0 Views

         ถนนหนทางเงียบสงบ หลายวันที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่าผู้คนต่างก็ผ่านด่านความกดดันทางใจมากันบ้างแล้ว จึงไม่ค่อยหวาดหวั่นขวัญผวากันเท่าไหร่ เสียงร้องไห้ของผู้หญิงและเด็กก็ลดน้อยลง

         ฉู่เฟิงเดินไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินสู่บ้านของตัวเอง ที่นี่ตั้งอยู่สุดทิศตะวันออกของเมืองนี้ ติดๆ กันคือป่าผลไม้ที่เงียบสงัดอย่างยิ่ง

         หวงหนิวจะก่อเรื่องหรือเปล่านะ? เขาออกจะเป็นกังวล ไอ้หมอนี่ไม่ใช่พวกทำตัวเรียบร้อยเสียด้วย ถึงจะกำชับนักกำชับหนาว่าถ้ามีคนมาให้รีบซ่อนตัวเสีย

         แต่ก็ใช่ว่าไอ้หมอนี่จะเชื่อฟัง

         ความที่มันสะดุดตาเกินไป สีทองอร่ามไปทั้งตัว อีกทั้งเขาทั้งสองข้างก็อย่างกับหล่อด้วยทองคำ ใครดูก็รู้ว่าไม่ธรรมดา

         ในสวนเงียบสงบ ไม่มีทั้งเสียงคนและเสียงวัว ฉู่เฟิงระบายลมหายใจเบาๆ

         พอเดินผ่านประตูสวนเข้าไป เขากลับไม่เห็นผู้ใด อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่น มีคนมาตามหาเขาไม่ใช่หรือ อย่างนั้นก็ไม่ควรจะรีบด่วนจากไปสิ

         ฉู่เฟิงประหลาดใจอย่างยิ่ง เป็นใครกันแน่ที่วิ่งมาหาเขาที่นี่ ภายใต้สถานการณ์ที่ถนนระหว่างเมืองถูกตัดขาด เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกแห่งหน ทั้งยังเต็มไปด้วยอันตรายนานัปการ

         ครั้งนี้ เขาไม่อยากพลาดเขาต้องรู้ให้ได้

         ทันใดนั้น ที่ระเบียงห้องหนังสือบนชั้นสองก็ปรากฏเงาคน เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนจางยืนมองเขาอย่างประเมิน

         ฉู่เฟิงชักรู้สึกไม่ชอบใจ เขาไม่เคยเจอคนผู้นี้มาก่อน คนแปลกหน้าบุกรุกเข้าไปในห้องหนังสือของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่สนใจความรู้สึกของเจ้าของบ้าน เสียมารยาทอย่างมาก

         โดยเฉพาะ คนผู้นี้สงบอย่างยิ่ง ยืนเงียบอยู่ตรงนั้นโดยไม่เอ่ยปากแต่อย่างใด เอาแต่มองเขาอย่างเฉยเมย อย่างกับเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

       “คุณเป็นใคร?” ฉู่เฟิงถาม นี่คือหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่ลุงหลิวพูดถึงอย่างนั้นหรือ? แต่เขากลับไม่รู้จักคนผู้นี้

         “จั่วจวิ้น” เด็กหนุ่มตอบ จากนั้นกระโดดลงมาจากระเบียงชั้นสอง ท่วงท่าปราดเปรียว งดงาม

          เขามีรูปร่างสูงปานกลาง ผิวสีน้ำตาลเข้ม ผมตัดสั้น ดวงตาเป็นประกาย ไม่ถึงกับหล่อเหลา หากก็มีมาดให้ความรู้สึกดุดัน

         เด็กหนุ่มผู้มีนามว่าจั่วจวิ้นนี้ แลดูไม่ธรรมดาเลย อย่างกับเป็นคนของกองทัพที่รอนแรมอยู่ในป่าลึกอย่างนั้นแหละ

         แต่ก็แค่ดูเหมือนเท่านั้น ไม่น่าจะใช่ทหารจริง บนตัวเขามีความฮึกเหิมเป็นความหยิ่งในตัวเอง เพียงดูก็รู้ว่าไม่ใช่พวกที่ยินยอมรับฟังคำสั่งจากใคร

         “ผมไม่รู้จักคุณ” ฉู่เฟิงจ้องเขา

         “ตอนนี้ก็รู้จักแล้วไม่ใช่เหรอ?” จั่วจวิ้นตอบ เขานิ่ง ดวงตากวาดมองฉู่เฟิงอย่างประเมิน

