0 Views

         “ต้องใส่ปุ๋ยหน่อยไหม?” ฉู่เฟิงครุ่นคิด เขาเคลียร์พื้นที่ส่วนหนึ่งของแปลงดอกไม้ในสวน แต่ก่อนจะลงมือปลูกก็ลังเล

         เพราะให้ความสำคัญและใส่ใจอย่างมาก ดังนี้เขาจึงเฝ้าดูแลประคบประหงม ปุ๋ยใส่ดอกไม้ธรรมดาคงใช้ไม่ได้อย่างแน่นอน

         เขาเอียงคอมองเจ้าหวงหนิว เจ้าตัวดียังคงฉีกยิ้มเยาะเย้ยเขาอยู่ ทำท่าอย่างกับกำลังมองคนบ้า เห็นได้ชัดเลย มันคิดว่าเมล็ดพันธุ์เหี่ยวๆ สามเมล็ดนั่นไม่มีทางปลูกขึ้น

         “หวงหนิว แกต้องช่วยฉัน เมล็ดพันธุ์สามเมล็ดนี่จะงอกได้หรือเปล่าอยู่ที่แกแล้ว”

         หวงหนิวมองสีหน้าขึงขังของเขาอย่างตกตะลึง มันไม่เข้าใจอย่างยิ่ง ร้องมอออกมาคำหนึ่ง เป็นเชิงถามเขาว่ากล่าวเช่นนั้นทำไม

         “แกดูสิ ดินในแปลงดอกไม้ของฉันนี่ มีแต่ปลูกดอกไม้ใบหญ้า ไม่ค่อยมีปุ๋ยเท่าไหร่ แกช่วยสงเคราะห์สักหน่อยสิ” ฉู่เฟิงเอ่ยขอร้องเงียบๆ

         หวงหนิวถึงกับบื้อในตอนแรก จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่แล้วเมื่อจับความนัยได้ ก็ทำตาโตแบบวัวๆ จมูกเริ่มพ่นควัน จ้องเขาเขม็ง

         “อย่าเพิ่งโมโหน่า สำหรับแกมันไม่เท่าไหร่หรอก ออกจะเป็นเรื่องธรรมชาติ นี่ฉันอนุญาตเป็นพิเศษให้แกปล่อยของในแปลงดอกไม้ได้เลยนะ”

         หูของหวงหนิวเริ่มมีควันด้วย ลูกตาแทบจะฆ่าคนได้อยู่แล้ว จ้องฉู่เฟิงถมึงทึง ขณะเดียวกันขาหน้าข้างหนึ่งก็เริ่มตะกุยพื้น พร้อมจะพุ่งชนทุกเมื่อ

         “อย่าหงุดหงิดเลย ฉันไม่รังเกียจแกหรอก ถ้าจะเหม็นก็ช่างมัน ฉันทนเอาก็ได้” ฉู่เฟิงไม่กลัวตายเสียแล้ว ยังคงโน้มน้าวต่อไป

         โครม!

         หวงหนิวพุ่งเข้าชนเขาเต็มๆ จนกระเด็น ยังดีที่ไม่เอาสองเขาสีทองมาเสียบเขาเข้า กระนั้น ฉู่เฟิงก็ยังร่วงลงในแปลงดอกไม้

         เขาถูกทุ่มจนแยกเขี้ยวยิงฟัน ในที่สุดก็เข้าใจความรู้สึกของโจวเฉวียน เจรจาต่อรองกับวัวนี่มันอันตรายจริงๆ!

         อันที่จริง หวงหนิวหัวเสียยิ่งกว่าเขาเสียอีก ตาทั้งคู่จ้องเขาเขม็ง มันชักจะสงสัยเสียแล้วว่าหมอนี่อาจจะพึ่งพาไม่ได้ยิ่งกว่าตาอ้วนเสียอีก ไม่มีคนสั่งสอนหรือไง!

         ฉู่เฟิงลุกขึ้นพลางนวดแขนตัวเอง พูดว่า “แกไม่รู้อะไร นี่น่ะเป็นเมล็ดพันธุ์เทพเจ้าเชียวนะ ฉันกลัวว่าปุ๋ยธรรมดามันจะใช้ไม่ได้ผล แล้วแกมีที่มาที่ไปออกจะลึกลับ ไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกันเหรอ มูลวัวน่ะมันดีมากเลยนะ อีกอย่างนะ แอพหนิวหยุนยังบอกเลย…”

         “มอ!”

         หวงหนิวคำรามเสียงต่ำ ถึงมันจะตัวไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่เสียงกึกก้องเหมือนฟ้าร้องสะท้อนก้องไปทั่วสวน สะเทือนจนฉู่เฟิงต้องรีบเอามืออุดหู

         “โอเคๆ แกไม่ต้องเข้ามาแล้ว ไม่ให้ก็ไม่ให้!” ฉู่เฟิงตอบ ด้วยเพราะเขาเห็นขาทั้งสี่ของมันที่หยัดอยู่บนพื้น ท่าทางเหมือนกับจะเอาชีวิต เตรียมพุ่งเข้ามายังแปลงดอกไม้

         ฉู่เฟิงเอาเมล็ดพันธุ์ที่แห้งหน่อยๆ วางลงบนดิน แล้วกลบฝัง จากนั้นเริ่มรดน้ำ

         “อยู่ที่โชคของแกแล้วล่ะนะ” ฉู่เฟิงพูดกับตัวเอง

         เมล็ดพันธุ์ทั้งสามถูกปิดผนึกในกล่องหินเป็นเวลาเนิ่นนาน เขาไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะยังงอกออกมาได้หรือไม่

         แต่ว่า ถ้ามันไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ ก็น่าจะมีพลังชีวิตที่เข้มแข็งสิ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอย่างในตอนนี้ สุดท้ายมันก็น่าจะรอดได้นะ

         “ไม่ใช้มูลวัวก็ดี” ฉู่เฟิงพูดกับตัวเอง เพราะเขาเพิ่งนึกถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาได้

         หวงหนิวได้ยินคำสุดท้าย ก็มีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ จ้องเขาอีกแล้ว

         ฉู่เฟิงอธิบายว่า “ก็ถ้าเกิดงอกออกมาเป็นเจ้าแม่ซีหวังหมู่ หรือจิ่วเทียนเสวียนหนี่ว์ ตอนพวกนางมารู้เข้าว่าฉันใช้มูลวัวเป็นปุ๋ย ฉันคงโดนทุบตาย!”

         หวงหนิวใบ้กิน แล้วก็หัวร้อนปรี๊ด ร้องมออีกคำ อยากจะพุ่งชนอีกเปรี้ยง

         “แกอย่าเข้ามานะ ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่ ถ้าเกิดพวกนางรู้เข้า มันจะเป็นการลบหลู่ขั้นร้ายแรงอย่างสูงสุด ฉันว่าเพื่อความสงบสุขนะ ทำตัวดีๆ เก็บเนื้อเก็บตัวซะ” ฉู่เฟิงหัวเราะ

         จมูกของหวงหนิวพ่นควันได้แล้ว มองเขาอย่างแทบจะฉีกเนื้อ แล้วสะบัดหัวไปกัดสับปะรดแทน

         “ที่ให้แกกินน่ะ หญ้ากับแอปเปิ้ลนะ สับปะรดน่ะของฉัน!” ฉู่เฟิงวิ่งตามมาข้างหลัง

         สุดท้าย เขาปลูกเมล็ดทั้งสามไว้ในที่ต่างๆ กัน เพราะชนิดของดินที่ใช้ปลูกดอกไม้ก็หลากหลาย เขารู้สึกว่าแยกๆ กันไปน่าจะปลอดภัยกว่า

         “อยากให้งอกเร็วๆ จัง” ฉู่เฟิงตั้งตาคอย อยากรู้จริงๆ ว่าจะงอกออกมาเป็นอะไร

         แต่ว่านะ เกิดงอกออกมาเป็นเสวียนหนี่ว์จริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงนะ ก็ฉันเป็นคนปลูกพวกนางนี่ จะหาว่าลบหลู่ได้ยังไง ดีไม่ดีจะเชื่อฟังเสียอีก” เขากระหยิ่มยิ้มย่อง

         “มอ!”

