0 Views

ในห้องทำงานของฝ่ายปกครองมีเพียงไฟดวงเล็กๆ ส่องแสงสลัวๆ ให้ความรู้สึกหวั่นวิตกยิ่งนัก

        “เลี้ยงไก่ในป่าของสำนัก? ฮ่าๆๆ…”

        อาจารย์อายุราวๆ ห้าสิบกว่าปี ตรงปกคอเสื้อประดับดอกสีทองดอกใหญ่หัวเราะร่าจนไหล่สั่น เขาคือปู่เฟิง หนึ่งในปรมาจารย์นักรบวิญญาณซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปกครอง เขามองตรงมาด้วยแววตาคมกริบดุจคมกระบี่แล้วพูดขึ้น “ปู้อี้เชวียน ใครเป็นคนอนุญาตให้เจ้านำไก่มาเลี้ยงในสำนัก? เจ้าไม่รู้กฎของสำนักเราหรือไง? ในฐานะที่ศิษย์สำรองของสำนัก หากเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ยังพอใช้ความขยันหมั่นเพียรในการเรียนมาลบล้างได้บ้าง แต่เจ้ากลับเห็นสำนักเป็นที่เลี้ยงไก่!”

        ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งเข้มงวดขึ้นจนคนฟังรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย ปู่เฟิงเป็นถึงจอมยุทธ์ผู้มีฝีมือและอยู่ในขั้นผู้พิทักษ์ระดับพิภพขั้นกลาง ดังนั้นความแตกต่างของการบำเพ็ญทำให้ข้ารับรู้ถึงความน่าเกรงขามเป็นธรรมดา

        ขนาดว่าหลัวเหวินยังถูกกดดันจนประหม่าอยู่ไม่น้อย หลังจากนั้นสายตาของปู่เฟิงก็หันขวับมามองข้าจนแทบไม่กล้าหายใจ

        อาจารย์ระดับสูงสองท่านที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งกางขาดูสถานการณ์น่าสนุกที่กำลังเกิดขึ้น

        “ข้าว่า เจ้าไม่ต้องเป็นศิษย์สำรองแล้วล่ะ” ปู่เฟิงพูดต่อด้วยแววตาเยือกเย็น “ส่งข่าวไปให้ฝ่ายดูแลรายชื่อศิษย์ของสำนักให้ถอดปู้อี้เชวียนออกจากรายชื่อศิษย์ตัวสำรองซะ”

        ข้าอุทานอย่างตกใจ “อะไรนะ ท่านจะไล่ข้าออกอย่างนั้นเหรอ? ข้าดูกฎของสำนักอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีกฎข้อไหนห้ามไม่ให้ละเมิดพื้นที่ป่านอกจากการปลูกต้นไม้สักหน่อย อีกอย่างการที่ข้าเลี้ยงไก่ก็ไม่ได้ทำลายสภาพแวดล้อมของที่นั่นด้วย”

        ปู่เฟิงแสยะยิ้มคล้ายเหลืออดเต็มที “ไม่ต้องมาพูดมาก ทำไมข้าจะไล่เจ้าออกไม่ได้? หรือคิดว่าหัวหน้าฝ่ายปกครองอย่างข้าจะทำอะไรศิษย์ตัวสำรองอย่างเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

        อาจารย์ระดับสูงสองท่านหัวเราะเสียงดัง แม้แต่หลัวเหวินยังมองด้วยสายตาเย้ยหยันคล้ายกำลังรอดูว่าข้าจะอวดดีได้สักกี่น้ำ

        ขณะสถานการณ์กำลังตึงเครียด อาจารย์ท่านหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน “หัวหน้าปู่ ท่านผู้ช่วยสวี่มาขอรับ!”

        ปู่เฟิงรีบลุกขึ้นก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าที่ให้เป็นปกติแล้วพูดทักทายผู้ที่กำลังเดินเข้ามา “ผู้ช่วยสวี่ ทำไมท่านถึงมาที่ฝ่ายปกครองล่ะขอรับ”

        “ได้ยินว่าฝ่ายปกครองเกิดเรื่อง ข้าเลยมาดูสักหน่อย”

        สวี่ลู่อยู่ในชุดอาจารย์ผู้สอนสีกาแฟเข้ม เสื้อเชิ้ตเรียบๆ กับชุดเครื่องแบบที่กระชับเข้ารูป ด้านล่างเป็นกระโปรงสั้นเผยให้เห็นเรียวขาขาวๆ และรองเท้าข้อสั้นยิ่งทำให้เรือนร่างชวนมองน่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก นางมองข้าด้วยสายตาเจ้าเล่ห์คล้ายมีแผนบางอย่าง ก่อนจะหันไปหาปู่เฟิงพลางทำสีหน้าเคร่งขรึม “หัวหน้าปู่ แล้วท่านจะจัดการกับศิษย์ตัวสำรองที่สร้างเล้าไก่ในสำนักคนนี้อย่างไร?”

        ปู่เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ไม่ยากเลย เขาทำลายสิ่งของสาธารณะ ทั้งยังไม่ฟังคำตักเตือนของอาจารย์ผู้ช่วยอย่างหลัว
เหวินกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ข้าจึงตัดสินใจว่าจะไล่เขาออก”

        “ไล่ออก?”

        สวี่ลู่เลิกคิ้วพลางหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ “เท่าที่ข้ารู้มา ไม่เห็นมีกฎข้อใดห้ามใครนำไก่มาเลี้ยงในป่าของสำนักนี่ อีกอย่างที่เขาเลี้ยงไว้ก็เพื่อเสริมสุขภาพและตอบสนองความต้องการอาหารของตัวเอง เมื่อมีของกินเพียงพอจึงจะฝึกฝนและเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ หัวหน้าปู่ ท่านจำได้หรือเปล่าว่าสำนักหมื่นวิญญาณของเรามีคำขวัญในการสร้างและฝึกฝนคนรุ่นใหม่ว่าอย่างไร?”

        “ท่านผู้ช่วยสวี่ก็พูดเป็นเล่นไป ข้าเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายปกครองจะลืมคำขวัญของสำนักที่ว่าองอาจ ห้าวหาญ ยึดมั่น และแสวงหาได้อย่างไรขอรับ”

        “ถ้าแบบนี้…” นางเว้นช่วงพลางครุ่นคิดแล้วพูดต่อ “เพราะข้าวที่โรงอาหารแจกจ่ายแบบจำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปู้อี้
เชวียนจึงต้องแอบเลี้ยงไก่เพื่อให้ตัวเองอิ่มท้อง และฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น แล้วไม่ใช่การแสวงหาอย่างนั้นเหรอ? และที่อาจารย์หลัวเหวินเข้าขัดขวาง ปู้อี้เชวียนกลับกล้าประจันหน้าทั้งที่รู้ว่าพลังของเขามิอาจสู้อาจารย์หลัวเหวินได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในคำขวัญที่ว่าองอาจ ห้าวหาญไม่ใช่เหรอ?” ปู่เฟิงยืนอึ้งกับสิ่งที่นางพูด คนในสำนักนี่ช่างเฉลียวฉลาด สามารถพูดผิดให้เป็นถูกเสียจริง

        ปู่เฟิงเองก็ไม่ได้โง่ เขารู้ดีว่าเวลาแบบนี้ต้องเก็บความอวดเก่งแล้วนอบน้อมไว้ก่อน “แล้วท่านผู้ช่วยสวี่คิดว่าควรทำอย่างไรต่อขอรับ? ข้าจะรับฟังแล้วนำไปปฏิบัติได้ถูก”

        สวี่ลู่ยิ้มแล้วพูดต่อ “ท่านรองเจ้าสำนักแค่อยากจะให้ท่านกล่าวตักเตือนไปก่อน เพราะอย่างไรที่ตรงนั้นก็ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์และอยู่ในความดูแลของโรงเกลากระบี่อยู่แล้ว พวกเราไม่ต้องเข้าไปยุ่งหรอก”

        “ขอรับ” ปู่เฟิงยิ้มและพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาบอกกับข้า “ปู้อี้
เชวียนเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม ครั้งนี้ถือว่าเรียกมากล่าวตักเตือน แต่อย่าให้มันมีครั้งหน้าเด็ดขาด”

        ข้าพยักหน้ารับและตอบกลับ “ขอรับ ข้าจะจำไว้”

        สวี่ลู่มองข้าตาขวางก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา “เจ้ามากับข้า ถึงหัวหน้าปู่ไม่ได้ลงโทษแต่ใช่ว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ”

        “เอ่อ… ขอรับ”

        ขณะที่ข้ากับสวี่ลู่กำลังเดินออกจากห้องฝ่ายปกครอง ก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาของหลัวเหวินกับปู่เฟิงเบาๆ “ท่านหัวหน้า ท่านจะปล่อยเจ้าศิษย์สำรองคนนั้นไปง่ายๆ แบบนี้หรือขอรับ?”

        “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร? แค่ศิษย์สำรองคนหนึ่งยังสู้ไม่ได้ ไม่ได้เรื่อง!”

        “ข้า… ข้าเปล่า ก็แค่ประเมินเจ้านั่นต่ำเกินไป ถ้าให้โอกาสอีกสักครั้ง ข้ารับรองว่ามันจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ!” น้ำเสียงของหลัว
เหวินบ่งบอกถึงความโกรธแค้น

        “หยุดพูดมากสักที! คราวหน้าไม่ต้องเข้าไปยุ่งอีก เจ้ามองไม่ออกหรือไงว่าท่านรองเจ้าสำนักปกป้องมันอยู่ เจ้าก็รู้ว่าท่านรองเจ้าสำนักมีพลังที่น่าเกรงขามขนาดไหน… ฉะนั้นอย่าเข้าไปยุ่งจะดีที่สุด” ปู่เฟิงพูดเสียงเรียบเป็นการตักเตือน

        “เอ่อ… ขอรับ… ข้ารู้แล้ว”

        …

        “เจ้าเด็กนี่ อยากจะเปลี่ยนสำนักเป็นโรงงานเลี้ยงไก่หรือไงฮะ?” หลังจากออกมาได้ไม่ไกล สวี่ลู่ก็พูดออกมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก “พอพี่เจ้ารู้น้องชายของนางเลี้ยงไก่ในโรงเกลากระบี่ก็หัวเราะออกมาไม่หยุด”

        ข้าได้แต่ยืนฟังเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี

        “แล้วข้ายังเลี้ยงไก่ต่อได้หรือเปล่า ออกไปซื้อข้างนอกก็แพงเกินไป” ข้าถามหลังจากเงียบอยู่นาน

        “เลี้ยงเถอะ ต่อไปนี้คงไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับเจ้าแล้วล่ะ… จริงสิ แล้วนี่เจ้าบรรลุขั้นเบิกวิญญาณหรือยัง?”

        “บรรลุแล้วขอรับ”

        “อ้อ…”

        สวี่ลู่หันมามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะถามขึ้นอีก “พี่เจ้าฝากมาถามว่าเจ้าบำเพ็ญขั้นหลอมปราณได้ถึงขั้นไหนแล้ว?”

        “ข้าฝึกจนถึงระดับสมบูรณ์แล้วล่ะ เพราะการฝึกล่าช้าไปหน่อยจึงเข้าขั้นหลอมเนื้อและฝึกเอ็นไม่ได้สักที”

        สวี่ลู่อ้าปากค้างและพูดขึ้น “ฝีมือไม่เลวเลยนี่ เพิ่งจะสี่วันก็ฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรถึงขั้นที่สามแล้ว หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้คนต้องพากันตกตะลึงแน่ๆ ขนาดข้าที่ฉลาดหลักแหลมกว่าจะฝึกถึงขั้นที่สามได้ยังใช้เวลาเป็นเดือน หรือแม้แต่ศิษย์คนอื่นๆ ยังใช้เวลาเกือบครึ่งปี หรือบ้างก็ใช้เวลาเป็นปียังฝึกไม่สำเร็จ ไม่เสียแรงที่เจ้าเป็นน้องชายของปู้เสวียนยินจริงๆ”

        ข้าแอบเขินเล็กน้อยแล้วตอบไป “คงเป็นเพราะลมปราณของข้าเคยโดนเผาไหม้มาก่อน โชคชะตาเลยเห็นใจให้ข้าฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรนี่ล่ะมั้ง”

        “อืม… น่าจะใช่” สวี่ลู่ตบบ่าของข้าสองสามทีก่อนจะว่าพลางยิ้ม “กลับไปฝึกต่อเถอะ พรุ่งนี้หลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็มาหาพี่เจ้าที่ทำงานหน่อยล่ะ นางเตรียมของขวัญไว้ให้เจ้าด้วย”

        “หืม?”

        “ไปได้แล้วๆ”

        “อืม” ข้าไม่ได้ซักไซ้อะไรมากจึงกลับมาที่โรงเกลากระบี่

        ความวุ่นวายเรื่องการเลี้ยงไก่คงจะเงียบหายไปสักระยะ

        …

        พอกลับมาถึงก็เจอซูเหยียนและตั้นไถเหยารออยู่ก่อนแล้ว ตั้นไถเหยาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะโค้งคำนับแล้วพูดขึ้น “ข้าน้อยยินดีที่ได้พบ ท่านหัวหน้าโรงงานปู้…”

        ให้ตายเถอะ!

        ข้าสบถขึ้นในใจ นี่สินะที่เรียกว่า ‘ข่าวดีไม่กี่นาทีก็หาย ข่าวร้ายไม่กี่นาทีก็รู้ทั่ว’ ข้าเงยหน้ามองซูเหยียนที่กำลังแอบยิ้มก่อนจะยื่นกล่องข้าวส่งให้

        “ตอนที่ข้ากับอาเหยากลับมาก็ได้พวกศิษย์คนอื่นๆ คุยกันเรื่องที่เจ้าเลี้ยงไก่จนดังกระฉ่อนไปทั่วสำนัก”

        ข้ารับกล่องข้าวแล้วพูดขึ้น “ข้าควรมีชื่อเสียงเพราะเรื่องแบบนี้เหรอ”

        ซูเหยียนว่าพลางยิ้ม “แต่ที่ข้าแปลกใจมากกว่า ทำไมเจ้าถึงเข้าไปในห้องปกครองของปู่เฟิงที่ได้ชื่อว่าเป็นยมบาลดำ แต่ยังกลับออกมาโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เจ้านี่เก่งใช่ย่อยเหมือนกันนะ”

        ข้าเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาพลางวางอาหารก่อนจะพูดขึ้น “วันนี้ฝึกกระบวนท่าประจันหน้าดีไหม?”

        “อืม”

        หลังจากสาธิตกระบวนท่าให้ซูเหยียนดู นางก็เริ่มจดจำและฝึกด้วยตัวเอง ส่วนข้าเมื่อกินข้าวอิ่มก็เริ่มฝึกฝนต่อเช่นกัน ข้าโค้งลำตัวลงเล็กน้อยแล้วเข้าสู่กระบวนท่ามังกรพันศิลา ไม่นานพลังวิญญาณก็แผ่ซ่านออกมาจากลำแขนทั้งสองข้าง กระทั่งทุกส่วนของร่างกายถูกปกคลุมไปด้วยพลัง

        “ว้าว… นั่นพลังของวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สามนี่”

        ตั้นไถเหยาที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างไม่เชื่อสายตา “หัวหน้าปู้ เจ้าฝึกวิชาลมหายใจมังกรได้เร็วมากเลยนะ…”

        “แล้วเจ้าล่ะ?” ข้าถามบ้าง

        นางเอียงคอแล้วหัวเราะออกมา “ข้าเรียนมาหนึ่งเดือนแล้ว นี่ก็เพิ่งจะเข้าขั้นที่สามเอง แต่ซูเหยียนดีกว่าข้านิดหน่อยเพราะอยู่ในขั้นที่สี่ระดับสมบูรณ์แล้ว”

        ข้าชะงักไป เพราะความก้าวหน้าของซูเหยียนทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยไปเลย

        หลังจากคุยกันสองสามประโยค นางก็แลบลิ้นปลิ้นตาแล้วถอยออกไป “ไม่คุยกับเจ้าแล้ว เดี๋ยวเสี่ยวเหยียนก็จะหาว่าข้ามาแทะโลมเจ้า ทั้งที่นางมาเพื่อฝึกซ้อมอีก”

        ข้าเขินอายเล็กน้อยก่อนจะฝึกต่อ

        หลังจากเคลื่อนพลังได้เจ็ดรอบ พลังวิญญาณในร่างกายก็เพิ่มขึ้น ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังส่วนต่างๆ จนปรากฏเป็นเส้นนูนวิ่งผ่านใต้ผิวหนัง ข้ารับรู้ได้ทันทีว่ากำลังเข้าสู่การหลอมเนื้อและฝึกเอ็นแล้ว

        ข้าหยุดพักกินงาโลกันตร์หนึ่งคำและเริ่มฝึกต่อ

        พอว่างจากการฝึกจึงเห็นตั้นไถเหยานั่งเงียบอยู่ตรงม้านั่งตัวยาว นั่นคือการฝึกฝนด้วยการสะกดจิตให้ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ซึ่งแตกต่างจากนักกระบี่อย่างพวกเรา

        แต่เมื่อหันไปมองซูเหยียนก็เห็นว่านางจับกระบี่เพลิงกัลป์อยู่ในมือแล้วยืนสงบนิ่ง รอบกระบี่มีกระแสลมหมุนวนตลอดเวลา ซึ่งนางกำลังหลอมรวมพลังทั้งหกกระบวนท่าของวิชาปลายพู่กันเพื่อเปลี่ยนแปลงเพลงกระบี่ของตัวเองอยู่ แค่ไม่กี่วันนางสามารถปรับเปลี่ยนเพลงกระบี่ของตระกูลตัวเองได้แล้ว ไม่เสียแรงที่ได้ชื่อว่าผู้มีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น

        ครั้นตกดึกนางทั้งสองก็กลับไปยังหอพัก ส่วนข้าที่เริ่มเหนื่อยล้าและนึกได้ว่าไม่ควรเร่งรีบจนเกินไปจึงเลือกเข้านอนเพื่อพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)