0 Views

        ฝันร้าย ในฝันข้ากำลังเผชิญกับความกลัวภายใต้จิตใจ และมีพวกเขา หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือพวกมันอยู่ในนั้นด้วย

        ความเจ็บปวดที่ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ได้ ราวกับเปลวไฟที่ไหลลามไปยังเส้นเลือดและแผดเผาร่างกายให้มอดไหม้ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่คนธรรมดาจะทานทนได้

         หลังจากนั้นร่างกายก็เริ่มเหนื่อยล้าและอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        เสียงพูดคุยที่ดังขึ้นทำให้รู้ว่ามีใครอยู่ด้านนอก

        “ปราณวิญญาณถูกเผาไหม้” เป็นเสียงของปู่เก้า หนึ่งในบุคคลที่ทุกคนในเมืองต่างให้ความเคารพนับถือ แต่ก็มีเสียงเล่าลือกันว่า เขาเป็นเพียงเทพปลอมๆ ที่ทำนายอนาคตได้เท่านั้น

        เขาพูดต่อ “ในตัวเจ้าเด็กนี่ไม่มีพลังวิญญาณหลงเหลือแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่เคยบำเพ็ญมาก่อนหน้านี้มันได้สลายไปหมดแล้ว”

        ท่านพ่อพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่มีทางแก้ได้เลยอย่างนั้นหรือ? ถ้า… ถ้าหากว่าปราณวิญญาณไม่ฟื้นกลับมาอีกครั้ง ข้ากลัวว่าชีวิตของเขาต่อจากนี้ไปคงไม่ต่างจากพวกไร้น้ำยา”

        “ข้าเองก็ไร้ซึ่งหนทางเหมือนกัน” ลุงเก้าลุกจากเก้าอี้เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก่อนจะพูดปลอบประโลมผู้เป็นพ่อ “ท่านลุงปู้ ถึงแม้ว่าปราณวิญญาณจะสลายไปแล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังหางานที่ไม่ต้องใช้พลังให้กับเขาได้ อย่างการเป็นอาจารย์ปรุงยาและอาจารย์ด้านอาวุธ เสี่ยวเชวียนเป็นเด็กแข็งแกร่ง ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องผ่านมันไปได้… ข้าขอตัวก่อนนะ ท่านก็อย่าเป็นกังวลไปเลย”

        “ให้คนไปส่งท่านปู่เก้า”

        “ขอรับ นายท่าน”

        ลุงฝูขานรับคำสั่งในทันที

        ข้าพยายามลืมตาขึ้น แต่ร่างกายกลับสั่นเทาราวกับต้องมนต์สะกดของปีศาจร้ายที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างท่านพ่อกับลุงฝู แม้อยากลืมตาสักแค่ไหน แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งขึ้นทุกที

        ผ่านไปไม่กี่นาทีลุงฝูก็กลับมา “นายท่าน คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!”

        “ฮะ เสวียนยินกลับมาแล้วงั้นหรือ?”

        ท่านพ่อถามด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ เมื่อได้ยินแบบนั้น ข้าจึงรวบรวมแรงทั้งหมด และสุดท้ายก็ลืมตาขึ้นได้อีกครั้ง เพียงเปลือกตาเปิดออก ใบหน้าแก่ๆ ของลุงฝูก็ยิ้มร่ารออยู่แล้ว “นายท่าน นายน้อยตื่นแล้วขอรับ!”

        “เสี่ยวเชวียน เจ้านอนพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน อย่าเพิ่งรีบขยับ”

        ข้ารับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย และปราณวิญญาณสวรรค์ที่ติดตัวข้าตั้งแต่หกขวบก็ได้หายไปแล้ว… มันเป็นเหมือนกับกองไฟที่เผาไหม้ตั้งแต่เส้นลมปราณแล้วลุกลามไปจนหมด

        “ข้าหลับไปนานเท่าไร…” ข้าสูดอากาศเย็นๆ เข้าปอด แล้วถามเปิดเป็นประโยคแรก

        “เจ็ดวัน” สีหน้าของท่านพ่อบ่งบอกถึงความเจ็บปวดและสงสารระคนกัน

        …

        จู่ๆ สายลมก็พัดพากลิ่นหอมรัญจวนเข้ามา

        พี่เสวียนยินกลับมาแล้ว นางสวมเสื้อเชิ้ตที่ขาวด้านใน สวมทับด้วยผ้าคลุมด้านนอก และผูกผ้าพันคอสีแดงเข้ม แววตาคู่นั้นกำลังจ้องมาที่ข้าอย่างเป็นห่วง แม้ใบหน้าจะเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็ตาม

        ปู้เสวียนยิน เดิมเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า แต่เป็นเพราะนางถูกพ่อผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก ท่านพ่อของข้าจึงพานางมาชุบเลี้ยงจนเติบโต จึงทำให้ข้าเห็นนางไม่ต่างไปจากพี่สาวแท้ๆ คนหนึ่ง

        “เสี่ยวเชวียน!”

        ดวงตาคู่ใสมีน้ำตารื้นเต็มขอบตา นางนั่งลงและกุมมือของข้าเอาไว้อย่างอบอุ่น “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้? ทำไมถึง…”

        “ท่านพี่… ซูซีอวี๋เป็นคนที่ท่านแนะนำมาไม่ใช่หรือ?” ข้าถามน้ำเสียงอ่อนแรง

        “ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร…” ปู้เสวียนยินเม้มริมฝีปากแดงแล้วพูดต่อ “จะต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่กลายเป็นแบบนี้…”

        พอได้เห็นดวงตาที่แดงก่ำ ข้าก็หลุดขำและพูดอย่างแผ่วเบาว่า “พี่เสวียนยินท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

        “เจ้าเด็กนี่ จะไม่ให้ข้ากังวลได้อย่างไร!”

        ปู้เสวียนยินเกือบจะร้องไห้ออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับผู้เป็นพ่อ “ท่านพ่อ พอข้าได้ยินก็รีบกลับมาทันที แต่สภาพของเสี่ยวเชวียนตอนนี้มันแปลกจริงๆ แม้แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน ท่านใจเย็นลงก่อน ข้าเชื่อว่าจะต้องมีทางรักษาอย่างแน่นอน เสี่ยวเชวียนมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นและหายาก อย่างไรก็ต้องมีทางรักษาแน่ๆ”

        ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับ “เสวียนยิน เจ้านั่งคุยเป็นเพื่อนเสี่ยวเชวียนก่อน ส่วนอาฝู… พวกเราไปเตรียมข้าวเย็นกันเถอะ เสวียนยินกลับมาแล้วต้องเพิ่มกับข้าวขึ้นอีก”

        “ขอรับ นายท่าน”

        …

        “เสี่ยวเชวียน เจ้าโทษข้าหรือเปล่า?” ปู้เสวียนยินที่นั่งข้างๆ ถามขึ้นด้วยดวงตาที่แดงเล็กน้อย

        “ไม่หรอก ท่านอย่าตำหนิตัวเองไปเลย” ข้าพูดพลางนึกภาพเหตุการณ์วันนั้นแล้วพูดต่อ “แต่ข้าเองก็รู้สึกแปลกๆ ขณะที่กำลังรับยาปลุกพลัง จู่ๆ ก็มีเงาปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสีส้มซึ่งมีตัวข้าอยู่ในนั้นด้วย หลังจากนั้นก็กลายเป็นอย่างที่เจ้าเห็น ร่างกายและพลังของข้าเหมือนโดนสะกดด้วยอานุภาพของพลังบางอย่าง ทั้งเส้นเลือดถูกแผดเผา และปราณวิญญาณก็หายไปอีก”

         ปู้เสวียนยินขมวดคิ้วเล็กๆ ก่อนจะถามต่อ “แค่นี้เองหรือ? แล้วคนที่เจ้าเห็นหน้าตาเป็นยังไง?”

        “เป็นคนแปลกๆ ถูกโซ่ทองแดงล่ามไว้บนเสาหิน และมีเปลวไฟแผดเผาแต่กลับไม่ตาย ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงมองภาพระยะไกลได้อย่างชัดเจนขนาดนั้น”

        “อืม ข้าได้ยินแล้ว…” ปู้เสวียนยินเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดอะไร

        “และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่แปลกพอกัน”

        “ว่ามา”

        “เทพศาสตราซูซีอวี๋นั่นดูเด็กกว่าที่ข้าคิดไว้มาก อายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ ไม่เหมือนเทพศาสตราที่อายุสามสิบเลยสักนิด หรือบางทีอาจจะมีอะไรแฝงอยู่ หรือแท้จริงคนคนนั้นอาจไม่ใช่ซูซีอวี๋ตั้งแต่แรก?”

        “เรื่องนี้…”

        ปู้เสวียนยินกะพริบตาถี่เหมือนคิดอะไรออก “ไม่รู้ว่าเย็นนี้ท่านพ่อกับลุงฝูจะทำอะไรอร่อยๆ ให้ข้ากินบ้าง!”

        ข้าพูดทักท้วงอย่างจนปัญญา “ท่านอย่าเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ แบบนี้สิ เทพศาสตราหญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่?”

        “เป็นคนมีที่มาที่ไปคนหนึ่ง”

        พี่เสวีนยินปัดไม้ปัดมือแล้วพูดต่อ “เสี่ยวเชวียน ตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งซักไซ้เรื่องนี้เลย พี่คนนี้รู้ดีว่าต้องจัดการกับเรื่องนี้ยังไง เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการรักษาปราณพลังของเจ้าที่หายไป ส่วนคนที่เจ้าเห็นในแสงสีส้มเป็นใครนั้น ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”

        ข้าพยักหน้าก่อนจะปรายตาลงมองฝ่ามือตัวเอง ปราณฟ้าดินทั้งสามร่วงโรยลงไป นั่นหมายความว่าข้าจะใช้พลังวิญญาณไม่ได้อีกแล้ว

        “อย่ากังวลไปเลย เรื่องพลังที่หายไป ข้าจะช่วยเจ้านำกลับมาเอง” ปู้เสวียนยินที่ดูออกว่าข้ากำลังจิตตกพูดขึ้น “เสี่ยวเชวียน ไหนๆ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แล้ว ข้ามีข้อเสนอมาให้ เจ้ายินดีจะรับฟังหรือเปล่า?”

        “ท่านว่ามาสิ”

        “ข้าว่า เจ้าตามข้าไปที่สำนักหมื่นวิญญาณในเมืองหลินเสี่ยเฉิงไม่ดีกว่าหรือ? ที่นั่นมีวิญญาณพิเศษมากมาย บางทีอาจช่วยรักษาเจ้าได้ อีกอย่างตอนนี้ข้าเป็นถึงรองเจ้าสำนัก สามารถใช้เส้นสายเพื่อให้เจ้าเข้าไปเป็นศิษย์ใหม่ได้นะ”

        “หื้ม?”

        ข้าหรี่ตาลงและถามอีกฝ่าย “พี่เสวียนยิน ข้าได้ยินมาว่าตอนนี้ท่านเป็นหนึ่งในเทพศาสตราหญิงทั้งสามสิบสามคนแล้วใช่ไหม?”

        เทพศาสตรา คือบุคคลในอาณาบริเวณของหลงหลิงและทั่วแคว้นแดนไกลที่มีวรยุทธ์สูงส่งเพียงสามสิบสามท่านแห่งเทพศาสตรา แต่ละท่านต่างใช้พลังเรียกลมเรียกฝนได้เหมือนกัน

        “ใช่”

        ปู้เสวียนยินตอบกลับ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉะนั้น แค่เจ้าตามข้ากลับไปที่สำนักหมื่นวิญญาณ ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้พลังของเจ้ากลับคืนมา หรืออาจจะถึงขั้นแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ”

        “แต่เท่าที่ข้าได้ยินมา คนที่จะเป็นศิษย์ของสำนักหมื่นวิญญาณได้จะต้องปลุกพลังสวรรค์เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือ? แต่ท่านดูข้าตอนนี้สิไม่เพียงปลุกพลังสวรรค์ไม่ได้ แต่พลังที่เคยมีอยู่ก็หายไปด้วย”

        นางพูดปลอบอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็บอกแล้วไงว่าข้าเป็นถึงรองเจ้าสำนัก มีตำแหน่งอยู่บ้างในนั้น เจ้ายังจะกังวลอะไรอีก?”

        “ถ้าอย่างงั้น… ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”

        “ยังไม่ได้คิด” ปู้เสวียนยินลุกขึ้นยืนแล้วปลดผ้าพันคอ เผยให้เห็นช่วงคอและสัดส่วนที่เข้ารูป นางหรี่ตามองข้าพักหนึ่งแล้วหันไปพูดต่อ “ถ้าพูดถึงเรื่องที่ต้องวางแผน ตอนนี้ข้าเป็นเทพศาสตราหญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพหลงหลิงแล้ว และหวังว่าเจ้าจะรีบฟื้นคืนพลังกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งเหมือนกัน จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของข้า เจ้าว่าไง?”

        ข้าลุกขึ้นนั่ง แววตาวาวโรจน์ “ฟังดูแล้วก็ไม่เลวนะ แต่ตอนนี้ข้าปวดฉี่แล้วล่ะ”

        ปู้เสวียนยินหัวเราะแบบไม่เชื่อหูตัวเอง “ไป เดี๋ยวข้าช่วยพยุง”

        “…”

        …

        “เจ้าจะให้เสี่ยวเชวียนกลับไปที่สำนักหมื่นวิญญาณด้วยงั้นหรือ?”

        หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ ท่านพ่อก็เอายาเส้นออกมาสูบพร้อมกับถามไถ่ด้วยความกังวล คิ้วทั้งสองขมวดเข้าเป็นปมอย่างครุ่นคิด เพราะการจะส่งข้าไปยังสำนักหมื่นวิญญาณก็เท่ากลับว่าต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลกว่าร้อยลี้ จะกลับบ้านแต่ละทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

        ปู้เสวียนยินลุกขึ้นนวดไหล่ให้ผู้เป็นพ่อ แล้วพูดหว่านล้อมอีกฝ่ายให้เห็นดีด้วย “ท่านพ่อ ในเมื่อเสี่ยวเชวียนได้เสียปราณวิญญาณไปแล้ว ถ้าขืนยังอยู่ที่นี่ต่อคงจะมีแต่คำดูถูกเหยียดหยาม ให้กลับสำนักหมื่นวิญญาณไปกับข้าไม่ดีกว่าหรือ?”

        “ไปให้คนสำนักหมื่นวิญญาณเหยียดหยาม…” ข้าพูดขัดอีกฝ่ายทันที

        “นี่ เจ้าก็อย่าพูดมาก…”

        พี่สาวที่เจอกันครั้งล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน กลับมาวันนี้กลายเป็นสาวรูปงามโตเต็มวัยยังคงโน้มน้าวอีกด้วยท่าทีที่สดใสและร่าเริงเสมอ “มีข้าดูแลอยู่ทั้งคน อยู่ที่นั่นเสี่ยวเชวียนก็จะไม่ถูกรังแก สำนักหมื่นวิญญาณได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสำนักวิทยายุทธใหญ่ของแผ่นดิน มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เลือกสรรมากมาย ซึ่งดีกว่าเมืองเหยินเย่เฉิงหลายร้อยเท่า หรือว่าท่านพ่ออยากจะให้เสี่ยวเชวียนอยู่ในเมืองเล็กๆ นี่ไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?”

        ท่านพ่อยังคงคิ้วขมวดครุ่นคิดก่อนตัดสินใจ “เอาอย่างนั้นก็ได้ พวกเจ้าสองพี่น้องอยู่ด้วยกันข้าก็สบายใจขึ้นมาหน่อย แต่ว่า… จะต้องกลับมาบ้านบ่อยๆ อย่าให้เหมือนเจ้าที่พอออกไปก็ไร้ข่าวคราวตั้งหลายปี”

        “ข้ารู้แล้วน่า ขอบคุณนะท่านพ่อ!”

        สำนักหมื่นวิญญาณที่ยิ่งใหญ่และดีที่สุดในแถบยุทธภพทางเหนือ ตามตำนานเล่าขานกล่าวว่า สำนักแห่งนี้จะรับศิษย์ที่มีความสามารถเพียงไม่กี่คน รวมถึงผู้สืบทอดอำนาจทั้งหลายด้วย ที่นี่จึงเป็นเหมือนสำนักที่รวบรวมผู้มีอำนาตและมีความสามารถไว้ อย่างที่พี่เสวียนยินพูดเอาไว้ว่าการได้เข้าไปศิษย์ในสำนักถือเป็นเกียรติอันสูงส่งอยู่แล้วและยิ่งเป็นศิษย์ที่พิเศษอย่างข้าอีกต่างหาก

        …

        ผ่านไปหลายวันร่างกายของข้าก็เริ่มฟื้นตัวและลุกขึ้นมาเดินได้ปกติ และลองใช้เพลงหมัดหนึ่งกระบวนท่าแต่ก็คว้าน้ำเหลว เพราะไม่สามารถใช้พลังสวรรค์ได้ นอกจากเป็นได้เพียงกระบวนท่าที่สวยงามแต่ไร้ซึ่งพลังอำนาจเท่านั้น

        “พละกำลังไม่เบานี่!”

        พี่เสวียนยินที่เดินเข้ามาปรบมือแบบไม่จริงใจเท่าไรนัก “ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจแล้วล่ะ ข้าเตรียมรถเรียบร้อยแล้วตอนบ่ายก็จะออกเดินทาง”

        “ฮะ รีบขนาดนั้นเลยหรือ?”

        “อื้ม มีเรื่องในสำนักที่รอให้ข้าไปจัดการอีกตั้งเยอะ!”

        “ก็ได้”

        เวลานี้เอง ท่านพ่อเดินออกมาจากบ้านพร้อมกับห่อผ้าในมือ “เสวียนยินนี่เป็นเงินที่ข้าเอาเหล็กไปแลกมาประมาณห้าหมื่นกว่าเหรียญ ถือเป็นค่าเล่าเรียนกับค่ากินค่าอยู่ของเสี่ยวเชวียนแล้วกัน”

        “ไม่ต้อง”

        ปู้เสวียนยินรีบยัดเงินนั่นกลับเข้าไปในกระเป๋าของท่านพ่อแล้วอธิบาย “ค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเสี่ยวเชวียน ข้าจะเป็นคนจัดการเอง ท่านเก็บเงินพวกนี้ไว้ใช้เถอะ”

        “ไม่ต้องจริงๆ หรือ?” ท่านพ่อถามอย่างฉงน

        “ไม่ต้องจริงๆ พอทานข้าวเที่ยงเสร็จข้าก็จะพาเสี่ยวเชวียนออกเดินทาง ท่านพ่อรักษาสุขภาพด้วยล่ะ พวกเราจะกลับมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ แน่นอน”

        “อืม”

        ท่านพ่อเศร้าซึมเล็กน้อย แต่ด้วยชะตาที่ถูกกำหนดไว้ สุดท้ายลูกทั้งสองก็ต้องจากบ้านไปไกลเพื่อฝึกฝนตัวเองอยู่ดี

        …

        ในตอนบ่าย มีรถเหล็กสีดำคันหนึ่งมาจอดรอที่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นยานพาหนะประจำตัวของพี่เสวียนยิน ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าเดี๋ยวนี้ทางสหพันธ์หลงหลิงได้ดัดแปลงรถม้าสำหรับออกรบและล่าสัตว์มาเป็นรถเหล็กที่ให้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์จากช่างกลของสหพันธ์ แม้จะดูแปลกๆ แต่ก็เร็วกว่ากำลังคนแน่นอน

        “ขึ้นรถ”

        ปู้เสวียนยินขึ้นไปแล้วเรียกข้าขึ้นไปนั่งข้างๆ ที่เบาะหลัง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว คนขับจึงถามอย่างสุภาพว่า “ท่านรองเจ้าสำนัก ออกเดินทางเลยไหมขอรับ?”

        “อื้ม ไปเลย”

        “ขอรับ!”

        เมื่อหันกลับไปมองท่านพ่อกับลุงฝูที่ไกลออกไปทุกที ข้าก็รู้สึกใจหาย เพราะเคยคิดมาตลอดว่าอยากออกไปผจญโลกภายนอก แต่พออยู่ในสภาพที่สูญเสียพลังเหมือนคนไร้ความสามารถ และต้องจากบ้านไปรับเสียงหัวเราะเย้ยหยันและการต่อสู้ มันช่างสวนทางกับสิ่งที่ข้าเคยวาดฝันเอาไว้ซะเหลือเกิน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)