         เสียงวัวร้องดังขึ้น ทำลายความคิดของเขา

         หวงหนิวแยกเขี้ยว ปรายตามองเขา สีหน้าสีตาเหมือนกำลังเยาะว่าเขาน่ะฝันกลางวัน

         “ไปเล่นทางนู้นไป!” ฉู่เฟิงผลักหัววัวที่เข้ามาใกล้ออกไป โดนวัวหัวเราะเยาะอยู่เรื่อยๆ เขาเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน

         เฟี้ยว!

         ทันใดนั้น  เขาก็ได้ยินเสียงกึกก้อง จากที่ไกลๆ เกิดเส้นแสงสว่างเจิดจ้า พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า หัวใจเขาไหววาบทันควัน

         “จรวดนำวิถี!”

         นั่นคือการตอบโต้เถาวัลย์จากฟากฟ้าอย่างนั้นหรือ? ฉู่เฟิงตะลึง

         หวงหนิวสัญชาตญาณว่องไว ดวงตากลมเบิกกว้างในทันที การตอบสนองของมันไวกว่าฉู่เฟิง ร่างกายแข็งเกร็ง ขนสีทองส่องแสงรายริ้ว

         มันกำลังตื่น เพราะรับรู้ได้ถึงอันตราย

         ฉู่เฟิงเข้าใจมัน ภาพจรวดนำวิถีพุ่งสู่ท้องฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นกันบ่อย มันไม่ใช่สิ่งที่เห็นกันได้ในชีวิตประจำวัน

         “ถึงกับได้เห็นภาพนี้ น่าจะส่งขึ้นไปจากที่ที่ไม่ห่างจากที่นี่มากนัก แสดงว่าเหตุการณ์ต้องรุนแรงอย่างมาก” เขามีสีหน้าหนักใจ

         ในช่วงสองวันนี้ เขาได้ยินข่าวเล่าลือมากมาย พูดกันว่า มีการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างชนิดนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไม่มีการรายงานข่าวเท่านั้น

         เขาตัดสินใจเช็กข่าวทางอินเทอร์เน็ต น่าจะมีข่าวอะไรบ้าง

         พร้อมกันนั้นเครื่องมือสื่อสารก็ร้องเตือนเบาๆ โจวเฉวียนติดต่อหาเขา พอรับสาย ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของตาอ้วน

         “พี่น้อง เมื่อกี้นายเห็นไหม? อลังการโคตร อย่างกับดาบกล้าคมกริบ พุ่งปาดออกไปนอกโลกอย่างนั้น นี่ฉันได้เห็นกับตาเลยนะ น่าจะจัดการไอ้พวกเถาวัลย์พิลึกนั่นได้สิ้นซากเสียที!”

         “ก็หวังว่าจะได้ผล” ฉู่เฟิงตอบ แต่เขาก็เตือนโจวเฉวียนให้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เผื่อว่าจะเกิดเหตุเลวร้ายน่ากลัวอะไรขึ้น

        แล้วเขาก็ถามเรื่องที่โจวเฉวียนกินลูกไม้นั่นเข้าไป ว่าตอนนี้รู้สึกเช่นไร

         “เปลี่ยนมากเลย เอ่อ ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก ฉันเหนื่อยจะตาย แทบจะสลบอยู่แล้วเนี่ย” โจวเฉวียนหัวเราะแห้งๆ ดูผิดปรกติ

         “นายคงไม่ได้มีหางงอกออกมาหรอกนะ?” ฉู่เฟิงสงสัย ไม่อย่างนั้น หมอนี่จะทำลับๆ ล่อๆ ทำไม

         “ได้ยังไงกัน!” โจวเฉวียนโวยวาย พยายามอธิบายว่าเขาไม่มีทางกลายเป็นสัตว์ประหลาดน่าเกลียดไปได้

         “แล้วนายเป็นอะไร ทำไมท่าทางลับๆ ล่อๆ? ฉู่เฟิงถาม

         “ฉัน…มีเขางอกออกมาอันนึง!” โจวเฉวียนอยากร้องไห้ แต่ร้องไม่ออก จากนั้นก็สบถยกใหญ่ “ต้องเป็นไอ้หนิวหมัวหวังนั่นแกล้งฉันแน่ๆ ฉันว่ามันเหมือนเขาวัวเลย!”

