0 Views

        หลังจากส่งซูเหยียนและตั้นไถเหยาที่เดินหาวหวอดๆ กลับไปแล้ว ข้าก็กลับมาดูตำราวิชาลมหายใจมังกรแล้วฝึกฝนตามที่พี่เสวียนยินเขียนไว้ พอฝึกกระบวนท่ามังกรพันศิลาจนเชี่ยวชาญและสงบนิ่ง จึงปรากฏพลังลอยวนอยู่รอบตัว ถึงแม้วิชาลมหายใจมังกรเป็นเพียงวิชาพื้นฐานของการฝึกวรยุทธ์ และไม่เป็นรองใครในบรรดาวิชาอื่นๆ ยิ่งได้ฝึกฝนจนเข้าถึงแก่นแท้ พลังมหาศาลก็จะบังเกิดขึ้นไม่ยาก

        การฝึกฝนครั้งนี้ข้าไม่ได้กินโสมโลหิตเหมือนครั้งก่อน เพราะอยากเก็บไว้ใช้ในยามคับขันมากกว่า เมื่อไรที่พลังลมปราณเหลือน้อยลงก็จะกินปะการังเลือดแทน เมื่อเอาเข้าปากและละลายหายไปแล้ว ฤทธิ์ยาจะเริ่มกระจายไปยังอวัยวะภายในส่วนต่างๆ รวมถึงแขนและขาทั้งสองข้างเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ทั่วทุกอณูของร่างกาย

        เพียงชั่วครู่เม็ดเหงื่อก็เริ่มผุดออกมาและระเหยกลายเป็นไอลอยคลุ้งไปในอากาศ พลังจากส่วนลึกของผืนธรณีกำลังแผ่ซ่านผ่านฝ่าเท้าทั้งสองข้าง แสงสีเขียวมรกตล่องลอยอยู่เหนือท่อนแขนซึ่งแฝงด้วยพลังลมปราณแล้วดูดซับพลังวิญญาณคืนกลับไปยังส่วนลึกของร่างกายวนเวียนอยู่อย่างนั้น คล้ายมังกรกำลังสูดลมหายใจเข้าอย่างนั้น

        ทั้งที่ตกอยู่ในภวังค์แต่เท้าข้างที่หยัดร่างเอาไว้นั้นไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแต่อย่างใด แต่เส้นเอ็นและกระดูกกลับรู้สึกชาขึ้นมาแทน

        การฝึกฝนเส้นเอ็น!… เป็นความรู้สึกระดับต้นของการบำเพ็ญขั้นหลอมปราณเพื่อทดสอบความแข็งแรงของเส้นเอ็นอย่างแน่นอน หลังจากเข้าสู่การบำเพ็ญขั้นเบิกวิญญาณ จู่ๆ ก็บรรลุขั้นสมบูรณ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ซึ่งขั้นการหลอมปราณถือเป็นขั้นที่ผู้ฝึกฝนทุกคนเคยผ่านกันมาแล้วทั้งนั้น โดยขั้นนี้จะเป็นการหลอมรวมผิวหนัง กล้ามเนื้อ เลือด เส้นเอ็น กระดูก และอวัยวะภายในทั้งหมด เพื่อให้เหล่าผู้ฝึกฝนสามารถรองรับพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นตามระดับของวิชากระทั่งเข้าถึงขั้นสูงสุดได้

        ส่วนวิชาลมหายใจมังกรนั้นเป็นวิชาพื้นฐานของระดับสูงเช่นกัน เมื่อฝึกฝนจนเชี่ยวชาญจะช่วยให้การบำเพ็ญขั้นต่างๆ บรรลุได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกลับไปบำเพ็ญซ้ำให้เสียเวลา

        ผ่านไปพักใหญ่ ไอพลังที่แผ่ออกมาค่อยๆ ก่อตัวเป็นชั้นและหนาขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับพลังวิญญาณภายในที่เพิ่มพูนและไหลเวียนไปทั่วร่าง กระทั่งกินเวลาเนิ่นนานจนฟ้ามืดลง ทั่วทุกอณูถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอก เบื้องหน้าปรากฏแสงสว่างซึ่งภายใต้แสงนั้นคือมังกรนอนขดตัวในบ่อน้ำพุ มันหายใจอย่างช้าๆ แต่น่าเกรงขาม แม้จะเห็นไม่ชัดนัก แต่รับรู้ได้ถึงขุมพลังที่รอคอยการปะทุขึ้นสักวันหนึ่ง

        นี่คือ มังกรหมอบธารา!

        ข้าลืมตาอย่างตกตะลึง ในตำราที่พี่เสวียนยินเขียนไว้ หากผู้ฝึกฝนเห็นภาพมังกรขดตัวอยู่ในบ่อน้ำพุ แสดงว่าการฝึกขั้นที่สองของวิชาลมหายใจมังกรใกล้จะถึงระดับสมบูรณ์แล้ว และขั้นนี้จะทำอย่างเร่งรีบไม่ได้ แต่จะต้องปล่อยวางทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้จิตผสานกับวิชา จนกว่าจะรับรู้ถึงพลังทั้งหมดจึงถือว่าเข้าถึงแก่นแท้ เพราะผู้ฝึกฝนบางส่วนเร่งรีบเกินไปจึงทำให้พวกเขาแค่ฝึกฝนสำเร็จ แต่ไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ส่งผลให้พลังลดลงไปกว่าที่ควรจะเป็น

        ข้าหลับตาลงแล้วเข้าสู่การฝึกฝนอีกครั้ง ครั้งนี้มังกรตัวนั้นยังคงหลับไหลอยู่กลางบ่อน้ำพุ ลมหายใจที่พ่นออกมาช้าๆ แฝงไปด้วยพลังที่ลึกลับของธรรมชาติ เมื่อเริ่มปล่อยวางจิตวิญญาณก็กลับสู่ห้วงภวังค์

        ข้าลืมตาตื่นขึ้นจากความฝันหลังจากที่หลับไปเป็นเวลานาน เมื่อเปลือกตาเปิดออกพบว่าตอนนี้เป็นเช้าของอีกวันแล้ว สภาพร่างกายนอนเหยียดบนลานหน้าโรงเกลากระบี่แทนที่จะอยู่ในกระบวนท่าของการฝึก ร่างกายภายนอกคล้ายมีพลังบางอย่างปกคลุมอยู่คล้ายมังกรที่ติดอยู่ในนิทรา ไล่ลงไปที่ส่วนหางถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดเลื่อมมันวาว ปรากฏอยู่เบื้องหน้า!

        เมื่อเห็นหางมังกร เท่ากับว่าข้าเข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้อย่างสมบูรณ์!

        ข้าทั้งตกใจและดีใจไปพร้อมกัน นึกไม่ถึงว่าจะฝึกฝนจนถึงระดับสูงสุดในขั้นที่สองและขั้นที่สามได้ในเวลาไล่เลี่ยกันขนาดนี้…

        …

        เมื่อดูนาฬิกาจึงรู้ว่าตอนนี้จวนจะได้เวลาเรียนแล้ว ร่างกายสดชื่นหลังจากการนอนหลับ แม้พลังลมปราณจะลดลงไปบ้าง แต่ก็เพิ่มขึ้นได้ด้วยฤทธิ์ของปะการังเลือด ก่อนจะรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปทำงาน

        ข้าวุ่นอยู่กับการส่งกระบี่ตลอดช่วงเช้าจนใกล้เสร็จ แต่ก็ต้องหยุดไว้กลางคันเพราะอยากใช้เวลาที่เหลือในภาคบ่ายฝึกฝนแทน

       “นี่ ปู้อี้เชวียน!”

        ซูเหยียนร้องเรียกขณะกำลังกลับ เมื่อหันกลับไปมองจึงเห็นนางยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาศิษย์หญิงชายมากมาย แต่กลับโดนเด่นภายใต้ผ้าคลุมสีขาว เม็ดเหงื่อที่ไหลเกาะบนใบหน้า รวมทั้งชายกระโปรงที่พัดปลิวตามแรงลม เผยให้เห็นผิวเนื้อที่ขาวเนียนตัดกันกับปลอกขาอย่างงดงาม

        ข้าหยุดมองพักหนึ่งก่อนที่นางจะวิ่งมาหา “เจ้าทำงานเสร็จแล้วเหรอ?”

        “อืม เจ้าก็เลิกเรียนแล้วสินะ”

        “ใช่…” นางเช็ดเหงื่อที่ปลายคางแล้วพูดต่อ “เหงื่อเปียกไปหมดทั้งตัว เดี๋ยวกินข้าวเสร็จข้าก็จะไปอาบน้ำแล้วล่ะ จะไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันหรือเปล่า?”

        “ได้สิ แต่ว่าข้าต้องเอากระบี่พวกนี้ไปเก็บที่โรงเกลาก่อนนะ”

        “ข้าไปส่งไหม?”

        ข้าหยุดคิดเพราะสังเกตเห็นศิษย์ผู้ชายคนอื่นๆ กำลังมองมาที่เราทั้งคู่ไม่วางตา นางเป็นดั่งนางฟ้าในดวงใจที่ทั้งเก่งและชาติตระกูลดี ถึงจะมีบ้างที่ไม่ได้สนใจ แต่ก็มีอีกมากมายที่หลงใหลจนแทบจะฆ่าแกงกันเช่นกัน

        แต่ข้าสนใจคนพวกนั้นซะที่ไหนล่ะ

        “ไปสิ” ข้ายิ้มก่อนจะตอบไป

        เราสองคนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ศิษย์กลุ่มหนึ่งก็ปรี่เข้ามาขวางไว้ อักษรที่ปักตรงหน้าอกบ่งบอกว่าเป็นศิษย์จากหนึ่งในห้าสำนักใหญ่อย่างสำนักจวี๋ฉี

        ในสำนักหมื่นวิญญาณจะมีการแบ่งศิษย์เป็นสำนักย่อย โดยสามสำนักใหญ่ฝ่ายในคือ สำนักเฟิงฉี สำนักหยุนต้ง และสำนักสีเลี้ยน ซึ่งจะมีปรมาจารย์วิญญาณ ปรมาจารย์นักรบวิญญาณ และผู้สอนชั้นสูงควบคุมดูแล ส่วนสำนักจวี๋ฉี สำนักจิงอิง สำนักขั้นสูง สำนักขั้นกลาง และสำนักขั้นเริ่มต้นจัดอยู่ในห้าสำนักฝ่ายนอก มีผู้สอนระดับสูง อาจารย์ และผู้ช่วยควบคุมดูแล ดังนั้นศิษย์ในสำนักหมื่นวิญญาณจึงใฝ่ฝันที่จะเข้าไปเป็นศิษย์ในสามสำนักใหญ่ฝ่ายใน เพราะเป็นสิ่งที่มีเกียรติ และได้รับการเรียนการสอนที่ดีกว่า เนื่องจากปรมาจารย์บางคนเป็นถึงจอมยุทธ์ยอดฝีมือที่หาได้ยากในแผ่นดินใหญ่หลงหลิง

        และในห้าสำนักนั้นจะมีศิษย์สำนักจวี๋ฉีเป็นหัวหน้าและถือว่าแข็งแกร่งที่สุด จึงเป็นเรื่องปกติที่ศิษย์จากสำนักนี้จะชอบรังแกสำนักอื่นอยู่เป็นประจำ ถ้าเรื่องไม่ใหญ่โตมาก ผู้คุมจะไม่ค่อยอยากยุ่งสักเท่าไร

        “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ เจ้าสินะที่ชื่อปู้อี้เชวียน?”

        ชายผมทองซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มถามขึ้น พร้อมกับดวงตาฉายแววที่น่าเกรงขามแต่ไม่ดึงดูดสักเท่าไร ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คือเฉิ่นลั้งที่เคยถูกข้าเล่นงานจนหมอบเมื่อคราวก่อน

        “เจ้าเป็นใคร?” ข้าถามขึ้น

        คนตรงหน้ายิ้มอย่างเย้ยหยันก่อนจะพูดขึ้น “เจ้าก็แค่ศิษย์สำรองที่วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่ในโรงเกลากระบี่จะไม่รู้จักข้ามันก็ไม่แปลก จะบอกให้ก็ได้ ข้าคือศิษย์อันดับสี่ในสำนักจวี๋ฉีชื่อว่าจวงเหิงซิ่ง และจะเข้าไปเป็นศิษย์ของสามสำนักใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ได้ยินมาว่าเจ้าเอาชนะเฉิ่นลั้งและซูเหยียนด้วย วันนี้ข้าจึงตั้งใจมาทดสอบความสามารถของเจ้าโดยเฉพาะ”

        ว่าแล้วเขาก็เรียกอาวุธวิญญาณออกมา ซึ่งเป็นกระบี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าของซูเหยียนเท่าตัว

        ซูเหยียนที่ยืนอยู่จึงพูดอย่างอดไม่ได้ “จวงเหิงซิ่ง เจ้าลืมกฎของสำนักไปแล้วหรือไง? ศิษย์ของสำนักจวี๋ฉีไม่มีสิทธิ์ท้าประลองกับศิษย์สำรอง แต่กลับเป็นข้าเองที่อยากจะประลองกับเจ้ามากกว่า กล้าสู้กับข้าไหมล่ะ?”

        ระหว่างที่พูด นางก็เรียกอาวุธวิญญาณอย่างกระบี่เพลิงกัลป์ที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเปลวเพลิงออกมา

        จวงเหิงซิ่งชะงักเล็กน้อยเพราะนึกไม่ถึงว่าซูเหยียนจะเสนอตัวมาช่วยข้า ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าแล้วยิ้มอย่างเป็นกันเอง “ซูเหยียน ทำไมเจ้าถึงได้ออกหน้าแทนเจ้าศิษย์สำรองคนนั้นล่ะ พวกเราสองคนไม่เคยบาดหมางกันสักหน่อย และข้าก็ไม่อยากประลองกับศิษย์อันดับหนึ่งของปีนี้ด้วย”

        นางยิ้มบางก่อนจะย้อนถาม “แล้วปู้อี้เชวียนมีเรื่องบาดหมางอะไรกับเจ้าล่ะ?”

        “ข้า…” จวงเหิงซิ่งที่อ้ำอึ้งจนพูดไม่ออก

        พอเห็นแบบนั้นซูเหยียนจึงสลายกระบี่ในมือ “ไปกันเถอะ ปู้อี้เชวียน”

        “อืม” ขณะเข็นรถออกมาได้หลายเมตร นางจึงพูดขึ้น

        “เจ้าจะขอบคุณที่ข้าเพิ่งช่วยเจ้าเมื่อครู่อย่างไรล่ะ?”

        “นี่ไม่นับว่าช่วยมั้ง?” ข้าว่าแล้วยิ้มเล็กน้อย “ที่จริงเจ้าจัดการปัญหาของตัวเองต่างหาก”

        “ฮะ?” นางเงยหน้ารูปไข่ขึ้นมองพลางยิ้มอย่างรู้กันทั้งสองฝ่าย

        คนพวกนั้นต่างใช้ข้าเป็นสะพานทำให้ตัวเองดูเก่งกาจ และมีความสามารถต่อหน้าซูเหยียน ดังนั้นเมื่อข้าพูดออกมาแบบนี้ คนฉลาดอย่างนางจึงเข้าใจได้ทันที

        “ข้านึกไม่ถึงว่าจะมีคนแบบนี้อยู่บนโลกจริงๆ” ข้าพูดพลางเดินพลาง

        ซูเหยียนที่เอามือไพล่หลัง หน้าอกสั่นไหวตามจังหวะการเดิน พูดออกมาอย่างมีหลักการ “เมื่อมีกิ่งไม้แห้งเหี่ยวบนต้นไม้ใหญ่ฉันใด ย่อมมีคนโง่เขลาปะปนในคนหมู่มากฉันนั้น แล้วเจ้าจะเสียเวลาสงสัยให้วุ่นวายทำไม”

        นั่นทำให้ข้ารู้ว่านางเก่งทั้งบู๋และบุ๋นจริงๆ

        …

        หลังจากกินข้าวเสร็จซูเหยียนก็กลับไปที่หอพัก ส่วนข้ากลับมาเกลากระบี่อยู่ที่โรงเกลาต่อ

        ผ่านไปไม่นานซ้งเชียนก็มาถึงพร้อมกับกล่องกระดาษใบใหญ่ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วพูดสีหน้าตื่นเต้น “พี่เชวียน ข้าเอาของดีมาฝาก!”

        “ของดีอะไร?”

        ข้าถามอย่างสงสัย พอเจ้าเด็กนั่นวางกล่องลงถึงได้รู้ว่าด้านในคือลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ ที่เบียดเสียดกันอยู่ในนั้น เจ้าเด็กคนนี้พูดคำไหนคำนั้นจริงๆ

        ซ้งเชียนพูดขึ้น “ท่านดูลูกไก่นับร้อยพวกนี้สิ ข้าเลือกซื้อตัวที่ขนสีขาวทั้งหมดเลย เพราะไก่ขนขาวพวกนี้เลี้ยงง่าย เดือนเดียวก็โตเต็มวัยขนาดสองถึงสามโลจนได้รับฉายาว่าไก่นักสู้เลยล่ะ ท่านเลี้ยงมันไว้ตรงป่าข้างโรงเกลากระบี่แล้วกัน ให้ข้าวสารสักวันละหนึ่งกำมือ เพราะปกติพวกมันจะคุ้ยเขี่ยอาหารกันตามสัญชาตญาณอยู่แล้ว ข้าคำนวณไว้เรียบร้อยว่าถ้าโตเต็มที่ ท่านจะกินได้วันละสองตัวตลอดสองเดือนแบบไม่ขาดเลยล่ะ แถมยังมีไข่ของมันอีก… เป็นไง ข้าคิดการณ์ไกลใช่ไหมล่ะ?”

        ข้าหัวเราะทั้งน้ำตาและรับของขวัญล้ำค่าชิ้นนี้ไว้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ตำนานกระบี่จอมราชัน 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/5108

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)