0 Views

        ในรุ่งเช้าของวันใหม่

        “ตื่นแล้วเหรอพี่เชวียน!” ซ้งเชียนถามขึ้น

        “น้ำ… เสี่ยวเชียน เอาน้ำให้ข้าหน่อย”

        “ได้!”

        ซ้งเชียนตักน้ำมาให้ถ้วยใหญ่ แต่ข้าก็ดื่มจนหมดในรวดเดียวอย่างกระหายเหมือนร่างกายขาดน้ำมาหลายปี เพียงน้ำไหลผ่านลงไป ร่างกายก็กลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง พอลองขยับแขนขา ความเจ็บปวดและกระดูกที่เคยแตกออกก็กลับมาเป็นปกติราวกับไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน นี่คงเป็นผลจากฤทธิ์น้ำยาพันวิญญาณอย่างไม่ต้องสงสัย  แต่เพราะว่าออกฤทธิ์เพียงเล็กน้อยเกินไป ไม่อย่างนั้นคงอยู่ในระดับสมบูรณ์ของขั้นหลอมปราณแล้ว

        “เมื่อคืนซูเหยียนเป็นคนมาส่งท่านที่นี่” ซ้งเชียนพูดขึ้น

        “อ้อ แล้วนางล่ะ?”

        “นาง…” ซ้งเชียนชะงักแล้วฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ “พอนางมั่นใจว่าท่านไม่เป็นอะไรจึงขอตัวกลับ หรือท่านอยากให้นางนอนเป็นเพื่อนสักคืนล่ะ? นางเป็นถึงลูกของท่านเสนาบดีเชียวนะ ท่านไม่รักชีวิตแล้วหรือไง?”

        ข้าสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะบอกไป “ข้าไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนแล้ว เจ้ารีบไปเถอะไม่อย่างนั้นจะเข้าเรียนสาย ข้าหายดีแล้วล่ะ”

        “อืม” ถึงเขาจะสงสัยว่าทำไมอาการบาดเจ็บของข้าถึงได้หายเร็วผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากมายก่อนจะกลับไป

        …

        หลังจากที่กินข้าวและทำงานจนเสร็จสรรพจึงกลับมาที่โรงเกลากระบี่ ถึงแม้ว่าเมื่อวานจะเพิ่งผ่านการประลองมามาดๆ แต่ตอนนี้พลังวิญญาณและลมปราณในร่างกายกลับเต็มเปี่ยมอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลานี้ถ้าปล่อยผ่านไปก็น่าเสียดาย!

        ตั้งท่า! เคลื่อนพลัง!

        เคลื่อนพลังได้เพียงสามรอบก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างถูกปลุกให้ตื่น พลังไหลเวียนไม่หยุดก่อนจะมีเสียงคำรามและกรงเล็บมังกรสีเขียวมรกตเผยออกมา  ปลายหมัดที่มีพลังแผ่ซ่านผสานกันเป็นรูปหัวของมังกรที่หลับไหลอยู่ในนิทรา และพร้อมทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง

        มังกรกลืนคชา วิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สามของข้าสำเร็จแล้ว!

        แขนและนิ้วมือทั้งสองข้างกางออกและปลดปล่อยพลังลมปราณออกมา ภาพส่วนหัวมังกรปรากฏชัดเจน กำปั้นที่น่าเกรงขามและนัยน์ตาสีเลือดขยับได้ราวกับมีชีวิต  และเมื่อสบโอกาสมันก็พร้อมที่จะปะทุออกมาและทำลายทุกสรรพสิ่ง พลังของวิชาลมหายใจมังกรนี่ช่างสุดยอดจริง! นี่แค่ขั้นที่สามยังมีพลังที่น่าทึ่งถึงเพียงนี้

        เมื่อปรากฏแก่นแท้ของมังกรนัยน์ตาโลหิต จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าข้าเข้าถึงขั้นที่สามของวิชาลมหายใจและสามารถควบคุมพลังได้ตามต้องการ ข้าจึงหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์ตื่นเต้นแล้วเปิดตำราลมหายใจมังกรเพื่อฝึกฝนขั้นที่สี่อย่างละเอียด

        หลังจากได้เห็นพลังของหวังหลิงเมื่อวานนี้  ถ้าเขาสามารถใช้พลังของปราณมังกรเอกาอย่างถูกต้อง อาจจะพอรับมือกระบวนท่าที่หนึ่งของเฉิ่นปู้หยุนได้

        กว่าจะยืนหยัดฝึกฝนได้ทั้งวัน ข้าก็กินงาโลกันตร์ไปจนหมดและโสมโลหิตเพิ่มอีกหนึ่งคำ แม้จะเคลื่อนพลังไปกว่าสิบรอบก็ยังไร้วี่แววว่าจะมองเห็นปราณมังกรเอกา แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ เพราะทุกอย่างมันคือโชคชะตา

         …

        ช่วงเย็นซูเหยียนกับตั้นไถเหยามาถึงก่อนเวลาพร้อมกับใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็น เมื่อรู้ว่าร่างกายของข้าฟื้นตัวเป็นปกติต่างก็แปลกใจ ถึงตอนนี้จะไม่ได้สอนเพลงกระบี่ให้นางแล้ว แต่นางยังคงถือกล่องข้าวมาให้เหมือนเดิม ซึ่งข้าก็น้อมรับน้ำใจนั้นด้วยการกินจนหมดแล้วพูดขึ้น “ไปเถอะ ออกเดินทาง!”

        “ฮะ เจ้าจะไปไหน?” ซูเหยียนถามอย่างงุนงง

        “ไปประลองกับเฉิ่นปู้หยุน” ข้าตอบโดยไม่ต้องคิด

        “เมื่อวานยังโดนเล่นงานไม่พอเหรอ ถึงจะกลับไปอีก?” ซูเหยียนพูดเสียงอ่อย

        แต่ตั้นไถเหยากลับยิ้มร่าอยางชอบใจ “ดูเหมือนว่าหัวหน้าปู้จะยังไม่พอใจสินะ เอาสิ! ข้ารู้สึกว่าพลังในตัวเจ้ามันแข็งแกร่งขึ้นแล้วล่ะ แปลกคนจริงๆ ยิ่งโดนอัดยิ่งแข็งแกร่งเนี่ย”

        ได้ยินนางพูดแบบนี้จึงพูดเสริมอย่างรู้ทน “ถ้าไปถึงแล้วเจ้าอย่าใช้พลังเพิ่มความแข็งแกร่งให้ข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นเฉิ่นปู้หยุนคงดูถูกที่ให้เจ้ายื่นมือเข้ามาช่วยอย่างแน่นอน ข้าต้องรับมือกับสิบกระบวนท่าด้วยตัวเอง!”

        “รู้แล้วน่า ไปกันเถอะ!”

        “อืม”

        พวกเรามุ่งตรงไปยังจุดหมายเดิม และเมื่อไปถึงก็ยังมีศิษย์ของสำนักยืนรวมกลุ่มอยู่ที่นั่นตามเคย ดูเหมือนคำร่ำลือที่ว่าจอมยุทธ์เฉินปู้หยุนที่มีแต่คนเสนอตัวเป็นศิษย์ เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลน่าจะจริงก็คราวนี้ แต่่่ถึงข้าจะไม่ได้คิดแบบนั้น สุดท้ายก็ต้องเรียนเพลงขาเมฆาหมอกอยู่ดี เพราะจะให้ปฏิเสธความหวังดีของพี่เสวียนยินก็เห็นจะไม่ได้

        ตูม!

        เสียงระเบิดดังก้องก่อนพลังวิญญาณจะแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ รวมทั้งร่างของใครคนหนึ่งลอยข้ามหัวของพวกเราไปตกลงในสระจนน้ำแจกกระเซ็น ตามด้วยมีศิษย์คนอื่นๆ กรูเขาไปช่วย

        “หึ ช่างอ่อนหัดจริงๆ!”

        เฉิ่นปู้หยุนปัดมือแล้วมองออกไปไกลก่อนจะพูดต่อ “ศิษย์ของสำนักหมื่นวิญญาณนับวันยิ่งแย่ลง น่าผิดหวังจริงๆ เลย…”

        ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเกรงกลัวจนพูดไม่ออก และไม่มีใครเข้าไปท้าประลองต่อ

        ศิษย์พวกนี้มีทั้งคนของห้าสำนักชั้นนอกและสามสำนักชั้นใน ดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้นจะมีศิษย์ของสำนักสีเลี้ยนอยู่ด้วย แต่ก็น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครกล้าที่ออกมาประลองกับเฉิ่นปู้หยุนต่อสักคน

        กระทั่งคนพวกนั้นเห็นข้าเดินเข้ามา บริเวณนั้นก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง สายตาที่แตกต่างกันไปแต่ละคนกำลังจับจ้องมาที่ข้าและเริ่มซุบซิบโดยไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลยสักนิด

         “เฮ้ย ดูนั่นสิ นั่นมันปู้อี้เชวียนที่โดนอัดจนไม่เหลือสภาพคนกลับมาอีกแล้ว ฮ่าๆๆ สงสัยจะยังไม่หนำใจ”

        “เจ้าศิษย์ตัวสำรองนี่ชอบทำตัวเด่นสินะ ขอเพียงแค่คนในสำนักรู้จักถึงจะโดนอัดก็ยอม”

        “สาวสวยข้างๆ นั่นมันซูเหยียนกับตั้นไถเหยาไม่ใช่หรือไง?  เฮ้อ… ทำไมสาวงามทั้งสองคนถึงมาอยู่กับมันได้นะ?”

        “ให้ตายเถอะ นี่มันดอกไม้ปักบนกองขี้ควายชัดๆ น่าเสียดายจริงๆ… ซูเหยียนกับตั้นไถเหยาทั้งสวยทั้งหุ่นดีถ้าเกิดว่าได้…ล่ะก็ หึ้ยยย มันต้องชื่นใจมากแน่ๆ”

         “ถุย! เจ้าคนสกปรก!”

        ข้าเดินตรงไปข้างหน้าแล้วโค้งคำนับตามมารยาท “ท่านอาจารย์เฉิ่น ข้ามาขอคำชี้แนะจากท่านอีกแล้วล่ะ”

        เฉิ่นปู้หยุนขมวดคิ้วก่อนจะว่าพลางยิ้ม “เจ้าศิษย์สำรองนี่อีกแล้วเหรอ อย่าบอกนะว่าเจ้ายังโดนอัดไม่พอ หรือการที่ข้าออมมือให้นิดหน่อยทำให้เจ้าคิดว่าจะสามารถรับมือได้ถึงสิบกระบวนท่าฮะ?”

        ข้าพูดอย่างไม่ได้รู้สึกต้อยต่ำหรือโอหังอะไร “คำขวัญของสำนักหมื่นวิญญาณคือการองอาจ ห้าวหาญ เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งไม่ใช่หรือไง? แล้วนี่ถ้ามัวแต่หวาดกลัวท่านแล้วข้าจะแข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง?”

        “ดี พูดได้ดี!”

        เฉิ่นปู้หยุนหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วพูดขึ้น “ถึงข้าจะชอบคนอย่างเจ้าแต่ความชอบกับฝีมือมันคนละเรื่อง และข้าจะไม่มีทางออมแรงแน่นอน มาดูกันว่าวันนี้เจ้าจะรับมือข้าได้กี่กระบวนท่า”

        “เชิญท่านชี้แนะ”

        ข้าสูดหายใจเข้าลึกและยืนในท่ามังกรพันศิลาพร้อมกับพลังวิญญาณที่มีมากกว่าเมื่อวานถึงสองส่วน เกิดเป็นกลิ่นอายของพลังมังกรที่คละคลุ้งทั้งร่างดุจดั่งมังกรเขียวมรกตที่มีอายุนับพันนับหมื่นปี แต่กลับไม่แก่ไปตามกาลเวลา การฝึกฝนกระบวนท่ามังกรพันศิลาคือการมั่นคงและจะลังเลไม่ได้

        เฉิ่นปู้หยุนแสยะยิ้มก่อนจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนโดยเฉพาะบริเวณขาด้านซ้าย เปลวพลังที่แผ่ออกมาทั่วตัวของเฉิ่นปู้หยุนเหมือนเป็นมังกรเขียวที่เลื้อยพันตัวเองอยู่กับเขา ความน่าเกรงขามอันน่าสะพรึงของมันคือเค้าลางของมังกรพันร่างของวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่ห้า ดูเหมือนว่าวันนี้เฉิ่นปู้หยุนจะเอาจริงแล้วล่ะ!

        ปั้ง!!