         ฉู่เฟิงไม่พอใจอย่างยิ่ง นี่เป็นบ้านของเขา แต่คนคนนี้กลับวางท่าเป็นเจ้าของบ้าน ไม่ไว้หน้าเขาสักนิด ทั้งยังคุกคามเขาอีก

         “ถ้าคุณไม่มีธุระอะไร เชิญออกไปได้ ผมไม่เคยรู้จักคุณ!” ฉู่เฟิงออกปากไล่แขก

         “นายคิดว่าฉันอยากมาที่โทรมๆ อย่างนี้เหรอ ก็แค่รับคำไหว้วานให้มาดูว่านายเป็นยังไงบ้างก็เท่านั้น” จั่วจวิ้นตอบ

         “รับคำไหว้วาน?”

         จั่วจวิ้นไม่ตอบ เดินวนเวียนรอบตัวฉู่เฟิง ประเมินเขาอย่างไม่ไว้หน้า ตั้งแต่แรกเจอหน้าก็สำรวจตรวจตรา ตอนนี้ยิ่งหนักข้อเข้าไปใหญ่

         “ก็ดูฉลาดอยู่หน่อยๆ นอกจากนี้ ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร” จั่วจวิ้นลงความเห็น

         “คิดเองเออเอง” ฉู่เฟิงไม่พอใจอย่างมาก เพิ่งเจอกัน ยังไม่ทันได้รู้จักมักจี่อะไร คนคนนี้กลับมาตัดสินเขาอย่างนี้

         “ทนฟังหน่อย ฉันพูดความจริง ที่บอกว่านายไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนี่ ก็ถือว่าไว้หน้านายแล้วนะ” จั่วจวิ้นพูดอย่างไม่เกรงใจ แววตาคมกริบกดดันฉู่เฟิง “คนอย่างนายน่ะ เรียกได้แค่ว่าธรรมดา โลกเปลี่ยนไปแล้ว ฉันว่า ต่อไปถ้าไม่มีเหตุพลิกผันอะไร นายก็เป็นได้แค่ระดับล่างสุดเท่านั้นแหละ”

         “นายเป็นบ้าหรือเปล่า?” ฉู่เฟิงไม่พอใจถึงขีดสุด คนผู้นี้ใช้น้ำเสียงสั่งสอนคน อย่างกับว่าตัวเองช่างสูงส่ง บงการชีวิตเขาได้อย่างนั้น

         “รีบออกไปซะ!” ฉู่เฟิงชี้ไปทางประตูสวน

         “ออกไป?” จั่วจวิ้นตาส่องประกายคมปลาบ เหมือนกับจะมีเข็มพุ่งออกมา ประกอบกับผิวสีน้ำตาลเข้ม ผมที่ตัดสั้นเกรียน เพียงมองก็รู้สึกว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งคนหนึ่ง

         “อย่างนายน่ะ กล้าใช้คำพูดพวกนี้กับฉันเรอะ?” เขาส่ายหัว อย่างกับรู้สึกขันเสียเต็มประดา

         “นายรู้สึกว่าตัวเองวิเศษนักหรือ ถือดียังไงวิ่งมาอวดเก่งถึงในบ้านฉัน?” ฉู่เฟิงบังคับตัวเองอย่างสุดความสามารถ เขาไม่ต้องการลงมือกับคนคนนี้ แค่ต้องการให้เขารีบไปให้พ้น

         “นายคิดว่าฉันว่างนักหรือไง เทือกเขาไท่หังซานกว้างใหญ่ไพศาล เป็นถึงหนึ่งในภูเขาเลื่องชื่อแห่งแผ่นดิน อีกทั้งตอนนี้ทุกแห่งหนล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรล้ำค่า เวลาของชั้นก็มีค่า หากไม่เพราะคนผู้นั้นยิ่งใหญ่มากพอ พวกเราก็ไม่รับปากแวะที่นี่กลางทางเพื่อมาดูแลนายหรอก” จั่วจวิ้นแค่นเสียงเย็นชา

         “นายไปได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาดูแลฉัน” ฉู่เฟิงขมวดคิ้ว จ้องจั่วจวิ้นเขม็ง คนดูแลพรรค์นี้ใครจะอยากได้ รังแต่จะเหม็นขี้หน้า

         ฉู่เฟิงไม่สนใจเขาอีกต่อไป เดินขึ้นชั้นบนตรงไปยังห้องหนังสือ ในนั้นมีแผ่นกระดาษที่เขาสอนหนังสือหวงหนิวอยู่ด้วย ซึ่งก่อนหน้าจั่วจวิ้นก็ได้เข้ามายังห้องนี้แล้ว