         เขาด่ากราดอีกยก เสียงไม่เบาเลย

         หวงหนิวมองเครื่องมือสื่อสารของฉู่เฟิงอย่างประหลาดใจ มองแล้วมองอีก พอมันได้ยินเสียงตาอ้วนโจวด่ามัน ก็พุ่งเข้ามา ส่งเสียงหยามเหยียดใส่เครื่องมือสื่อสารของฉู่เฟิงอย่างไม่ไว้หน้า “มอ มอ มอ….”

         “หนิวหมัวหวัง! แกบอกว่าฉันเหมือนวัว อีกไม่นานก็ร้องเป็นวัวอย่างแกงั้นเรอะ?!” โจวเฉวียนโกรธจนละล่ำละลัก

         “ติ๊ด” ฉู่เฟิงรีบวางสาย ส่วนหวงหนิวยังรู้สึกไม่เต็มอิ่ม มันสนุกกับอาการโกรธจนเต้นของโจวเฉวียน

         ฉู่เฟิงเริ่มหาข่าวจากทุกสื่อ แต่ไม่มีข่าวอย่างเป็นทางการ ภาครัฐต่างนิ่งเงียบ ไม่กล่าวอะไรเลยเกี่ยวกับข่าวลื่อเรื่องการใช้อาวุธ แต่สื่อเล็กสื่อน้อยทุกแหล่งล้วนรายงานข่าวกันครึกโครม

         กระนั้นก็ยังมีคนโพสรูปอยู่บ้าง เป็นภาพเดียวกันกับที่ฉู่เฟิงเห็น

         ทุกแห่งหนบนโลก ผู้คนล้วนเชื่อว่ามหาสงครามอาวุธได้เกิดขึ้นแล้ว มีคนเห็นเศษซากของต้นไม้กลางอากาศร่วงหล่นลงมาด้วย

         “น่าจะใกล้เกิดเรื่องแล้ว” ฉู่เฟิงพึมพำกับตัวเอง คิ้วขมวดแน่น

         หากว่ามีผลกระทบอะไรเกิดขึ้น ก็น่าจะมีประกาศออกมาแล้ว แต่ตอนนี้ในส่วนภาครัฐยังคงนิ่งเงียบ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ร้ายแรงอย่างยิ่ง!

         จากนั้น เขาอ่านข่าวอื่นๆ ต่อ ทุกวันนี้ผู้คนต่างค้นคว้าเรื่องพลังเหนือธรรมชาติ แม้กระทั่งตอนนี้ที่บรรยากาศรอบตัวล้วนตึงเครียด ยังคงมีคนไม่น้อยที่เฝ้าติดตามถกเถียง

         เทพเจ้าปีกเงิน วัชระ เทพอัคคี ราชาพยัคฆ์ขาว นี่คือสี่ออภิปาฏิหาริย์ที่ผู้คนเล่าลือ ล้วนแต่กล่าวกันว่าเทพเหล่านี้ครอบครองอิทธิฤทธิ์ที่สามารถบรรลุขั้นพระอรหันต์ได้ บางทีอาจสามารถบรรลุได้ถึงขั้นเทพเจ้าเสียด้วยซ้ำ

         ฉู่เฟิงปิดหน้ารายงานข่าวพวกนี้ เขาค่อนข้างเป็นกังวล ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่เขาต้องเตรียมตัว

         หวงหนิวไม่พอใจที่เขาปิดหน้าข่าวพวกนั้น ทำท่าให้เขาเปิดหน้าข่าวอีกครั้ง รายงานข่าวที่มีทั้งภาพและเสียงพวกนั้นดึงความสนใจของมันอย่างมาก

         ฉู่เฟิงโยนเครื่องมือสื่อสารให้มัน แล้วเดินออกไปข้างนอกเพียงคนเดียว

         เขาเดินไปตามถนนช่วงหนึ่ง ก็ถึงด้านนอกของสวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นี่คือบ้านของจ้าวซานเหยีย ซึ่งเป็นร้านรับตีอาวุธด้วยเช่นกัน

         มาถึงวันนี้ งานฝีมือโบราณอย่างนี้ใกล้หายสาบสูญเต็มที บ้านของจางซานเหยียนั้นถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดตอน

         สกุลจ้าวเองก็ดำรงชีวิตไปพร้อมๆ กับกาลเวลา ใช้โลหะผสมตามยุคสมัย ตีออกมาเป็นของมีคมทุกรูปแบบ จนมีชื่อเสียง ทั้งได้รับความชื่นชมจากคนในท้องถิ่น

         หน้าไม้แบบพับเก็บได้ที่ฉู่เฟิงพกติดตัวไปยังเขตทิเบตนั่น จ้าวซานเหยียก็เป็นคนทำให้

         “เสี่ยวฉู่ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” จ้าวซานเหยียยิ้มรับทันทีที่เห็นเขา ตอนนี้เขาอายุหกสิบกว่าแล้ว แต่ว่าร่างกายยังแข็งแรงดียิ่ง ผมขาวโพลน แต่ตัดสั้นตั้งตรง เส้นผมแข็งหนา

         แค่ดูก็รู้ว่า ผู้สูงวัยร่างกายใหญ่โตผู้นี้เป็นคนอารมณ์ร้อนแรง

         “ผมเพิ่งกลับมาเมื่อคืนครับ หลับเป็นตาย พอตื่นก็มาเยี่ยมปู่เนี่ยแหละครับ” ฉู่เฟิงยิ้ม

         “ไอ้หนูนี่รู้จักเจรจาจริงๆ อยากได้อะไรจากปู่อีกล่ะสิท่า?” จ้าวซานเหยียถามยิ้มๆ

         “ปู่ ผมอยากให้ปู่ทำคันธนูกับลูกศรให้ผมหน่อย” ฉู่เฟิงพูดตามตรง ตอนนี้ทุกแห่งหนล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลง เขากังวลใจอย่างมาก คิดเตรียมการป้องกัน

         อาวุธจำพวกปืนเขาไม่หวัง มันเป็นของที่ต้องควบคุม ไม่มีทางที่จะหาซื้อได้ อีกอย่างในยุคนี้ อาวุธเหล็กบางอย่างสามารถขายได้หากมีใบอนุญาต

         ฉู่เฟิงบอกความต้องการของตัวเองด้วยคำพูดเรียบง่าย จากนั้นก็บอกลา

         จ้าวซานเหยียบอกเขาว่า หลายวันนี้มีคนมาที่ร้านขอซื้ออาวุธจำพวกดาบจากโลหะผสมทุกประเภท แต่อุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ความต้องการมีมากกว่าตัวสินค้า กระนั้น ของที่เขาต้องการย่อมต้องลงมือทำให้ก่อนอย่างแน่นอน

         พอกลับถึงบ้าน แม้ยังห่างอยู่ช่วงระยะหนึ่ง ฉู่เฟิงเกิดความสงสัย เขาได้ยินหวงหนิวกำลังร้องมอๆ ไม่หยุดปาก

         ทันใดนั้นเขาก็เจอปัญหา ไอ้หมอนี่กำลังวุ่นวายอยู่กับเครื่องมือสื่อสาร ท่าทางชื่นชอบอย่างมาก กำลังอินอย่างหนัก

         เดี๋ยวนะ นั่นอะไร? จังหวะที่ฉู่เฟิงเข้าไปใกล้ เขาตกใจสุดขีด หวงหนิวเปิดรายชื่อติดต่อ เหมือนกำลังติดต่อกับใครบางคน

         ฉู่เฟิงหัวหมุน รู้สึกหน้ามืดทันควัน

         โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นรายชื่อพวกนั้น ก็แทบจะกระอักเลือด รายชื่อที่กำลังติดต่ออยู่คือหลินนั่วอีและคนอื่นๆ

         “ไอ้หนิวหมัวหวัง แกตาย!” ฉู่เฟิงคำรามลั่น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ซากเทวะhttps://bit.ly/2Gah7vG

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/560

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม