0 Views

         ฉู่เฟิงยืนทื่อเป็นสากกะเบืออยู่ตรงนั้น ตาค้างจ้องมองหวงหนิวที่กำลังออกหมัดอยู่ในสวน ไอ้หมอนี่…มหัศจรรย์เป็นบ้า!

         สองขาหลังของหวงหนิวยืนอยู่บนพื้นอย่างมั่นคง กระฉับกระเฉง ยามย่างก้าวตามกระบวนท่า รวดเร็วว่องไว ทั้งยังพลิ้วไหว นี่มันไม่เหมือนกับวัวเลยสักนิด

         ฉู่เฟิงยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง พิศวงเป็นอย่างมาก

         หวงหนิวปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่หยุดมือ สีหน้ามันเย่อหยิ่ง เป็นความเชื่อมั่นในตัวเองที่ไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ กระบวนท่าหมัดทรงพลังรุนแรงขึ้นในพริบตา

         ร่างกายของมันแข็งแรงสมบูรณ์ ประเดี๋ยวก็รวดเร็วประหนึ่งพญาครุฑพุ่งลงโฉบเหยื่อ รุนแรงจนมิอาจต้านทาน ประเดี๋ยวก็ดุดันประหนึ่งเทาเที่ย1กลืนสวรรค์ เหี้ยมโหดเหลือประมาณ เสียงดังสนั่นสะท้านสะเทือน แรงกดดันเต็มไปทั่วอาณาบริเวณ

         ฉู่เฟิงตะลึงงัน วิชาหมัดของหวงหนิวช่างน่าสะพรึงกลัว ถึงแม้จะไม่ได้ประมือ แต่เขาก็รู้ว่ามันร้ายกาจอย่างยิ่ง

         หวงหนิวลอยหน้าลอยตา วาดฝีไม้ลายมืออย่างภูมิใจ พิสดารขึ้นเรื่อยๆ แต่พอมันเหลือบมองฉู่เฟิงอีกครั้ง สีหน้าก็ค้างแข็งเมื่อเห็นว่าสองมือของฉู่เฟิงว่างเปล่า ไม่มีเครื่องมือสื่อสารกลับมาด้วย

         มันหยุดหมัดทันควัน ไม่สนใจฉู่เฟิงอีก

         ฉู่เฟิงยังงุนงง ทำไมถึงหยุดเอาดื้อๆ ล่ะ? เขายังดูไม่สะใจเลย วิชาหมัดเมื่อกี้ช่างพิสดารจริงๆ

         ในชั้นแรกเขาก็ยังบื้ออยู่ ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ หวงหนิวก็เทซะงั้น แต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาพิฆาตของหวงหนิวที่มองเขาอย่างคาดคะเน เหมือนกำลังดูบางอย่างให้แน่ใจ เขาก็ถึงบางอ้อ

         ไอ้หมอนี่มันจำเรื่องเครื่องมือสื่อสารได้จริงๆ ด้วย

         “หวงหนิว ฉันไปดูเครื่องรุ่นใหม่สุดมาให้แกแล้วนะ เอาแบบเริดหรูดูดีมีสไตล์เลย แต่เมื่อกี้เงินไม่พอ ฉันเลยต้องกลับมาหยิบเงินที่บ้าน เดี๋ยวไปซื้อมาให้น่า”

         หวงหนิวหูตั้ง พอเขาพูดจบปุ๊บ มันฉีกยิ้มปั๊บ ไม่รู้มันยิ้มเยาะหรือยิ้มดีใจกันแน่

         ฉู่เฟิงแอบด่ามันในใจ ไอ้วัวบ้านี่มันรู้ทัน

         พร้อมกันนั้น หวงหนิวก็ทำท่าออกหมัดอีกสองสามครั้ง สุดท้ายพ่นลมหายใจยาว สิ้นสุดการฝึก เป็นการหาทางลงสวยๆ ให้ตัวมันเอง

         ฉู่เฟิงพูดไม่ออกจริงๆ หยุดกลางคันไปแล้วนี่ ยังมีการหา “ท่าจบ” อีกแน่ะ?

         ทว่า เห็นท่าทางไม่รู้ไม่ชี้ของหวงหนิวอย่างนี้ เขาก็แกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นบ้าง

         “มอ!”

         หวงหนิวเห็นเขายืนนิ่งไม่ขยับ ก็ส่งเสียงร้อง ชัดเลย มันเร่งเขา

         ฉู่เฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนตัวออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังร้านขายของเก่าที่ห่างออกไปสองสามร้อยเมตร พอโผล่เข้าไปในร้านก็ตะโกนลั่น “ลุงหลิวฮะ ขอซื้อเครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่าสุดถูกสุดฮะ”

         “เสี่ยวฉู่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะนี่?” ลุงหลิวขยับแว่นสายตายาวหนาเตอะ มองฉู่เฟิงพลางยิ้มจนตาหยี

         “ไม่กี่วันก่อนฮะ ไม่เจอตั้งนานแน่ะลุงหลิว เป็นอย่างไรบ้างฮะ?” ฉู่เฟิงยิ้มแย้ม เอ่ยถาม

         “ก็เรื่อยๆ แต่ว่า เธอจะเอาเครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่าไปทำไมกัน คนหนุ่มสมัยนี้เขาชอบรุ่นออกใหม่ไม่ใช่เหรอ?” ลุงหลิวไม่เข้าใจ

         “ผมต้องใช้น่ะฮะ ถึงตกรุ่นก็ไม่เป็นไรฮะ ขอให้ดูใหม่เอี่ยมเป็นพอ!” ฉู่เฟิงเน้น

         “ถึงที่นี่จะเป็นร้านขายของเก่า แต่เครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่าน่ะ ไม่ค่อยมีคนอยากซื้อหรอก เลยมีอยู่ไม่กี่เครื่อง” ลุงหลิวตอบ

         เขาเปิดนู่นรื้อนี่ สุดท้ายหามาให้สองสามเครื่อง ของพวกนี้ยามปรกติขายไม่ออก นอกเสียจากจะเป็นพวกอนุรักษ์ของเก่าที่ซื้อไปสะสม ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีราคาค่างวดอะไร

         ฉู่เฟิงสะดุดตาที่เครื่องใหญ่ที่สุด หากยังดูใหม่เอี่ยม นอกจากหน้าจอแล้ว ตัวเครื่องทั้งหมดสีเงินแวววาว

         “ตัวนี้เลยฮะ!”

         “ลุงว่านะ เสี่ยวฉู่ ตัวนี้ดูใหม่ก็จริง แต่ไม่แรงเท่าเครื่องอื่นนะ” ลุงหลิวเอ่ย

         “ไม่เป็นไรฮะ ยิ่งดีใหญ่ ขอให้ดูใหม่เป็นพอ!” ฉู่เฟิงปิดดีล เอาตัวนี้แหละ

         ลุงหลิวไร้คำพูด แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรได้

         สุดท้าย พอฉู่เฟิงจะจ่ายเงิน เขาก็โบกมือ “ช่างเถอะ เครื่องนี้เอาไว้ที่นี่ก็เปลืองที่ทาง ให้เธอไปเลยยังดีเสียกว่า”

         “ดีเลย ลุงหลิว ไว้คราวหน้าผมหาเหล้าชั้นเยี่ยมมาฝากนะฮะ” ฉู่เฟิงก็ไม่เกรงใจ

         “จริงสิ เสี่ยวฉู่ ก่อนที่เธอจะกลับมานี่ มีวัยรุ่นหลายคนมาที่เมืองนี้ ตอนเดินผ่านที่นี่ ฉันได้ยินว่าพวกเขามาตามหาเธอนะ”

         ก่อนที่ฉู่เฟิงจะออกจากร้าน ลุงหลิวพูดเรื่องนี้ขึ้นมา

         เขาอึ้งไปทันที ใครกันที่ตามหาเขา? หากว่าเป็นเพื่อนหรือเพื่อนนักเรียน ก็น่าจะติดต่อหาเขาก่อน

         “วัยรุ่นพวกนั้นดูท่าทางไม่ธรรมดาเลย ในนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง สวยหยาดเยิ้มเลยล่ะ” ลุงหลิวเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น

         ฉู่เฟิงพกเอาความสงสัยออกจากร้านไป เขาเดาไม่ออกจริงๆ ว่าใครกันที่ตามหาเขา

         “หวงหนิว ดูนี่ ฉันหาเครื่องใหม่อย่างหรูมาให้แกแล้ว นี่ดีกว่าของฉันอีกนะเนี่ย” พอย่างเท้าเข้าไปในสวน ฉู่เฟิงก็ตะโกนเรียกมันเสียงดัง

         หวงหนิวรีบพุ่งมาทันที สองขาหลังยืนขึ้น สองขาหน้าคว้าเครื่องมือสื่อสารไปกอดแน่น

         มันมองดูเครื่องมือสื่อสารของเครื่องใหม่เอี่ยมอ่องของมันทีหนึ่ง มองดูเครื่องของฉู่เฟิงอีกทีหนึ่ง แล้วยิงฟันยิ้มเยาะ

         “แกไม่ต้องยิ้มจริงใจอย่างนั้นก็ได้นะ นี่ฉันซื่อเครื่องใหม่สุดหรูให้แกอย่างนี้แล้ว แกยังจะมาดูถูกฉันอีกเรอะ? เออ ช่างเหอะ ฉันมันใจกว้างอยู่แล้ว ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับแกหรอก เร็วเข้า สอนวิชาหมัดมวยนั่นให้ฉันหน่อย” ฉู่เฟิงพูด

         หวงหนิวไม่สนใจเขา วางเครื่องมือสื่อสารบนโต๊ะหิน กีบคู่หน้าสีทองเรืองรองเคาะหน้าจอง่วน

         สุดท้ายมันโมโห เพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น  มันหันมามองแรงฉู่เฟิง จมูกมีควันพวยพุ่ง

         “ไม่มีแบตไง” ฉู่เฟิงมองมันเคาะหน้าจอง่วนอยู่เงียบๆ จนตอนนี้ค่อยเอ่ยขึ้นมาช้าๆ

         “มอ!”

         หวงหนิวค่อยๆ กอบเครื่องมือสื่อสารสุดหรูขึ้นอย่างระมัดระวัง ส่งให้ฉู่เฟิงอย่างทะนุถนอม ให้เขาเอาไปชาร์จแบต

         แต่พอมันเห็นฉู่เฟิงโยนเครื่องมือสีเงินของมันลงบนโต๊ะหนังสือในห้องอย่างไม่ใส่ใจ แถมยังต่อปลั๊กไฟเข้ากับตัวเครื่องอย่างส่งๆ มันก็จ้องเขาตาแทบถลน

         ความหมายก็คือ ระวังหน่อยซี่ อย่าทำเครื่องสุดหรูของมันเป็นรอยนะ พร้อมกันนั้นก็มองเหยียดๆ ไปยังเครื่องของฉู่เฟิง

         ระหว่างชาร์จแบตเตอรี่ หวงหนิวก็เริ่มเคาะหน้าจอวุ่นวาย แต่แล้วก็มีปัญหาจนได้ ภาษาที่ไม่เข้าใจ ตัวอักษรที่ไม่รู้จัก ถึงมันจะสนใจอย่างมาก แต่ก็นับเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งเวลาใช้งาน

         มันรี่เข้ามาหาเขา ร้องเรียกอยู่พักหนึ่ง ฉู่เฟิงเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเข้าใจว่ามันต้องการอะไร

         “แกอยากทำอะไร ให้ฉันเอารายชื่อของฉันใส่ในเครื่องของแกเรอะ? แกไปให้ห่างฉันเลย!” ฉู่เฟิงนึกถึงเรื่องคราวก่อนขึ้นมาก็ปวดใจ

         หวงหนิวรู้สึกสนใจอย่างมากที่เจ้าเครื่องนี้สามารถติดต่อกับคนที่อยู่ห่างไกลออกไปได้ แต่จะให้ฉู่เฟิงยินยอมได้อย่างไรกัน

         พอคำขอนี้ไม่สัมฤทธิ์ผล มันก็ให้ฉู่เฟิงสอนวิธีดูรายงานข่าวภาพเคลื่อนไหว

         “ถ้าแกรู้ตัวอักษร ทุกอย่างก็ง่ายเลยล่ะ จะโทรศัพท์ จะดูวีดีโอ จะอ่านข่าว ล้วนแต่ไม่เป็นปัญหาเลย” ฉู่เฟิงค่อยๆ โน้มน้าวมันทีละขั้น เรื่องนี้เขาวางแผนเอาไว้แล้ว

         แน่นอน หวงหนิวผงกหัว มันมาที่โลกนี้อย่างมีเป้าหมาย ถ้าหากว่าสามารถเรียนรู้ตัวอักษรของอีกโลก แล้วก็มีเครื่องมือสื่อสารอยู่ในมือ มันรู้สึกว่าทุกอย่างย่อมสะดวกง่ายดายขึ้นมาก

         “งั้นแกสอนมวยฉัน ฉันสอนหนังสือแก” ฉู่เฟิงยิ้มตาหยี

         หวงหนิวจ้องเขาตาถลน ร้องมอๆ อยู่หลายคำ อย่างกับจะพูดว่า นี่นายวางแผนไว้งั้นเรอะ!

