0 Views

        พอได้ยินคำพูดเช่นนี้ ปลายสายก็เงียบงัน ไม่ส่งเสียงอะไร

        วินาทีต่อมา เธอก็ระเบิด!

        “หน้าบ้านแกมีหลุมยักษ์หรือไงหา ส่งไปหนึ่งก็ร่วงไปหนึ่ง แล้วไม่ใช่แค่หกล้มธรรมดา แต่บาดเจ็บสาหัส?!” เสียงของเธอแหลมปรี๊ด ทำเอาแก้วหูลั่น อารมณ์ไหลหลากอย่างกับทำนบพัง

        ฉู่เฟิงยื่นเครื่องมือสื่อสารออกห่าง คอยฟังอยู่ไกลๆ สุดท้ายก็ตอบเนือยๆ “ใช่แล้ว มีหลุมจริงๆ แต่ก่อนเป็นบ่อน้ำ ต่อมาก็แห้งขอดไปแล้ว เลยหว่านเมล็ดพันธุ์ ปลูกผัก แล้วก็ปลูกผลไม้ด้วยนะ ถ้าดูให้ดีๆ หลุมนั่นมันก็เห็นชัดอยู่นา”

        เสียงผู้หญิงปลายสายหายใจแรง อย่างกับว่าสามารถมองเห็นส่วนอกที่กำลังหายใจอย่างรุนแรง

        ฉู่เฟิงยกเครื่องออกห่างจากหูอย่างรวดเร็ว

        แน่นอน ปลายสายระเบิดเสียงดังลั่น

        “ฉันไม่มีเวลามานั่งคุยกับแกเรื่องบ่อน้ำ หรือหลุมบ้าอะไรนั่น จะปลูกผักปลูกหญ้าก็เรื่องของแก แกฟังไว้นะ คนพวกนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้น แกเจอดีแน่!”

        หญิงสาวน้ำเสียงเย็นเยียบ ตะโกนลั่นๆ เธอรู้สึกเสียสติ อดไม่ได้ที่จะตะเบ็งเสียงสิบแปดหลอดใส่เครื่องมือสื่อสาร

        “แต่ว่า พวกเขาบาดเจ็บสาหัสยังไงก็ไม่รู้ ตกลงไปในหลุมนั่น ดูท่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน จะให้ผมทำยังไงล่ะ?” ฉู่เฟิงถาม

        “แกไปหาคนมาช่วย!” หญิงสาวตะคอก

        “เพื่อ?”

        ไอ้บ้าไท่หังซานนี่ บังอาจพูดกับเธออย่างนี้หรือ?

        ติ๊ด!

        หญิงสาวรีบวางสาย ด้วยรู้สึกว่ามันผิดแผน คนเราหากมีอารมณ์ ย่อมเผยให้เห็นจุดอ่อน นี่ไม่ใช่วิสัยของเธอ

        เธอต้องการความสงบ อีกฝ่ายเป็นแค่ตัวบ้าบอไท่หังซาน อ่อนแอไร้ค่า เธอไม่อยากเผยอะไรให้เขารู้มากไปมากกว่านี้

        กระนั้น หญิงสาวก็ถูกยั่วสติแตก หากแต่เธอก็ยังควบคุมดึงสติตัวเองกลับมาได้อยู่

        เธอสงบลงในที่สุด โทสะมอดไหม้ แววตาทอประกายเย็นเยียบ ใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้น

        ตามที่เธอรู้มา เนื่องด้วยหลินนั่วอีเคยใกล้ชิดกับฉู่เฟิง คนของเทียนเสินเซิงอู้จึงจับตามองเขา แอบเอาเส้นผมของเขามาทดสอบ สุดท้ายลงความเห็นว่าฉู่เฟิงยากที่จะกลายพันธุ์เป็นมนุษย์พิเศษ

        “ไอ้บ้าอ่อนแอตัวหนึ่ง พละกำลังก็ไม่มี ใครช่วยมันอยู่นะ?” หญิงสาวพูดกับตัวเอง แล้วนึกถึงหลินนั่วอีขึ้นมาได้ หรือว่าเธอรู้เรื่องแล้ว? ความคิดนี้ทำให้หญิงสาวตกใจ

        แต่ว่า จะเป็นไปได้อย่างไร? หลินนั่วอีห่างเหินกับฉู่เฟิงมาตลอด อีกทั้งระยะนี้เธอสนใจเรื่องอื่นไม่ได้ ด้วยอยู่ในระยะเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง ไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นหรอก

        “หรือกลุ่มโพธิจีนส์โจมตีขัดขวางพวกเรา?” เธอขมวดคิ้ว ความคิดฟุ้งซ่านไปไกล

        เธอใคร่ครวญรอบด้าน  หรือจะขัดเกลาฉู่เฟิง จากนั้นพิจารณาเรื่องภายในของเทียนเสินเซิงอู้แล้ว ก็กลับไปสงสัยกลุ่มโพธิจีนส์อีกรอบ

        เธอหยิบเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกมา เปิดรายชื่อติดต่อ ค้นหาตัว “มู่” ทว่าเธอลังเล สุดท้ายก็ปิดหน้าจอไป

        ในตอนที่เธอกำลังสับสนนั่นเอง เครื่องของหลินนั่วอีก็ดังขึ้น

        เธอมองดูชื่อ สีหน้าค้างแข็งทันที เป็นฉู่เฟิงที่โทรมา ตอนนี้เธอเกลียดเขาอย่างกับอะไรดี ช่วงนี้ที่อะไรต่อมิอะไรก็ไม่ราบรื่น ล้วนเกี่ยวข้องกับเขาทั้งนั้น

        “แกยังมีเรื่องอะไรอีก?” เธอถามเสียงเย็นชา

        “เป็นเรื่องของคุณต่างหาก ค้างคาวตัวนั้น แล้วก็แมงมุมด้วย พวกมันจะตายแล้วนะ คุณจะทิ้งพวกมันไว้ที่นี่อีกนานแค่ไหนกัน?” ฉู่เฟิงถาม

        “ให้ฉันพูดกับพวกเขา!” หญิงสาวเอ่ยเสียงต่ำ แม้ตอนนี้ก็ยังแฝงน้ำเสียงหยามเหยียด ออกคำสั่งให้ฉู่เฟิงส่งเครื่องมือสื่อสารให้คนทั้งสอง

        “ก็บอกคุณแต่แรกแล้ว สองคนนั้นโคม่า บาดเจ็บสาหัส ผมเองยังตกใจเลยที่ตอนนี้ยังหายใจได้อยู่ รีบเรียกคนมาพาพวกเขาไปเถอะ” ฉู่เฟิงเร่งยิกๆ

        หญิงสาวนิ่งไปอึดใจ บอกฉู่เฟิงว่าภายในหนึ่งถึงสองวันจะมีคนไปรับ เขาจะต้องดูแลพวกนั้นอย่างดี ไม่เช่นนั้น เขารับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ไหวแน่

        หลังจากวางสายแล้ว ฉู่เฟิงเข้านอนอย่างมีความสุข

        ทว่า ฝ่ายหญิงสาวกลับนอนไม่หลับ เธอโมโหที่ตัวเองไม่มีความสามารถในการจัดการเรื่องนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างยิ่ง

        “ไม่ว่าปัญหาจะมาจากแกหรือใครก็ตาม ยังไงก็ต้องกำจัดแกให้ได้!” หญิงสาวสรุปอย่างเหี้ยมโหด แววตาดำลึกเย็นเยียบ

        อรุณรุ่ง ฉู่เฟิงลุกขึ้นรับแสงอรุโณทัย เขาฝึกหายใจด้วยเคล็ดพิเศษทุกวัน ในตอนเช้าตรู่และตอนเย็น ด้วยรู้ว่าสิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าหมัดปีศาจวัวเสียอีก

        ดูได้จากหวงหนิว ต่อให้มันขี้เกียจแค่ไหน ทุกวันยังคงฝึกการหายใจอย่างต่อเนื่องไม่ว่างเว้น

        ก็ขนาดหมัดปีศาจวัวของต้นตระกูลมันเอง มันยังไม่ขยันฝึกขนาดนี้เลย

        หลังจากมื้อเช้า ฉู่เฟิงตะโกนเรียกหวงหนิว “ปะ ขึ้นเขากัน”

        “มอ!”

        หวงหนิวเขี่ยพื้น ถามเขาว่าถ้ามีคนมาอีกจะทำอย่างไร?

        “เป้าหมายของพวกเขาคือฉัน อีกอย่างพวกมนุษย์พิเศษก็หายสาบสูญไปแล้ว ไม่อยู่ที่นี่ จะทำอะไรได้ล่ะ?” ฉู่เฟิงหัวเราะ ไม่กังวลเลยสักนิด

        สำหรับพวกคนที่คิดจะฆ่าเขา ทั้งยังจัดเตรียมฉากตายโดยอุบัติเหตุให้เขา หากเขาไม่อยู่ที่นี่ ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        “เอาอย่างนี้ ทิ้งโน้ตไว้ เผื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องรอแกร่ว”

        ฉู่เฟิงเอากระดาษออกมาเขียนตัวอักษรตัวเบ้อเริ่ม จากนั้นติดไว้ที่ประตู คนพวกนั้นเป็นประเภทอวดเบ่ง หากเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน คงบุกรุกเข้าไปเป็นแน่

        บนกระดาษเขียนแค่ไม่กี่คำ เรียบง่ายอย่างยิ่ง ‘ช่วงนี้กลัวหัวหด ขอไปเที่ยวหย่อนใจบนเขานะ’

        สุดท้าย เขาเติมหมายเหตุให้อีกหน่อย ชี้เป้าให้ชัดเจนว่าเขาไปภูเขาบรรพกาลนะ มีเรื่องด่วนอะไร ไปตามหาเขาได้ที่นั่น

        ถ้าเกิดมีคนมาหาเขาจริงๆ ก็อย่าได้คิดจะไปตามเขาเชียวนะ!

        นี่เป็นความตั้งใจของฉู่เฟิง ในเมื่อคิดร้ายต่อเขา ก็จงเตรียมตัวรับผลกรรมซะ

        สำหรับผู้หญิงคนนั้น ฉู่เฟิงไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเธอแม้แต่น้อย ขยะแขยงอย่างยิ่ง เขารอให้เธอส่งพวกมนุษย์พิเศษมาอีก ส่งมาหนึ่ง ก็เก็บไปหนึ่ง เขี่ยคนใกล้ตัวเธอทิ้ง ถอดเขี้ยวเล็บเธอออก คอยดูความเจ็บปวดของเธอหรือไม่ก็คนที่อยู่เบื้องหลังนั่น

        แต่ว่า เขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอหรือเจาะจงรออยู่ที่นี่เพื่อการนี้

        อยากเจอเขา ก็ออกตามหาด้วยตัวเองสิ! ถ้าเขาขึ้นเขาฝึกวิชา มนุษย์พิเศษพวกนั้นก็คงวิ่งขึ้นเขาตามไปด้วย

        เดินมาได้ครึ่งทาง ฉู่เฟิงนึกถึงโจวเฉวียนขึ้นมาได้

        “ช่วงนี้ฉันจะขึ้นเขาไปฝึกวิชา รู้สึกว่าเหตุการณ์รอบด้านเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นที่ที่เหมาะสม”

        เขาตัดสินใจตามตาอ้วนโจวให้ขึ้นเขาไปฝึกวิชาด้วยกัน

        โจวเฉวียนเป็นมนุษย์พิเศษ พิเศษกว่าคนทั่วไปแบบขาดลอย ถ้าหากฝึกฝนสักยกบนเขาบรรพกาล น่าจะก้าวหน้าได้ไม่น้อย

        “ปะ ไปหาตาอ้วนกันก่อน”

        ตอนนี้ ความที่เขาฝึกหมัดสำเร็จ สมรรถนะร่างกายพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีพลังและความเร็วที่น่าตกใจ เดินทางแค่ห้าสิบกิโลเมตรนั้นไม่หนักหนาแต่อย่างใด

        เมื่อก่อน ระยะทางระหว่างอำเภอเมืองกับเมืองชิงหยางห่างกันประมาณห้ากิโลเมตร แต่ตอนนี้ระยะทางถูกยืดออกเป็นห้าสิบกว่ากิโลเมตรอย่างน่าตกใจ อีกทั้งระหว่างทางยังปรากฏภูเขาลึกลับขนาดมหึมาอีกมากมาย

        “ตาอ้วน ฉันมาตามนาย ออกมาที่นอกเมืองเร็วเข้า จะพานายไปเที่ยว” ฉู่เฟิงโทรหาโจวเฉวียน

        ตาอ้วนโจวได้ยินเข้า ก็ร้องอู้อ้า ดีใจจนเนื้อเต้น บอกว่า “ช่วงนี้ฉันเหี่ยวจะตายอยู่แล้ว นายเข้ามาที่ตัวอำเภอนะ เดี๋ยวเฮียอ้วนเลี้ยงเอง จะพานายไปกินให้หนำใจ จากนั้น ตอนเย็นค่อยไปลงอ่างกันแถวถนนนางฟ้า ถ้านายสนใจล่ะก็ ฉันยอมเสี่ยงตายไปเป็นเพื่อนท่านชายเอง”

        “นายนี่ ไปกันใหญ่แล้ว เดี๋ยวฉันพานายไปที่แห่งหนึ่ง เสียวกว่าที่นายว่ามาอีก รับรองได้เลยว่าตื่นเต้นจนเครื่องในสะเทือนเลย!” ฉู่เฟิงบอก

        “หา มีที่อย่างนั้นด้วยเหรอ ฉันไม่รู้ว่ามีที่อย่างนี้ในอำเภอเมืองได้ไงกัน ให้ยังไงฉันก็เป็นเจ้าถิ่นนา” โจวเฉวียนร้องลั่นอย่างไม่เชื่อ

        “เดี๋ยวนายก็รู้เอง คอยดูแล้วกัน!” ฉู่เฟิงตอบพลางหัวเราะร่า

        “ได้เลย ฉันออกไปรับนายที่นอกเมือง!” ตาอ้วนโจวคึกคักสุดกำลัง

        นอกเมือง

        รถซีดานสีเทาเงินคันหนึ่งพุ่งเข้ามา จากนั้นจอดเอี๊ยด โจวเฉวียนซิ่งมาอย่างไว พอเห็นฉู่เฟิง เขาดับเครื่อง เปิดประตูรถแล้ววิ่งเข้ามาหา

        “พี่น้อง ไม่เจอกันนานเลย คิดถึงฉันอ่ะดิ!” โจวเฉวียนกระตือรือร้น โถมตัวเข้ากอด

        ฉู่เฟิงชะงักเล็กน้อย นี่คือตาอ้วนโจวเหรอ?

        ตอนนี้เขาผอมเพรียว ดูไม่เหมือนตาอ้วนคนก่อนเลยสักนิด

        แน่นอน สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือทรงผมที่เซ็ตเสยไปด้านหลังนั่น เกินไปหน่อยไหมนั่น ผมที่หวีเสยไปด้านหลัง ถ้าไม่ทันดูดีๆ มันเหมือนกับครอบบุ้งกี๋ไว้อย่างนั้นแหละ

        ฉู่เฟิงอดไม่ได้หัวเราะยกใหญ่

        เขาเห็นเขาวัวคู่นั้นที่ซ่อนอยู่ในโป่งผม

        มิน่าพ่อแม่ของโจวเฉวียนถึงโวยว่าตอนนี้เขาดูเหมือนอันธพาล แบบนี้ถ้าไม่เหมือนก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

        ตาอ้วนโจวสีหน้าทุกข์ทรมาน ทอดถอนใจ เขาลูบทรงผมของตัวเอง ยังคงโมโหสองเขาที่จู่ๆ ก็งอกออกมา มันน่าโมโหจริงๆ นะ ให้ตายสิ

        “ไม่ต้องไปสนมันหรอกน่า อย่างน้อยนายก็ลดความอ้วนได้สำเร็จนะ” ฉู่เฟิงยิ้มกว้าง

        ก่อนนี้ พุงของตาอ้วนโจวกลมดิก ใบหน้าอวบอิ่ม คางเป็นชั้น แถมหูยังกาง ตอนยิ้มใบหน้าใจดีมีเมตตาเหมือนพระสังกัจจายน์ แต่ตอนนี้กลับผอมเพรียว

        “หนิวหมัวหวังล่ะ?” ตาอ้วนโจวถาม “จริงสิ ฉันพาลูกพี่ลูกน้องหนุ่มๆ มาด้วยสองคน ได้ยินนายบอกว่าที่นั่นมันเด็ดขนาดนั้น พวกเขาเลยหน้าด้านตามมาด้วย”

        ฉู่เฟิงได้ยินก็ขมวดคิ้วน้อยๆ

        ตอนนี้เขามีเรื่องพัวพันอยู่ ตอนแรกเพราะไม่อยากให้คนเห็นเขาอยู่กับโจวเฉวียน จึงเรียกเขาออกมานอกเมือง เดี๋ยวต้องกำชับตาอ้วนสักยกให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาปิดปากให้สนิท

        “หนิวหมัวหวัง!” ในที่สุดโจวเฉวียนก็เห็นหวงหนิว

        ไอ้หมอนี่นั่งอยู่บนแผ่นหินห่างออกไป มันนั่งขัดสมาธิเหมือนคนนั่ง สองขาหน้าประคองผลไม้ป่ากัดกินเอร็ดอร่อย

        พอโจวเฉวียนทัก มันก็เดินส่ายอาดๆ มาหา สองขาหลังอยู่บนพื้น ตัวตั้งตรง

        “แม่เจ้า!”

        ห่างออกไป เด็กหนุ่มสองคนที่เพิ่งลงจากรถร้องเสียงดังอย่างตกใจ ใบหน้าขาวเผือดอย่างกับเห็นผี เกือบจะกระโดดขึ้นรถขับหนีไปในทันใด

        “ร้องอะไรเล่า มานี่!”

        ในเวลาสำคัญ โจวเฉวียนกลับหนักแน่น เรียกลูกพี่ลูกน้องทั้งสองเข้ามา แล้วแนะนำด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงาน “ตอนนี้มีมนุษย์พิเศษปรากฏขึ้น พวกนายก็ใช่ว่าจะไม่รู้นี่ ไม่เห็นเขาวัวที่งอกบนหัวฉันหรือไงหา? ทางนี้ก็เหมือนกันแหละ แต่เป็นพวกกลายพันธุ์ไม่สำเร็จ มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนเกิดการเปลี่ยนแปลง เลยกลายเป็นหน้าตาเหมือนวัวอย่างนี้แหละ!”

        “งั้นเหรอ?” เด็กหนุ่มทั้งสองเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

        หวงหนิวควันออกจมูก แต่แล้วมันก็อดทน แล้วยื่นเท้าหน้าข้างหนึ่งออกไปแหวกผมตั้งของโจวเฉวียน ดูแล้วดูอีก สุดท้ายสองขาหน้ากุมท้อง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

        โจวเฉวียนโมโหหน้าเขียวหน้าแดง เอ่ยว่า “หัวเราะบ้านแกสิ ก็แค่เขางอกออกมาคู่หนึ่ง เจ๋งกว่าแกก็แล้วกัน!”

        หวงหนิวเขี่ยตัวอักษรบนพื้น บอกว่า “ทอเรนกลายร่างไม่สำเร็จ” จากนั้นก็ชี้ไปที่ตาอ้วน

        “แม่งเอ๊ย แกว่าใครเป็นทอเรนหา พ่อเอาแกตายแน่!” โจวเฉวียนหัวร้อนพุ่งเข้าหามัน

        ฉู่เฟิงกุมขมับ สองคนนี่เกิดมาเป็นคู่กัดกันโดยแท้ เดี๋ยวๆ ก็ซัดกัน เกินจะเยียวยาจริงๆ

        “แกนั่นแหละทอเรน แกต่างหากที่เป็นตัวทอเรน!” พอถูกจับแยก ตาอ้วนโจวยังคงโวยวาย

        หวงหนิวไม่แยแส

        “ไอ้วัวบ้า กลับไปค้นเลยนะว่าทอเรนเป็นอย่างไร อย่ามาเรียกฉันอย่างนี้!” โจวเฉวียนถลึงตา

        หวงหนิวควักเครื่องมือสื่อสารออกมาจากกระเป๋าใบเขื่องที่อยู่บนตัว ลงมือค้นอย่างไว จากนั้นฉีกปากกว้าง หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังหยุดไม่ได้

        โจวเฉวียนจ้องมันตาค้าง ถึงฉู่เฟิงจะบอกมาก่อนว่าหมอนี่กำลังติดเครื่องมือสื่อสาร แถมไปก่อกวนชาวบ้านอยู่บ่อยๆ แต่พอเห็นด้วยตาตัวเองว่ามันใช้ได้คล่องขนาดไหน ก็ออกจะทึ่งอยู่หน่อยๆ

        “ปีศาจวัว!” เขาร้องเสียงหลง

        สุดท้าย โจวเฉวียนกำชับลูกพี่ลูกน้องของเขาทั้งสองอย่างเข้มงวดอีกรอบ แล้วจึงไล่พวกเขากลับไป ตัวเองตามฉู่เฟิงขึ้นเขา

        “พี่น้อง ฉันว่านะ ไอ้ที่เจ๋งๆ ที่นายบอกน่ะ อยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมต้องขึ้นเขาด้วย?” โจวเฉวียนเกิดอาการคัน

        “ไม่ผิดทางหรอกน่า ใกล้ถึงแล้ว”

        “งั้นก็ดี ว่าแต่ เสียวจริงๆ อ่ะ?” โจวเฉวียนสงสัย

        “วางใจน่า รับประกันได้ว่าเสียวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บอกนายแล้วไง ตื่นเต้นจนเครื่องในสะเทือนเลย ไปเหอะ!” ฉู่เฟิงเดินนำอยู่ข้างหน้า

        “อ้อ ฉันได้ยินมาว่า มีนายทุนไปสร้างวิลล่าบนเขาไท่หังซาน อย่าบอกว่านายมีช่องทางนะ? ลุยเลย ฉันชอบ ได้ยินมาว่าเป็นที่ที่เหมือนกับต้องมนต์สะกดอย่างไรอย่างนั้น เอ๊ะ จริงสิ ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ เขาไม่ได้รับผลกระทบเหรอ ยังเปิดกิจการอยู่หรือเปล่า?”

        “วางใจน่า ไม่ได้รับผลกระทบเลย” ฉู่เฟิงตอบ

        “เยี่ยมไปเลย ฉันชอบเสียวๆ อย่างนั้นแหละ ดินแดนอันอบอุ่นจ๋า ป๋ามาแล้ว!” โจวเฉวียนตะโกนอย่างตื่นเต้น

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ซากเทวะhttps://bit.ly/2Gah7vG

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/560

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม