

        “อืม ขอบใจเจ้ามากนะ”

        ตั้นไถเหยายกกระสอบข้าวสารน้ำหนักกว่าห้าสิบกิโลไปยังเล้าไก่อย่างง่ายดาย ผู้หญิงที่ฝึกวรยุทธ์อย่างตั้นไถเหยาช่างต่างจากน้องของนางที่อ้อนแอ้นอรชรจริงๆ

        “เย็นนี้จะไปท้าประลองกับเฉิ่นปู้หยุนอีกหรือเปล่า?” ซูเหยียนถามพลางยิ้ม

        “ไปสิ แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ไว้ข้าจะขัดเกลาวิชาที่เคยสอนเจ้าก่อนแล้วค่อยไป”

        “ดีเลย!”

        นางตอบท่าทางดีใจเหมือนรอให้ข้าพูดคำนี้มานานแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)