        ข้าเงยหน้ารับเท้าของเฉิ่นปู้หยุนที่ถีบลงมาระหว่างมือทั้งสองข้าง พลังที่รุนแรงทำให้ข้าเกือบจะลอยปลิวไปไกล แต่เพราะความหนักแน่นของกระบวนท่ามังกรพันศิลาจึงทำให้เท้ายังยึดอยู่บนพื้นแต่ถลาถอยไปไกลหลายเมตร ทั้งร่างไหวเอนไปตามแรงพลังจนเกือบเสียสมดุลของกระบวนท่า

        อันตรายมากจริงๆ ข้าเกือบจะแพ้ไปทั้งที่เพิ่งรับมือไปเพียงกระบวนท่าเดียว “ไม่เลวนี่ เข้ามาอีก!”

        เฉิ่นปู้หยุนหัวเราะชอบใจ ก่อนจะลอยตัวขึ้นแล้วรัวลูกเตะลงมาด้วยขาซ้ายที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณดุจเปลวเพลิงและมากขึ้นกว่าเมื่อวานสองถึงสามส่วน         ข้าวาดมือออกเล็กน้อยก่อนจะใช้พลังวิญญาณที่เดือดพล่านและมีเค้าลางส่วนหัวของมังกรเขียวมรกตอยู่ตอนนี้ซัดขึ้นไปปะทะกับขาของเฉิ่นปู้หยุนที่เตะลงมา        พลังแก่นแท้ลมหายใจมังกรขั้นที่สาม มังกรนัยน์ตาโลหิต!

        ตูม!

       ประกายไฟสว่างวาบก่อนจะระเบิดออกทั่วสารทิศแรงระเบิดอัดร่างให้ปลิวไปชนต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจาย ความรู้สึกชาเกิดขึ้นมาในข้อมือซ้ายและกระดูกที่สั่นสะเทือนจากการปะทะก็เหมือนกำลังจะแตกละเอียด

        เมื่อเห็นพลังของข้าเมื่อครู่ พวกศิษย์ที่นั่งดูอยู่ต่างก็ตกใจอ้าปากค้าง

        “พระเจ้า! นั่นมันพลังมังกรกลืนคชา เจ้าศิษย์สำรองมันฝึกวิชาลมหายใจมังกรไปถึงขั้นที่สามแล้วเหรอเนี่ย!”

        “เหอะ เจ้าสวะนี่จะต้องเล่นสกปรกแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะฝึกถึงขั้นที่สามได้ยังไง”

        ศิษย์ของสำนักสีเลี้ยนแสยะยิ้ม “หึ… ใช้กระบวนท่ามังกรกลืนคชาแต่กลับไม่มีพลังอันน่าเกรงขามของมันเลยสักนิด การอวดดีของมันแบบนี้เป็นการดูถูกวิชาลมหายใจมังกรของสำนักชัดๆ!” ที่เขาพูดมามันก็ถูก ข้าสามารถใช้พลังของปราณสวรรค์ได้แค่สองถึงสามส่วนเท่านั้น จึงทำให้พลังของวิชาลมหายใจมังกรที่ใช้มีไม่ถึงสามส่วนไปด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากแบบนี้

        แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเฉิ่นปู้หยุนอ่อนข้อให้ ไม่อย่างนั้นข้าคงจะรับไม่ไหวตั้งแต่การโจมตีครั้งแรกแล้ว

        “กระบวนท่าที่สาม!”

        เฉิ่นปู้หยุนลอยตัวขึ้นกลางอากาศพร้อมกับพลังขั้นที่ห้าแล้วถีบขาลงมาที่หน้าอกข้าสองครั้งรวดจนเกิดเป็นสะเก็ดไฟ

        ปั้ง! ปั้ง!

        สองขาทลายบัว คือกระบวนท่าที่สามของเพลงขาเมฆาหมอก

        ร่างของข้าปลิวไปหลายเมตรก่อนจะกระอักเลือด และพยายามมองข้ามความเจ็บปวดเพื่อให้ตัวเองลุกขึ้นยืนในกระบวนท่ามังกรพันศิลาอีกครั้ง “เข้ามาเลย!”

        พรึบ!…

        เฉิ่นปู้หยุนพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วปานลมกรด ทำให้ข้าที่ไม่ทันได้ตั้งตัวโดนหมัดอันทรงพลังซัดเข้าที่หัวไหล่อย่างแรง ก่อนจะมีเสียงที่บ่งบอกบอกว่ากระดูกตรงส่วนนั้นหักไปแล้ว จนได้ยินเสียงกระดูกหัวไหล่หักเลยทีเดียว

        ให้ตายสิ แพ้อีกแล้ว!

        แต่อย่างน้อยก็ยังมากกว่าเมื่อวานอีกหนึ่งกระบวนท่า!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)