         จั่วจวิ้นแสยะยิ้ม พูดว่า “จนกระทั่งตอนนี้นายก็ยังไม่รู้ว่านี่มันยุคอะไรแล้ว ก็จริงนะ สำหรับคนระดับล่างสุดอย่างนาย ยังไงก็ไม่มีทางเผยอขึ้นมาข้างบนหรอก ก็ได้แต่รู้เรื่องทีหลัง ไม่มีทางรู้หรอกว่าระยะระหว่างนายกับฉันมันห่างไกลกันขนาดไหน”

         เขาทำตามอำเภอใจ ถือวิสาสะเดินตามฉู่เฟิงเข้ามาในห้องหนังสืออีกครั้ง

         “ไปให้พ้น!” ฉู่เฟิงตวาดไล่ เขาทนมาเกินพอแล้ว

         “งี่เง่า!” สีหน้าจั่วจวิ้นเปลี่ยนเป็นเย็นชา พูดว่า “นายนี่ไม่รู้อะไรซะเลย”

         จากนั้น สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นดูแคลน “ที่ผ่านมานายมันก็แค่โชคดีที่ไปรู้จักคนผู้นั้นเข้าเท่านั้นแหละ มาตอนนี้เจ้าตัวดันมานึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนเข้า แต่ต่อไปก็ไม่จำเป็นแล้ว ระยะห่างระหว่างเทพเจ้ากับยาจกมันห่างกันแค่ไหนรู้ไหม? ก็แค่ผ่านมาพบเจอกันชั่วคราวในช่วงเวลาที่สับสนก็เท่านั้น ระยะห่างจากนี้ไปสิ ถึงจะเรียกว่าห่างไกลสุดประมาณ ให้ยังไงก็ข้ามผ่านไปไม่ได้”

         ฉู่เฟิงมองหน้าเขาอย่างสงบ พูดว่า “พ่นจบแล้วใช่ไหม? ไสหัวไป!”

         “ไม่ต้องมาตะโกนใส่ฉัน ตอนนี้นายยังไม่รู้อะไร ระยะห่างระหว่างพวกฉันกับคนธรรมดา ให้ตายนายก็ไม่มีสิทธิ์มาล่วงเกิน” จั่วจวิ้นตอบกลับเสียงเย็นชา

         จากนั้น เขามองฉู่เฟิงแล้วพูดว่า “ไปเก็บของ แล้วไปตัวอำเภอกับฉัน”

         ฉู่เฟิงข่มโทสะที่พุ่งขึ้นมาให้บรรเทาลงแล้วถาม “ทำไมต้องไปที่นั่น?” เขาควบคุมตัวเอง เพราะต้องการรู้สถานการณ์

          “พื้นที่ภูเขาไท่หังซานอุดมสมบูรณ์ ฉันกับพรรคพวกมาที่เทือกเขาไท่หังซาน รับผิดชอบพื้นที่แถบนี้ แล้วตอนนี้ก็พักอยู่ในตัวอำเภอ จะได้คุ้มครองนายไง รับคำไหว้วานเขามาแล้ว ก็ต้องทุ่มเทหน่อย” จั่วจวิ้นตอบเรียบๆ

         มีกลุ่มคนจากภายนอกเข้าใกล้ภูเขาไท่หังซานงั้นหรือ? ประกายตาฉู่เฟิงหดวูบ

         “ฉันอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ไปที่ตัวเมืองหรอก” ฉู่เฟิงปฏิเสธ ทั้งยังถามกลับ “พวกนายเป็นใครกันแน่?”

         ถึงเขาจะพอเดาออก แต่ก็อยากได้คำยืนยัน

         “คนธรรมดาอย่างนาย ไม่จำเป็นต้องรู้เยอะหรอก โลกของพวกเราไม่ใช่ที่ที่พวกนายจะเอื้อมไปถึง ว่านอนสอนง่ายหน่อยดีกว่า ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาของนายไปเถอะ ประเดี๋ยวตามฉันไปก็แล้วกัน” จั่วจวิ้นเหยียด ความอดทนของเขาหมดลงแล้ว

         “นายไปตอนนี้ได้เลย ฉันไม่ไปกับนาย” ฉู่เฟิงเดินออกจากห้องหนังสือ

         “นายนี่มันไม่รู้จักฐานะของตัวเอง ไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย หรือว่าอยากให้คนอื่นๆ มาต้อนรับงั้นหรือ  ถ้าอย่างนั้น ก็ได้แต่บอกว่านายมันโง่สิ้นดี!” จั่วจวิ้นเอ่ย

         “เอ๊ะ?”

         พอเดินผ่านห้องนอนของฉู่เฟิง จั่วจวิ้นเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ ก็เห็นกระบี่สั้นสีดำเข้า เขาชะงักทันควัน จากนั้นก้าวยาวๆ เข้าไปหามัน

         “อย่ามายุ่ง!” ฉู่เฟิงตอบสนองว่องไว ก้าวตามไปคว้ามือไว้ทันที

         “ตัวกระบี่นี่ดูเก่าแก่ ท่าทางไม่ธรรมดาเลย นายไปเก็บมาจากที่ไหนล่ะสิ? เอามาฉันจะดู!” จั่วจวิ้นพูดเสียงต่ำ วางท่าเต็มที่ แทบจะออกคำสั่ง

         กระบี่สั้นสีดำ ยาวประมาณหนึ่งฟุตกว่า เป็นเล่มที่ฉู่เฟิงได้มาจากศพโบราณที่ถูกห้อยแขวนลงมาอย่างลึกลับจากเถาวัลย์ยักษ์บนรถไฟ

         ในตอนนั้น ดาวเทียมดวงหนึ่งก็ถูกเถาวัลย์เกี่ยวพันลากตกลงมา ตอนนั้นเขาตื่นตระหนกอย่างมาก

         “ของของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย” ฉู่เฟิงปฏิเสธ

         “ตัวกระบี่ไม่เลวเลย ท่าทางเป็นของเก่า ไม่ใช่ของธรรมดาพื้นๆ ด้วย อย่างนี้ก็แล้วกัน นายให้ฉันเป็นของขวัญแรกรู้จักกันก็แล้วกัน ต่อไปฉันก็จะใส่ใจนายขึ้นอีกหน่อย ทิ้งของอย่างนี้ให้อยู่ในมือคนพื้นๆ อย่างนายนี่มันน่าเสียดาย เหมือนตาบอดได้แว่น”

         จั่วจวิ้นพูดจาไม่มีเกรงอกเกรงใจ นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยมีความรู้สึกห่วงกังวล ทั้งยังเต็มไปด้วยอัตตา คำพูดเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกระคายหูอย่างยิ่ง

         ฉู่เฟิงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่ปริปากพูดอะไร

         จั่วจวิ้นคนนี้บอกว่าได้รับคำไหว้วานให้มาดูแลเขางั้นรึ? มันน่ารังเกียจจริงๆ มาถึงก็จะมาแย่งกระบี่สั้นสีดำของเขา

         “ส่งมา!” จั่วจวิ้นยื่นมือมา ทั้งยังออกคำสั่ง

         ฉู่เฟิงไม่มองเขา สีหน้าเย็นชา

         จั่วจวิ้นพลันยื่นมือออกมาคว้าไปเอง ตั้งแต่เห็นกระบี่เล่มนี้ เขาก็รู้ทันที นี่ไม่ใช่กระบี่ธรรมดา จะให้ตกอยู่ในมือของคนธรรมดาได้อย่างไร?

         ตึง!

         วินาทีนั้น ฉู่เฟิงหมดความอดกลั้น และไม่คิดจะอดทนอีกต่อไป ในระยะประชิดเช่นนี้ หนึ่งหมัดทะลวงเข้าโจมตีที่ท้องน้อยของจั่วจวิ้น ร่างของเขาตัวงอเหมือนกุ้ง พุ่งลอยออกไป เสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

         ใบหน้าของจั่วจวิ้นขาวซีด ฉายแววเจ็บปวด เขาตกใจอย่างมากและไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตัวเขาถูกคนธรรมดาที่ถูกลดชั้นเป็นพวกชั้นล่างทำร้ายบาดเจ็บ

         พละกำลังของฉู่เฟิงนั้นมากกว่าคนทั่วไปถึงสิบสองเท่า บัดนี้กายเนื้อโปร่งแสงเรืองรอง กลิ่นหอมอ่อนๆ กรุ่นกำจายไปทั่ว หากเป็นในยุคโบราณ สิ่งนี้เรียกว่า กายเนื้อเป็นกายทิพย์

         พลังจากหมัดนี้ทรงพลังรุนแรงอย่างยิ่ง!

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ซากเทวะhttps://bit.ly/2Gah7vG

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/560

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม