0 Views

         น้ำเสียงของหลินนั่วอีเรียบเฉย ทักทายเขาอย่างมีมารยาท ทว่ามีร่องรอยของความห่างเหิน ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกห่างไกล

         ฉู่เฟิงตอบรับอย่างเรียบง่ายหากแต่ระมัดระวัง เต็มไปด้วยพิธีการเช่นกัน แต่แล้วก็หัวเราะ บอกว่าเธอก็ยังคงภาพลักษณ์นางฟ้าอยู่วันยังค่ำ

         ถึงแม้จะเลิกกันไปไม่นาน แต่ฉู่เฟิงกลับรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันคืนเก่าๆ เหมือนกับจะย้อนกลับมาอย่างผิดเวล่ำเวลา

        หลินนั่วอีเยือกเย็น มีเหตุผล ฉลาด แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ในยามที่อยู่ในมหาวิทยาลัยก็ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเป็นนางฟ้าของเธอ รู้สึกสูงส่งจนสุดจะไขว่คว้า

        บางทีอาจเป็นเพราะความงดงามอย่างยิ่ง บางทีอาจเป็นเพราะบุคลิกที่เยือกเย็นเกินไป ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็ขาดความมั่นใจในยามที่อยู่ต่อหน้าเธอ ถึงจะมีคนเพียรพยายามตามจีบ แต่สุดท้ายก็ยกธงขาวไปตามๆ กัน

        เมื่อครั้งที่ฉู่เฟิงได้ทำความรู้จักกับเธอนั้น เรียกได้ว่าเป็นเหตุบังเอิญโดยแท้

        ถึงแม้ผลการเรียนของเขาจะไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ได้เฉียดกรายเข้าไปใกล้คำว่าขยันขันแข็งสักเท่าไหร่ โดดเรียนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่เรื่อยๆ สำหรับชั้นเรียนที่มีการเช็กชื่อนั้น กว่าเขาจะเดินเข้าห้องเรียนก็เป็นเวลาจวนเจียน

        ฉะนั้น พอเขาก้าวเข้าห้องเรียน ที่นั่งก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว และทุกครั้งก็ต้องใช้เวลาส่องอยู่อีกพักกว่าจะเจอที่ว่างในแถวหลังสุด

        ครั้งหนึ่ง ที่นั่งแถวสุดท้ายถูกจับจองไปหมดแล้ว พอกวาดตาดู ก็พบว่าแถวกลางที่ติดกับหน้าต่างยังเหลือที่ว่างอีกหนึ่งที่ จึงรีบสาวเท้าเข้าไป

        ที่นั่งแถวนี้มีแต่ผู้หญิง หน้าตาไม่เลว เรียกได้ว่าเจริญหูเจริญตาเลยทีเดียว

        แต่ว่าบนโต๊ะอันว่างเปล่านั้น กลับมีแผ่นกระดาษหนึ่งแผ่น เขียนชื่อหลินนั่วอีไว้ ชัดเลยว่าที่นั่งตรงนี้ถูกจองเอาไว้แล้ว ก็คงเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอที่จองที่เอาไว้ให้

        ฉู่เฟิงกลับไม่สนใจ เขานั่งลงท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของหญิงสาวอีกหลายคน จากนั้นเอากระดาษที่เขียนชื่อหลินนั่วอีมาพับเป็นเครื่องบินกระดาษ แล้วปามันออกไปนอกหน้าต่าง

        หญิงสาวเหล่านั้นนิ่งอึ้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ มีคนมาแย่งที่นั่งของหลินนั่วอี นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

        ไม่นานนัก ฉู่เฟิงก็ระลึกได้ว่าหลินนั่วอีคือใคร แต่คิดไปคิดมา ก็ยังคงไม่ลุกขึ้นอยู่ดี

        ตอนนั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าหมดจดงดงาม น่าจะสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร รูปร่างผอมสูง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่อง ดวงตาเป็นประกาย งดงามปานจะกระชากหัวใจผู้คน

        เรียกได้ว่า เธองดงามอย่างยิ่ง หากก็เย็นชาอย่างยิ่งเช่นกัน เธอยืนอยู่ตรงหน้า มองดูฉู่เฟิงอย่างเฉยชา ไม่เอ่ยปากแม้สักคำ

        หญิงสาวหลายคนที่อยู่โดยรอบต่างส่งสายตากดดันไปทางฉู่เฟิง บอกความหมายโดยนัยว่าให้รีบลุกไปเสีย

        แต่ฉู่เฟิงกลับไม่ลุกขึ้น ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน สบตาหลินนั่วอีแล้วก็เปิดหนังสือในมือ

        หลินนั่วอียืนมองเงียบๆ อยู่ชั่วครู่ สุดท้ายไม่พูดอะไรสักคำหมุนตัวเดินจากไป

        เป็นการพบหน้ากันครั้งแรกอย่างไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่ แต่ก็นับว่ารู้จักกันแล้ว จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์

        เอาเข้าจริง ความสัมพันธ์ชายหญิงของพวกเขาตื้นเขินอย่างยิ่ง ไปไหนมาไหนด้วยกันนับครั้งได้ มีครั้งหนึ่งที่ฉู่เฟิงคว้ามือเรียวขาวนวลนั้นมาจับจูง หลินนั่วอีหันมามองเขาทันที จ้องเขาอยู่เป็นนาน

        หากว่าเป็นคนอื่นคงรู้สึกผิดปล่อยมือไปแล้ว

        แต่ฉู่เฟิงเป็นพวกเด็ดขาด หรือจะเรียกว่าหน้าด้านก็ได้ เขาจูงมือเธออย่างนั้นแหละ หันมายิ้มให้ไม่ปล่อยมือเสียอย่าง

        สุดท้ายหลินนั่วอีก็หันหน้ากลับไป ไม่ปฏิเสธ ยอมให้เขาจูงมือ และเพราะครั้งนั้นนั่นแหละ ที่ทุกคนต่างรับรู้กันอย่างชัดเจนว่าพวกเขาคบกัน

        วันนั้น มีคนเห็นกันหลายคน หนุ่มๆ พากันโอดครวญ ก่นด่าฉู่เฟิงว่าหน้าไม่อาย ก็แล้วไง…เขาทำสำเร็จแล้วนี่

        ทว่า ก็ทำได้เพียงเท่านั้น หลินนั่วอียังคงทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบ แม้กระทั่งฉู่เฟิงเองก็ยังรู้สึกได้ว่าเธอรักษาระยะห่าง ที่ห่างอย่างมาก

        มีครั้งหนึ่ง เขาวางมือลงบนไหล่ของเธอ ผลก็คือเธอหันมามองเขาเงียบๆ จ้องเขา จากนั้นหมุนตัวหนีไป

        ตอนนั้น ฉู่เฟิงหัวเราะอยู่ด้านหลัง บอกว่าเธอนางฟ้าไปหน่อย หากเป็นคนอื่นล่ะก็ คงถูกออร่าของเธอกดดัน คบกันได้ไม่ราบรื่นแน่ๆ

        ฉู่เฟิงระลึกถึงอดีตสั้นๆ แล้วรีบดึงสติกลับมาโดยเร็ว

        การสนทนาครั้งนั้น น้ำเสียงของหลินนั่วอีช่างดึงดูด น่าฟังอย่างยิ่ง ทว่าเรียบเฉยออกจะเย็นชาด้วยซ้ำ

        สุดท้าย หลินนั่วอีถามเขาว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ ตอนนี้แหละที่ยิ่งรู้สึกห่างเหิน หลังจากเลิกรากัน ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ไม่เคยลึกซึ้งก็ยิ่งตื้นเขินเข้าไปอีก

        ฉู่เฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่ต้องการ

        แต่ว่า เขานึกถึงพ่อกับแม่

        โลกเปลี่ยนไป เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ทุกหนแห่งล้วนวุ่นวาย บางที่อันตรายด้วยซ้ำ ดีไม่ดีอาจเกิดเหตุร้ายเข้าสักวัน

        ในฐานะที่เป็นคนของเทียนเสินเซิงอู้กรุ๊ป หลินนั่วอีย่อมเข้าใจสถานการณ์ได้ดีกว่าคนอื่นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ครอบครัวของเธอมีความสามารถที่จะตอบรับคำขอของเขา

        ฉู่เฟิงครุ่นคิดแล้วเอ่ย “พ่อกับแม่ของผมอยู่ที่ซุ่นเทียน มหานครทางภาคเหนือ หากว่าเป็นไปได้ ผมอยากขอให้คุณดูแลพวกเขาให้หน่อย”

        เขารู้ เทียนเสินเซิงอู้มีศักยภาพที่จะทำ

        ยามที่ต้องพูดตรงๆ ฉู่เฟิงก็ตรงไปตรงมาอย่างถึงที่สุด ไม่มีปิดบังอำพราง ไม่มีเกรงใจเพียงเพราะเลิกกันไปแล้ว เมื่อเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของพ่อกับแม่ เขาเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา

        แต่เขาก็บอกเธอว่า เขาไม่ได้หวังว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นจากการไหว้วานครั้งนี้

        เขารู้ว่า หลินนั่วอีเป็นคนฉลาด แค่พูดขึ้นมาลอยๆ เธอย่อมเข้าใจ

        หลินนั่วอีนิ่งฟัง สุดท้ายเอ่ยปาก “ได้สิ”

        ฉู่เฟิงก็ไม่กล่าวอะไรอีก เขาสัมผัสได้ถึงความห่างเหิน รู้สึกว่าควรวางสายเสียที

        แต่แล้ว หลินนั่วอีก็เอ่ยปากขึ้นมา “อีกไม่นาน ฉันมีธุระต้องเดินทางไปยังพื้นที่ตอนเหนือของภูเขาไท่หังซาน”

        ฉู่เฟิงยิ้มทันที ความที่เป็นคนเด็ดขาด เขาไม่เคยโดนเธอกดข่มมาแต่ไหนแต่ไร อดไม่ได้ที่จะแหย่เธอ “ผมเคยบอกว่า คุณติดค้างผมอยู่หนึ่งกอด ครั้งนี้จะมาชดใช้ให้ผมเหรอ?”

        ติ๊ด!

        สายถูกตัด การสนทนาจบลง

        ในอำเภอเมือง จั่วจวิ้นลืมตาขึ้นมาด้วยสายตาพร่าเลือน ค่อยๆ ขยับตัว เขารู้สึกว่าศีรษะเหมือนกับจะระเบิดเสียให้ได้ ตรงหน้าเกิดภาพทับซ้อน ทรมานอย่างยิ่ง

        “ฟื้นเสียที!” เสียงคนพูดดังขึ้นพลางถอนใจยาว

        จั่วจวิ้นลุกขึ้นนั่งบนเตียง ร้องอย่างเจ็บปวด เขากุมศีรษะโดยพลัน ผ่านไปนานจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในสมองเต็มไปด้วยเสียงครางหึ่งๆ ความจำสับสนปนเป

        “จั่วจวิ้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

        จั่วจวิ้นเงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม เป็นเด็กสาวผู้หนึ่ง ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ ผมยาวดำขลับ ใบหน้ายิ้มแย้ม

        “จู้ชิงอวี๋” เขาเรียกชื่อหญิงสาว เธอเป็นหนึ่งในสองสุดแข็งแกร่งของทีมเขา

        หญิงสาวผู้นี้ ไม่ว่าจะอารมณ์ดีหรือไม่ดีก็ตาม ใบหน้าจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่เสมอ น้อยครั้งนักที่รอยยิ้มจะจางหายไป

        “นายรู้ไหม นายสลบไปสามวันสามคืนเลยนะ ไปเจออะไรมา?” เสียงชายหนุ่มอีกคนดังมาจากกลางห้อง อายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ผิวขาวผ่อง ดวงตาเล็กเรียวเป็นประกาย มองดูก็รู้ว่าเป็นคนฉลาดเฉลียว

        “เยี่ยเกอ” จั่วจวิ้นเรียก

        สองสุดแข็งแกร่งของทีมอยู่กันครบ เยี่ยเกอกับจู้ชิงอวี๋เป็นผู้รับผิดชอบดูแลทีมนี้

        ในห้องยังมีอีกหลายคน คนหนึ่งด้านหลังมีปีกสีเขียวอมทอง คนหนึ่งมีสองหัว ส่วนอีกคนปลายนิ้วปล่อยแสงสีทองได้

        ในห้องล้วนแต่มีมนุษย์พิเศษ พวกเขามองดูจั่วจวิ้น รอให้เขาเอ่ยปาก

        “ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” จั่วจวิ้นพยายามนึก หากเจ็บศีรษะอย่างยิ่ง อย่างไรก็นึกไม่ออก

        “พวกเรามาเขาไท่หังซาน เพื่อมาตามหาลูกไม้ประหลาดไม่ใช่เหรอ ฉันนึกได้แค่นี้ นอกนั้นมึนไปหมดแล้ว” จั่วจวิ้นตอบ เหงื่อเย็นๆ อาบอยู่บนใบหน้า

        เมื่อนึกย้อนกลับไปก็กินแรงอย่างยิ่ง สีหน้าเขาเผยแววเจ็บปวด

        ทุกคนล้วนตกใจ เหมือนว่าเขาสูญเสียความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เขาพูดถึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

        “นายน่าจะไปเจอยอดฝีมือเข้า แล้วแปลงเป็นร่างยักษ์ แต่ก็ยังคงถูกโจมตี ส่วนหัวได้รับการกระทบกระเทือนจนสูญเสียความทรงจำไป” เยี่ยเกอตอบ ดวงตาเล็กเรียวทอประกายสีม่วง จากนั้นคาดเดาต่อ “น่าจะเป็นคน เพราะถ้าเป็นพวกสัตว์ร้าย นายกลายเป็นอาหารของพวกมันไปแล้ว”

        “จั่วจวิ้น นายไปก่อเรื่องอะไรเข้าหรือเปล่า?” จู้ชิงอวี๋เอ่ย รอยยิ้มยังเกลื่อนอยู่บนใบหน้า “หลังจากกลายเป็นมนุษย์พิเศษ พวกนายค่อนข้างจะอวดดี คิดว่าไม่มีคนกำราบนายได้งั้นสิ?”

        “ฉัน…เปล่าสักหน่อย?” จั่วจวิ้นปฏิเสธ

        “ยังจะเปล่าอีก ไม่เฉพาะนายนะ พวกนายก็ด้วยอย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ช่วงที่ผ่านมาเข้าๆ ออกๆ เมืองใหญ่แต่ละที่ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทำอะไรตามอำเภอใจ ดูถูกดูแคลนคนธรรมดา” จู้ชิงอวี๋น้ำเสียงเย็นชา กวาดตามองดูทุกคน แล้วพูดว่า “หลังจากตื่นรู้ ก็ได้รับพลังเหนือจินตนาการในเวลาอันสั้น พวกนายเสียคนกันหมดแล้ว”

        “ชิงอวี๋พูดถูก ตอนนี้คนที่ตื่นรู้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกนายอย่าได้นึกว่าตัวเองไร้เทียมทาน ต่อให้ยังไงก็ยังไม่ใช่เทพ?” เยี่ยเกอพูด

        “พวกเราตื่นรู้ก่อน ล่วงหน้าไปหลายก้าว หากจะมีใครสักคนที่กลายเป็นเทพ ก็ต้องอยู่ในกลุ่มพวกเราแน่นอน” บางคนไม่เห็นด้วย

        “หุบปาก!” จู้ชิงอวี๋ตวาด

        เยี่ยเกอเอ่ย “ช่วงนี้ทำตัวดีๆ หน่อย หลังจากนี้ไม่นาน คนสำคัญจากเบื้องบนจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง”

        “เทพปีกเงินหรือ?” มีคนถาม

        “ทำงานของตัวเองให้ดี ไม่ต้องยุ่งเรื่องอื่น ส่วนเรื่องจั่วจวิ้น ต้องสืบรู้ให้ได้ ก็รู้กันอยู่ว่าจั่วจวิ้นไม่ได้อ่อนแอ เขาแข็งแกร่งมาก แต่กลับถูกเล่นงานยับจนสูญเสียความทรงจำ” เยี่ยเกอขมวดคิ้ว

        เมืองชิงหยาง ฉู่เฟิงซ้อมมวยเสร็จแล้ว สังเกตเห็นว่าในแปลงดอกไม้เต็มไปด้วยหญ้า ช่วงที่ผ่านมา อากาศเปลี่ยนแปลง ต้นไม้ใบหญ้าเจริญเติบโตกันอย่างบ้าคลั่ง ในสวนรกเรื้อไปด้วยต้นหญ้า

        “เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้เป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ย?” เขาฉุกคิดขึ้นมาได้

        แรกเริ่มเดิมที ในแต่ละวันเขาเทียวไปเทียวมาดูอยู่หลายรอบ หวังว่าเมล็ดพันธุ์ลึกลับทั้งสามจะงอกโดยเร็ว แต่หลายวันผ่านไปกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็หมดความสนใจ

        โดยเฉพาะในช่วงหลายวันนี้ ที่หลากหลายเรื่องราวประเดประดังเข้ามา จนเขาลืมเรื่องเมล็ดพันธุ์ทั้งสามไปเสียสิ้น

        “นับเวลาดู ก็น่าจะงอกเป็นต้นอ่อนได้แล้วนะ?” ฉู่เฟิงคาดหวัง วิ่งเหยาะๆ ไปที่แปลงดอกไม้

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ซากเทวะhttps://bit.ly/2Gah7vG

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/560

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม