0 Views

       ข้านำเศษไม้มาตัดออกเป็นท่อน ท่อนละประมาณหนึ่งเมตรทำเป็นรั้วล้อมป่าเอาไว้เพื่อไม่ให้มีงูหรือหนูเข้ามารบกวนไก่ที่เลี้ยงไว้ หลังจากนั้นขุดบ่อน้ำเล็กๆ เพียงเท่านี้แผนการเลี้ยงไก่ก็เสร็จสมบูรณ์

        ตอนเย็นข้านำข้าวสารที่กินเหลือไปโปรยให้พวกลูกเจี๊ยบ เพียงข้าวสารตกถึงพื้นเจ้าตัวเล็กก็กรูเข้ามากินอย่างมีความสุข หลังจากนั้นนำท่อนไม้ที่เหลือมาทำเป็นเพิงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เรื่องแบบนี้ง่ายกว่าการฝึกวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สองเสียอีก

        …

        พอตกดึก เจ้าของโรงเกลากระบี่ตัวจริงก็กลับมาพร้อมกับถุงใบใหญ่ เขาวางมันลงก่อนจะหยิบของออกมาทีละชิ้นภายใต้แสงไฟตรงลานหน้ากระท่อม โดยไม่ได้สนใจการเลี้ยงไก่ของข้าเลยสักนิด

        กลับเป็นข้าเสียเองที่ต้องตะลึงเมื่อเห็นของที่เขาหยิบออกมา แต่ละอย่างเป็นของหายากสำหรับทำยาโดยเฉพาะ ขนาดปะการังเลือดและงาโลกันตร์ที่ว่าดีแล้ว ยังมีของดีอย่างโสมโลหิตจำนวนกว่าสิบเท่าที่ซ้งเชียนให้มา

        ข้าย่อตัวนั่งลงข้างๆ ขณะเขากำลังคัดแยกหญ้าพวกนั้นตามคุณสมบัติทีละอย่าง

        “อาจารย์ ท่านเอาของพวกนี้มาทำอะไร?”

        “ขาย” เขาพูดอย่างกระซิบคล้ายกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก

        “แล้วหลังจากขายล่ะ?”

        “ซื้อบ้าน… บ้านหลังใหญ่ๆ” จบคำเขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดต่อ “รอข้าซื้อบ้านหลังใหญ่ได้เมื่อไร ข้าจะยกกระท่อมหลังนี้ให้เจ้าและเป็นผู้สืบทอดรุ่นต่อไป แต่ห้ามทิ้งเกียรติของโรงเกลากระบี่นี้เด็ดขาด”

        ข้าได้ยินแล้วแทบโมโห “โรงเกลากระบี่ที่มีเกียรติเท่าขนไก่นี่น่ะเหรอ?”

        อาจารย์ยิ้มมีเลศนัยก่อนจะอธิบาย “ถ้าเจ้าเลี้ยงไก่ มันก็มีเกียรติเท่าขนไก่เท่านั้นแหละ ช้าอยู่ทำไมล่ะ รีบเอางาโลกันตร์ใส่ตลับอย่างดีไว้สิ เจ้ารู้ไหมว่าเป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น”

        ข้าอดถามไม่ได้ “ท่านไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?”

        เขาหันกลับมามองแล้วพูดขึ้น “เป็นแค่ศิษย์สำรอง สิ่งไหนไม่ควรถามก็ไม่ต้องถาม เอ้อ… แล้วปู้เสวียนยินเอาตำราวิชาลมหายใจมังกรให้เจ้าหรือยัง?”

        “อืม แล้วท่านรู้ได้อย่างไร?”

        “เหอะๆ คนอย่างนังหนูนั่นข้ามองแวบเดียวก็รู้ว่านางจะทำอะไร”

        “…”

        เดาทางไม่ได้เลยจริงๆ ว่าเขากำลังคิดทำอะไรอยู่ ตามหลักแล้วข้าควรจะฟ้องเจ้าสำนัก แต่มาคิดดูแล้วปล่อยผ่านดีกว่า เพราะเขาก็ไม่ได้นำเรื่องที่ข้าเลี้ยงไก่ไปฟ้องเหมือนกัน… ถือว่าหายกันไปแล้วกัน

        …

        หลังจากลืมตาตื่นในเช้าถัดมา ท่านอาจารย์ก็หายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกระดาษที่มีข้อความเขียนด้วยลายมือแย่ๆ แผ่นหนึ่ง ‘เส้นปราณสวรรค์ของเจ้าเสียหายอย่างหนัก ข้าเอากระเทียมวางไว้ที่หน้าเตา ตื่นมาแล้วรีบกินด้วยล่ะ ส่วนเรื่องที่เจ้าไม่ได้เปิดโปง ข้าจะตอบแทนให้อย่างงาม’

        กระเทียม?

        เมื่อกวาดตามองก็เห็นว่ามีก้อนสีดำวางอยู่ตรงนั้นจริงๆ แต่มองยังไงก็ไม่เหมือนกระเทียมเลยสักนิด พอปอกเปลือกกลิ่นหอมจางๆ ก็ลอยเตะจมูก ด้านในมีลักษณะหกแฉก สีขาวมันวาว เมื่อพินิจดูแล้วจึงรู้ว่าเป็นผลบัวหกแฉกที่มีราคาไม่ต่ำกว่าแสนเหรียญหลงหลิง!

        ผลบัวหกแฉกมีสรรพคุณที่น่าอัศจรรย์ ช่วยรักษาเส้นลมปราณที่เสียหายได้ ความจริงระหว่างการฝึกสองสามวันมานี้ข้าฝืนร่างกายอยู่พอสมควร ทำให้มีอาการเจ็บตรงเส้นลมปราณ ซึ่งไม่มีใครรู้เรื่องนี้แต่กลับเป็นเขาที่รู้จนได้

        อาจารย์ท่านนี้เป็นใครกันแน่ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าทิ้งผลบัวหกแฉกที่ราคาสูงไว้ให้ข้า

        ช่างเถอะ ในเมื่อพี่เสวียนยินให้ข้าเข้ามาอยู่ในโรงเกลากระบี่แสดงว่านางต้องรู้จักนิสัยใจคอของเขาอยู่ไม่น้อย ซึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับข้าตอนนี้คือการนำผลบัวหกแฉกมารักษาเส้นปราณสวรรค์ให้หายก่อน

        หลังจากลงไปทั้งลูก พักเดียวก็รู้สึกเย็นวาบในท้อง อาการเจ็บก็ค่อยๆ หายไปในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

        ข้าปรายตามองไปที่กระบี่เหล็กเพียงไม่กี่เล่ม นั่นหมายความว่าพวกศิษย์ในสำนักยังมีกระบี่ใช้กันอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องนำกระบี่ไปส่งเพิ่ม ถือเป็นโอกาสดีที่ข้าจะใช้เวลาว่างฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกร!

        …

        พอตั้งท่าและเริ่มฝึกฝนก็ ความร้อนก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างเนื่องจากพลังจากลมปราณก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

        หลังจากเคลื่อนพลังได้สามรอบ ไอลมปราณก็แผ่ออกจากร่างกายก่อนจะรวมตัวกันคล้ายรูปทรงของเกล็ดมังกร และเปลี่ยนเป็นความร้อนราวกับตกอยู่ในทะเลเพลิงที่ร้อนระอุจนเหงื่อกาฬไหลท่วมตัว

        รูขุมขนเปิดกว้างเพื่อระบายไอร้อน ความร้อนทำให้ลมหายใจติดขัดคล้ายกับมังกรตัวใหญ่กำลังเคลื่อนไหวและคำรามโดยไร้เสียง

        สิ่งที่เกิดขึ้นต้องเป็นการคำรามไร้เสียงอย่างแน่นอน!

        ข้ายิ้มในใจและปล่อยให้พลังไหลเวียนในร่างกาย เพียงห้ารอบแรกก็สามารถฝึกฝนกระบวนท่าการคำรามไร้เสียงได้ ดูเหมือนข้าจะไม่ได้โชคดีธรรมดา เพราะพี่เสวียนยินเขียนไว้ในตำราว่าคนธรรมดาที่มีพลังสวรรค์ต้องเคลื่อนพลังลมปราณถึงร้อยรอบจึงจะมองเห็นการคำรามไร้เสียงของมังกรได้ ส่วนผู้ที่มีพลังสวรรค์เก่งกล้ายังต้องเคลื่อนพลังถึงหกรอบ แต่ข้ากลับเคลื่อนพลังเพียงห้ารอบเท่านั้น แสดงว่าข้าฝึกฝนได้เร็วกว่าผู้ที่มีพลังสวรรค์เก่งกล้าเสียอีก!

        พลังลมปราณถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับฤทธิ์ยาที่หมดเร็วไปด้วย ผ่านไปเพียงครึ่งวันปะการังเลือดก็ถูกใช้ไปเกือบครึ่งกิโล รวมทั้งโสมโลหิตอีกหนึ่งคำในช่วงบ่ายจึงจะฝึกต่อได้

        กระทั่งแดดร่มลมตก พลังวิญญาณในร่างกายก็ทะลักล้นออกมาจากส่วนลึกของร่างกายและแผ่ซ่านไล่ไปตามแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะมีเสียงลมหายใจที่รุนแรงและดวงตาอันน่าเกรงขามบังเกิดขึ้นเหนือหัวไหล่ราวกลับต้องการจุติยังโลกมนุษย์

        ภาพนั้นเริ่มชัดกว่าครึ่ง แสดงว่าวิชาลมหายใจมังกรของข้าคืบหน้าไปกว่าครึ่งแล้ว หากภาพหัวมังกรปรากฏชัดเจนกว่านี้ หมายถึงเข้าสู่ขั้นที่สามไปถึงระดับเซียนนั่นเอง!

        จู่ๆ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก…

        “นั่นไง ที่เลี้ยงไก่อยู่ตรงนั้นแหละ”

        “เหอะ สำนักอุตส่าห์ลงมือลงแรงปลูกต้นไม้และหญ้าวิญญาณเอาไว้ แต่กลับมีคนมือบอนใช้เป็นที่เลี้ยงไก่ ท่านอย่าได้ปล่อยไปเชียวนะขอรับ ท่านอาจารย์หลัว”

        …

        ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปดูก็เห็นศิษย์กว่าสิบคนอยู่ด้านนอก ส่วนใหญ่เป็นศิษย์จากห้าสำนักใหญ่ซึ่งต่างมีสีหน้าไม่พอใจ รวมทั้งอาจารย์อายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหกยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ด้วย

        “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ข้าเดินเข้าไปถาม

        “เจ้าคือศิษย์สำรองที่ชื่อปู้อี้เชวียนสินะ” อาจารย์ท่านนั้นปรายตามองแล้วถามขึ้น

        “ใช่ แล้วท่านคือ?”

        “อาจารย์ผู้ช่วยสำนักขั้นกลาง หลัวเหวิน เจ้าเป็นคนทำเล้าไก่ขึ้นมาสินะ”

        “ใช่” ข้าตอบรับก่อนจะอธิบาย “แต่ข้าไม่ได้ทำลายต้นไม้และของส่วนรวมพวกนั้นสักหน่อย”

        “ยังจะเฉไฉอีก?”

        หลัวเหวินแสยะยิ้มแล้วใช้เท้าเตะรั้วเล้าไก่ออกไปไกล ลูกเจี๊ยบพากันวิ่งร้องกันจ้าละหวั่น ข้าจึงปรี่เข้าไปจับแขนของเขาไว้แล้วถามเสียงเข้ม “ท่านทำแบบนี้หมายความว่ายังไง?”

        “แล้วเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?”

        เขามองกลับสีหน้าเรียบเฉย ข้อมือแกร่งสะบัดมือของข้าออก สิ่งที่เห็นเมื่อครู่คือวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่หนึ่ง ปราณมังกรหมื่นปี!

        ส่วนข้าก็แสดงพลังมังกรพันศิลาออกมาอย่างไม่รู้ตัว มีเพียงข้อมือที่ได้รับแรงสะท้อนจากพลัง แต่ร่างกายยังยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง

        “หืม น่าสนุกดีนี่…”

        หลัวเหวินยิ้มมุมปาก “เป็นแค่ศิษย์สำรองกระจอกๆ แต่กล้าลงมือกับข้า ช่างบังอาจนัก! ดูเหมือนเจ้าจะฝึกวิชาลมหายใจมังกรอยู่เหมือนกันสินะ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าศิษย์สำรองอย่างเจ้าที่วันๆ เอาแต่พึ่งโชคชะตาจะเก่งสักแค่ไหน!”

        ศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พากันปรบมือเสียงดังลั่นเหมือนทนรอดูข้าถูกซัดจนน่วมไม่ไหว ก่อนจะหัวเราะร่าแล้วพูดขึ้น “ท่านอาจารย์สู้ๆ สั่งสอนให้เจ้าศิษย์สำรองมันรู้เสียบ้างว่าท่านเก่งแค่ไหน!”

        จริงๆ แล้วในกลุ่มนั้นมีศิษย์สำรองอยู่หลายคนเหมือนกัน ทว่าตอนนี้กลับอยากดูข้าอัดจนเละ

 ……

        “ข้าจะไม่ใช้อาวุธวิญญาณแล้วกัน เจ้าจะได้ไม่หาว่าข้ารังแกศิษย์สำรอง!”

        เมื่อครู่ที่ไม่สามารถใช้พลังผลักข้าออกไป เขาคงจะรู้สึกขายหน้าอยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช้อาวุธวิญญาณเขาก็ยังมีพลังอันน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย ทันใดนั้นเสียงร้องก็ดังขึ้นก่อนอากาศด้านหลังจะแตกฟุ้งด้วยพลัง ภาพของหัวมังกรสีครามพุ่งทะยานขึ้นเหนือไหลทั้งสองข้าง และรวบรวมพลังไว้ในหมัดก่อนจะซัดขึ้นไปกลางอากาศจนฝุ่นตลบ นี่คือกระบวนท่าในวิชาลมหายใจมังกรขั้นที่สาม… มังกรกลืนคชา!

        พลังจากเพลงหมัดดุจมังกรที่กลืนกินช้างตัวใหญ่ได้แผ่ซ่านออกมา ถึงแม้จะเป็นเพียงอาจารย์ผู้ช่วยแต่พลังของวิชาลมหายใจมังกรกลับน่าเกรงขามเข้าขั้นสูงได้ขนาดนี้แล้ว!

        ศิษย์คนอื่นๆ เมื่อเห็นหลัวเหวินแสดงพลังออกมาต่างส่งเสียงตกตะลึง และคงคิดว่าข้าต้องพ่ายแพ้แน่ๆ

        เข้ามาหาเรื่องถึงที่จะไม่ต้อนรับอย่างดีได้ยังไง เหมือนที่อาจารย์ท่านนั้นเคยพูดไว้ว่าข้าจะทิ้งเกียรติของโรงเกลากระบี่ไม่ได้!

        คนเราเกิดมาแค่ตาย ใครทำร้ายข้าก่อน ก็ต้องเอาคืนอย่างสุดกำลัง!

        ข้าตั้งกระบวนท่าโดยยกขาข้างหนึ่งลอยค้างฟ้า อีกข้างเหยียบลงบนพื้น รวบรวมพลังวิญญาณให้เหมือนกับมังกรสีครามพันตัวบนท่าศิลา และแผ่พลังอันแข็งแกร่งดั่งแม่น้ำสายใหญ่และขุนเขาที่ตั้งตระหง่าน ก่อนที่อากาศด้านหลังจะอบอวลด้วยพลัง กระทั่งส่วนหางค่อยๆ เผยออกมา

        พลังมังกรพันศิลา!

        ตูม!

        แม้ว่ากระบวนท่ามังกรกลืนคชาของหลัวเหวินจะมีพลังมหาศาล แต่ข้าก็เป็นเพียงศิษย์สำรองคนหนึ่ง ฉะนั้นเขาน่าจะใช้พลังเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น หลังจากกระบวนท่าทั้งสองเข้าปะทะกันจึงเกิดเสียงดังเหมือนดั่งเสือยักษ์พุ่งชนขุนเขา

        สิ้นเสียงปะทะข้ายังยืนนิ่ง แต่เขากลับถอยไปหลายก้าว หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังเมื่อครู่แดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด

        “เป็น… เป็นไปได้ยังไง? เจ้าเป็นแค่ศิษย์สำรอง ทำไมถึงฝึกขั้นที่สองของวิชาลมหายใจมังกรได้ถึงระดับสมบูรณ์ล่ะ?”

        “เจ้าศิษย์สำรองนั่นเก่งจนใช้พลังซัดท่านอาจารย์กระเด็นได้เลยเหรอ?…”

       เหล่าศิษย์ที่สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ต่างอ้าปากค้างกับเหตุการณ์เบื้องหน้า ไม่ต่างจากหลัวเหวินสักนิด

        เขาก้มมองหมัดของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเงยหน้ามองพลังมังกรพันศิลาของข้าที่ยังพลุ่งพล่านทั่วทั่งร่างกาย หางมังกรและเกล็ดสีครามที่เผยออกมาบ่งบอกว่าคนตรงหน้าได้ฝึกจนเข้าถึงแก่นแท้แล้ว

        ตอนนี้เอง เสียงของพี่สวี่ลู่ก็ดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล “อาจารย์หลัวเหวิน ท่านมาทำอะไรที่นี่?!”

        สิ้นเสียงหลัวเหวินก็รีบแสดงความเคารพก่อนจะพูดขึ้น “ท่านปรมาจารย์นักรบวิญญาณสวี่ลู่ พอดีมีศิษย์ไปรายงานว่าเจ้าศิษย์สำรองปู้อี้เชวียนใช้ที่สาธารณะของสำนักทำเป็นเล้าไก่ ข้าจึงมาตรวจดูก็เห็นเป็นแบบนั้นจริงๆ”

        สวี่ลู่มองข้าและเขาสลับกัน “เจ้าทั้งสองไปที่ฝ่ายปกครอง!”

        “ขอรับ…”

        “ได้…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)