         “จะว่าไป มันก็มีประโยชน์ต่อแกนะ โลกนี้อีกหน่อยก็ไม่สงบอย่างนี้แล้ว ฉันก็แค่อยากป้องกันตัวเองให้อยู่รอดให้ได้ จะได้พาแกไปเขาคุนหลุน ไปหาต้นไม้ประหลาดนั่นได้ไง” ฉู่เฟิงเอ่ย

         หวงหนิวยื่นขาหน้าข้างหนึ่งออกมา ชี้โบ๊ชี้เบ๊มาทางเขาอยู่นั่นแหละ สุดท้ายถลึงตาโปนๆ แล้วผงกหัวในที่สุด ถือเสียว่าพบกันครึ่งทาง

         ฉู่เฟิงฝึกซ้อมวิชาหมัดมวยตลอดเวลาสามวัน แต่ว่าวิชาหมัดชุดแรกนั้นยากเย็นยิ่งนัก  ทุกครั้งที่ออกท่าจะต้องส่งพลังอันรุนแรงออกไปด้วย

         ก่อนนี้เขาเคยฝึกศิลปะป้องกันตัวหลากหลายรูปแบบ ฝีมือไม่ธรรมดา แต่เมื่อหัดวิชาหมัดนี้กลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง ทุกครั้งที่ออกท่า จะรู้สึกได้ว่าบนหมัดมีพลังแปลกประหลาดคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง

        ที่พิเศษก็คือ ตอนที่หวงหนิวให้เขาปล่อยหมัดในขณะที่หายใจด้วยเคล็ดพิเศษนั่น จะยิ่งพิสดารขึ้นไปอีก ในบางครั้งจะเกิดเสียงดังสนั่นอย่างน่าตกใจ

        ฉู่เฟิงตื่นเต้นยินดี หมกมุ่นอยู่กับการฝึก

         หลายวันมานี้ หวงหนิวจำตัวอักษรได้ไม่น้อย เรียกได้ว่าฉลาดเลยทีเดียว ฉู่เฟิงเลยไม่กล้าที่จะสอนมันมากนัก เรียกให้สวยๆ หน่อยก็คือให้มันมีพื้นฐานที่ดีก่อน แต่จริงๆ แล้วฉู่เฟิงกลัวว่ามันจะเบี้ยวไม่ยอมสอนวิชาหมัดให้เขามากกว่า

         ในสามวันนี้ ตาอ้วนโจวที่อยู่ในอำเภอเมืองแทบเป็นบ้า

         ก็เพราะ รายชื่อเพียงหนึ่งเดียวในเครื่องของหวงหนิวตอนนี้ก็คือโจวเฉวียน ซึ่งฉู่เฟิงเป็นคนใส่ข้อมูลให้มันเอง สามวันมานี้ พอมันนึกขึ้นได้เมื่อไหร่เป็นต้องเรียกไปหาตาอ้วนทุกครั้ง

         บางครั้งก็เป็นเที่ยงวัน บางคราก็เป็นเที่ยงคืน กับอีกบางทีก็เป็นเวลาย่ำรุ่ง เว้นเสียแต่เวลาที่มันหลับเท่านั้น นอกจากนั้น พอไม่มีอะไรทำเป็นต้องจิ้มหน้าจอไปหาตาอ้วน ร้องมอๆ ทักทายตลอด

         “โอ๊ยยยยยยยย…ไอ้หนิวหมัวหวัง อีกหน่อยฉันฆ่าแกแน่นอน แกโทรมาหาฉันกลางดึกก็แล้วไป ตอนนี้มาอีกแล้ว นี่มันเช้ามืด คนกำลังนอนนะโว้ย ทนไม่ไหวแล้ว!”

         โจวเฉวียนบ้าไปแล้ว ถูกหวงหนิวตามรังควานทั้งวันทั้งคืน

         แต่เขาจะปิดเครื่องหนีก็ไม่ได้ ช่วงนี้ทั่วโลกต่างวุ่นวาย ไหนจะญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ยังไม่สามารถกลับไปได้ จำต้องติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา

         “ฉันขอเตือนแกนะ อย่ามารังควานฉันอีก ถ้ามาอีกนี่ฉันจับแกตุ๋นทั้งเป็นแน่!” โจวเฉวียนโมโหจนหอบ

         ยังไงก็ตาม หวงหนิวชอบนักชอบหนาที่ตาอ้วนโจวโมโหจนเต้นทุกครั้ง มันรู้สึกสนุกอย่างยิ่ง สิ่งนี้กลายเป็นของเล่นสนุกของมันไปเสียแล้ว

         ฉะนั้น คำขู่ของโจวเฉวียนไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

         “ฉู่เฟิง นายทำได้ดีมาก ไอ้หนิวหมัวหวัง ฉันจะกินแกทั้งเป็น โว้ย…”

         โจวเฉวียนร้องไห้ไม่ออก

         จนวันที่สี่ หวงหนิวเรียนรู้ตัวอักษรได้มากแล้ว จึงตอบสนองคำขอของฉู่เฟิง เขียนชื่อวิชาหมัดให้ดู

         ถึงตัวอักษรจะโย้เย้ แต่ก็พออ่านออก

         “หมัดปีศาจวัว” ฉู่เฟิงอ่านออกเสียง

         หวงหนิวเชิดหัวจนจมูกแทบจะแตะฟ้า ภูมิอกภูมิใจนักหนากับวิชาหมัดนี้ เหมือนมันกำลังพูดว่า นี่เป็นวิชาหมัดมวยที่พิสดารพันลึกอย่างยิ่ง

         “ชื่อนี้เชยอ่ะ” ฉู่เฟิงพูด

         “มอ!”

         หวงหนิวโมโหปรี๊ด แผดเสียงลั่น ดังสนั่นจนบ้านทั้งหลังสั่นไหว

         “แกเฝ้าบ้านแล้วกัน ฉันไปข้างนอกประเดี๋ยวมา” ฉู่เฟิงเผ่นหนีออกจากบ้าน เขาไปหาจ้าวซานเหยียเพื่อรับคันธนูกับลูกศร ตอนนี้น่าจะเสร็จแล้ว

         ร้านรับทำอาวุธของจ้าวซานเหยียเต็มไปด้วยผู้คน เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกแห่งหนในเวลานี้ ใครๆ ต่างก็อยากซื้อหาอาวุธเพื่อป้องกันตัว

         “เสี่ยวฉู่ มาแล้วเหรอ ของเธอน่ะทำเสร็จนานแล้ว ถ้าเธอไม่มา ฉันกะจะไปส่งให้อยู่เลย” จ้าวซานเหยียรูปร่างสูงใหญ่ ผมตัดสั้น เสียงดังชัดเจน ยืนยิ้มต้อนรับ

         “ขอบคุณฮะปู่” ฉู่เฟิงยิ้ม ยกห่อของขึ้น รู้สึกได้ถึงน้ำหนัก

         ระหว่างทาง เมื่อผ่านร้านขายของเก่า ลุงหลิวร้องทัก บอกเขาว่า “เสี่ยวฉู่ พวกวัยรุ่นที่มาเมื่อครั้งที่แล้วมาอีกแล้วล่ะ แต่น้อยกว่าคราวก่อน ไปทางบ้านของเธอแล้ว”

         ฉู่เฟิงประหลาดใจ ใครกันนะ? ตอนนี้ถนนหนทางถูกตัด ทุกแห่งหนเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เนืองๆ คนธรรมดายังจะมีใครกล้าออกเดินทางอีก เขาสงสัยอยู่ในใจ

        *****************************************************

        1 เทาเที่ย หนึ่งในสัตว์ร้ายทั้งสี่ในตำนาน มีคำเล่าว่าเทาเที่ยสามารถอ้าปากกลืนท้องฟ้าได้ และเพราะเทาเที่ยตะกละ จึงใช้เป็นคำเรียกคนที่ตะกละ ชอบกิน

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ซากเทวะhttps://bit.ly/2Gah7vG

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/560

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม