0 Views

          สำหรับข้อเสนอเรื่องเพลง ‘พื้นเมือง’ ก็ทำให้เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้นไม่หยุด

        แน่นอนว่า เพลงนี้ถึงจะสามารถแสดงถึงฝีมือการดีดพิณของคนผู้หนึ่งออกมาได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของเสียงพิณที่คนผู้นั้นบรรเลงออกมาได้อีกด้วย

        แต่ว่าเพลงนี้มีความยาวเป็นอย่างมาก ถ้าหากคิดที่จะบรรเลงให้ได้จนจบเพลงแล้ว ก็จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืนเต็มๆ

        เวลาเช่นนี้ คนทั่วไปไม่อาจบรรเลงออกมาได้ เพราะว่าระหว่างนั้นคนที่เล่นไม่อาจพักผ่อน ไม่อาจดื่มกินหรือนอนหลับได้เลย

        สำหรับคนที่มีวิชาตัวเบาอย่างเฝินเหวินนั้น บางทีนี่อาจจะไม่ถือเป็นปัญหาอะไร แต่ว่าสำหรับสตรีที่บอบบางไม่เป็นวรยุทธ์อย่างเซียวซู่ซู่ นี่ถือเป็นการท้าทายที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

        ข้อเสนอนี้ก็ทำให้เหลยอวี๊เฟิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที

        เขาหันไปมองคนที่เสนอความคิดเห็นข้อนี้ขึ้น ดวงตาทั้งสองหรี่ลงก่อนที่สายตาจะปรากฏความโหดร้ายออกมาจางๆ คนผู้นี้เขากลับมองข้ามไปได้ เขาก็คือเหลิ่งเซียว แม่ทัพใหญ่และองครักษ์ประจำตัวที่เก่งกาจที่สุดของม่อเวิ่นเสวียน

        คนผู้นี้เข้ามาในสำนักเหลยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

          ตอนนี้ไอที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวของเหลยอวี๊เฟิงนั้นไม่ใช่ความโหดร้าย แต่กลายเป็นไอสังหารแล้ว

        ในแววตาก็เต็มไปด้วยจิตสังหารเช่นกัน

        โดยที่มันปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด

        ทว่า เหลิ่งเซียวที่กำลังเผชิญหน้ากับเหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้กลับมีสีหน้าหยิ่งผยองเหมือนดังเดิม เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน เชิดคอของตนขึ้นเล็กน้อย ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่นิด “การแข่งขันเช่นนี้ถึงจะยุติธรรมที่สุด อีกทั้งเจ้าสำนักเหลยก็ได้เห็นด้วยที่จะให้พวกเราเป็นคนตั้งกฎแล้ว”

          ‘พื้นเมือง’ เพลงนี้เซียวซู่ซู่เองก็รู้จัก อีกทั้งตอนอยู่ที่จวนสกุลซู เมื่อยามว่าง นางเองก็เคยลองท้าทายเพลงนี้ โดยที่นางและมารดาของนางเคยลองแข่งขันกันบรรเลงเพลงนี้โดยไม่กินไม่นอนถึงสองวันสองคืน

        แต่ว่า ก็ไม่เคยสำเร็จมาก่อน

        เวลานี้ นางเองก็มีท่าทีลังเลอยู่บ้าง

        หลังจากที่เหลิ่งเซียวเอ่ยเสร็จ คนส่วนมากก็มีท่าทีเห็นด้วยกับคำพูดของเขา

        อย่างไรเสีย ของที่ใช้ในการพนันก็คือเจียวเหว่ย การแข่งขันครั้งนี้ก็ต้องมีความยากที่คู่ควรกับมัน และจะต้องเป็นการแข่งขันที่ทำให้พวกเขาไม่เสียแรงที่เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้

        ถ้าหากสามารถได้ยินเพลง ‘พื้นเมือง’ จนจบทั้งเพลงได้ ก็ถือว่าพวกเขามาไม่เสียเที่ยวแล้ว

        แต่ว่าสตรีที่บอบบางอย่างเซียวซู่ซู่จะอดทนได้นานถึงเพียงใดกัน? หนึ่งวัน? ครึ่งวัน?

          เขาไม่กล้าคิดเลยจริงๆ

        ดูเหมือนว่า ครั้งนี้ แผนการของเขาจะต้องล้มเหลวเสียแล้ว

        สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถเอาเจียวเหว่ยกลับมาให้ม่อเวิ่นเฉินได้

        เจียวเหว่ยที่เขาผู้นั้นเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อเป็นการระลึกถึงซูฉีฉี…

        เฝินเหวินมีท่าทางนิ่งเฉย ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขาไม่ได้มองไปที่คนดูเหล่านั้นและก็ไม่ได้มองไปที่เซียวซู่ซู่ ซ้ำยังไม่ได้มองไปที่ฮวาฉืออีกด้วย

        เขาเพียงแค่มาตามคำเชื้อเชิญ เพราะว่าอยากจะประลองฝีมือกับเซียวซู่ซู่ผู้ที่โด่งดังในช่วงค่ำคืนของหนานเจียงเท่านั้น

        ปีนั้นเขาได้พ่ายแพ้ให้กับซูฉีฉี ถือว่าแพ้อย่างยินยอมพร้อมใจ ตอนนี้เขากลับรู้สึกอยากจะพบกับซูฉีฉีผู้นั้นอีกสักครั้ง

        “ได้ เช่นนั้นก็ใช้เพลงพื้นเมืองเถิด”

          เซียวซู่ซู่ไม่อยากจะให้บรรยากาศต้องรู้สึกอึดอัดอีกต่อไป นางจึงลุกขึ้นและเอ่ยเรียบๆ ออกมาประโยคหนึ่ง

        น้ำเสียงของนางไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบเสียงลง

        สตรีผู้นี้กลับเอ่ยตกลงด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นนี้

        ทำให้พวกเขารู้สึกนับถือนางออกมาจากใจจริง

        เวลานี้เฝินเหวินเองก็พยักหน้าเบาๆ มุมปากกระดกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ

        แม้กระทั่งฮวาฉือเองก็รู้สึกนับถือเซียวซู่ซู่ขึ้นมานิดๆ นางกล้าตกลงยอมรับการแข่งขันด้วยเพลงพื้นเมืองเช่นนี้ถือว่าจิตใจเด็ดเดี่ยวไม่เบา

        “คุณหนูเล็กสกุลเซียว” เหลยอวี๊เฟิงยังมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง แววตามีประกายปรากฎขึ้นขณะจ้องมองไปทางเซียวซู่ซู่ เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่ใบหน้ากลับไม่มีรอยยิ้มสบายๆ เช่นเดิมอีก อีกทั้งยังมีไออาฆาตแค้นแผ่กระจายออกมาจางๆ จากตัวเขาอีกด้วย

        เหลยอวี๊เฟิงที่เป็นเช่นนี้ เซียวซู่ซู่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

        เซียวซู่ซู่ฉีกยิ้มออกมา นางพยายามกดความรู้สึกอันปั่นป่วนของตนเองเอาไว้ เหลยอวี๊เฟิงที่เป็นเช่นนี้ มักจะทำให้นางนึกถึงม่อเวิ่นเฉินที่มักจะสวมชุดดำและมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งผู้นั้นเสมอ

        เพียงแต่ว่าเวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่นางจะนึกถึงสิ่งอื่น

        ใกล้จะถึงเวลาแข่งขันแล้ว อีกทั้งยังเป็นการแข่งขันในเพลงที่นางไม่เคยเล่นได้สำเร็จจนจบเพลงอีกด้วย

        “ไม่เป็นอะไรหรอก” รอยยิ้มของเซียวซู่ซู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและสบายๆ เหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลแม้แต่น้อย

        สำหรับเพลง ‘พื้นเมือง’ ของต้าเยียนนั้น เซียวเอินไม่รู้ว่ามันเป็นเพลงประเภทใด เพราะฉะนั้นเขาจึงทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น กระทั่งความกังวลยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากจุดใดขึ้นมาก่อน

        เพียงแต่ว่าจากสีหน้าของเหลยอวี๊เฟิงแล้ว เขาก็ดูออกว่า เพลงพื้นเมือง จะต้องมีความยากมากอย่างแน่นอน

        “ได้”

          หลังจากที่เหลยอวี๊เฟิงสบตากับเซียวซู่ซู่เป็นเวลาเนิ่นนาน เขาก็ได้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและมั่นใจที่ฉายผ่านแววตาของเซียวซู่ซู่

        ผ่านไปเนิ่นนาง เขาถึงจะพยักหน้าอย่างแรงและพูดคำว่า ได้ ออกมา “เช่นนั้น หลังจากผ่านเวลาไปครึ่งก้านธูปแล้ว การแข่งขันก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ”

          เวลาครึ่งก้านธูปนี้ เห็นได้ชัดว่ามีให้สำหรับเซียวซู่ซู่

        เพราะว่านางไม่ได้ทำการเตรียมตัวเลยแม้แต่น้อย

        บรรยากาศกลับมาลุกฮือขึ้อีกครั้ง เพียงเพราะว่าทุกคนได้ยินว่าเป็นเพลงพื้นเมือง อีกทั้งยังบรรเลงออกมาโดยเฝินเหวิน ทำให้คนที่ชำนาญเรื่องพิณทั้งหลายในงานล้วนพากันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก รวมถึงเหลยอวี๊เฟิงด้วย

        เพียงแต่ว่านอกเหนือจากความตื่นเต้นแล้ว เขาก็ยังรู้สึกเป็นกังวลต่อเซียวซู่ซู่ และกังวลต่อตัวเองด้วย

        “พี่ใหญ่ ท่านช่วยไปขอเข็มเย็บผ้าสักสองเล่มจากคนรับใช้ของสำนักเหลยได้หรือไม่?” เบื้องหน้าเซียวซู่ซู่ได้มีอาหารกินเล่มวางเรียงอยู่หลายจานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่านางจะได้กินอาหารเช้าไปแล้ว แต่ว่าขอเพียงการแข่งขันเริ่มขึ้น อีกนานเพียงใดถึงจะได้กินข้าวอีกครั้งนั้นก็ไม่มีผู้ใดรู้ได้

        เมื่อเห็นเซียวซู่ซู่มีสีหน้าเรียบเฉย เซียวเอินเองก็ไม่รู้ว่าเขาควรเป็นห่วงหรือว่ารู้สึกยินดีจึงจะเหมาะสม จึงรีบพยักหน้าและเดินออกไปทันที

        เขาไม่ได้ถามเซียวซู่ซู่ว่าจะเอาเข็มเย็บผ้าไปใช้ทำอะไร เพียงแต่ทำตามที่นางสั่งเท่านั้น

        ด้านหน้าของเฝินเหวินเองก็มีอาหารว่างหลายจานและถ้วยน้ำชาวางอยู่เช่นกัน ตอนนี้ บรรยากาศโดยรอบมิได้มีความวิตกกังวลแม้แต่น้อย

        เดิมเหลิ่งเซียวคิดว่าสตรีของหนานเจียง น่าจะไม่รู้จักวิธีการดีดเพลงพื้นมือง หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องประลองอีก และสำนักเหลยก็จะพ่ายแพ้ให้กับพรรคเด็ดบุปผา แต่คิดไม่ถึงว่าสตรีที่บัดนี้ดูเหมือนมีหมอกสีม่วงอ่อนโอบหุ้มร่างกายเอาไว้นั้นกลับเอ่ยตกลงเสียได้

        ตอนนี้ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเซียวซู่ซู่อีกครั้งหนึ่ง

        ในขณะที่เซียวเอินได้นำเข็มเย็บผ้าสองเล่มไปวางไว้บนมือของเซียวซู่ซู่นั้น มือของนางก็สั่นระริกอยู่เล็กน้อย ทว่า เพียงไม่นานก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิม นางกินขนมว่างและดื่มน้ำชาเข้าไป จากนั้นก็ถือโอกาสที่ไม่มีใครสังเกต นำเข็มทั้งสองเล่มนั้นอมเอาไว้ในปากของตน

        เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้ในยามที่จำเป็น

        แน่นอนว่าท่าทางเช่นนี้กลับไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของยอดฝีมือในยุทธภพทั้งหลายที่อยู่ในที่แห่งนี้ได้

        คนที่เห็นฉากนี้ต่างก็เกิดอาการตื่นตระหนก

        แต่ว่า ก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา

        แม้กระทั่งเหลยอวี๊เฟิงยังสังเกตเห็นถึงการกระทำของเซียวซู่ซู่ เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วของตนแน่น เขารู้ว่าเซียวซู่ซู่คิดจะทำอะไร เพียงแต่ว่าเขาไม่เข้าใจ สตรีผู้นี้มีความรู้มากน้อยถึงเพียงใดและมีอะไรบ้างที่พวกเขายังไม่รู้…

        สตรีที่สลบไสลไม่ได้สติไปถึงสิบห้าปี เมื่อฟื้นขึ้นมา เหตุใดจึงสามารถมีความสามารถเก่งกาจเหนือผู้คนได้ถึงเพียงนี้!

          เชื่อว่า ทุกคนต่างก็มีความสงสัยเช่นนี้กันทั้งนั้น

        “ถึงเวลาแล้ว”

          หลังจากที่เหลยอวี๊เฟิงแล้วฮวาฉือเอ่ยขึ้น อาหารว่างและน้ำชาที่อยู่ด้านหน้าของเฝินเหวินและเซียวซู่ซู่ก็ได้ถูกคนรับใช้ของสำนักเหลยเก็บไปอย่างรวดเร็ว

        บรรยากาศโดยรอบได้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

        เซียวซู่ซู่ก็ได้เลิกตาขึ้นกวาดมองไปดูทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้อีกครั้ง สีหน้าของนางยังคงราบเรียบเช่นเดิม

        จากนั้น นางก็ค่อยๆ ยกนิ้วเรียวยาวและขาวนวลของตนขึ้นวางบนสายพิณเบาๆ นิ้วมือของนางลากผ่านมันก่อให้เกิดภาพราวกับผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกโบยบินอยู่กลางอากาศ

        หลังจากที่ปรับเสียงของสายพิณ ก็ถึงเวลาของการประลองที่แท้จริงแล้ว

        เฝินเหวินเองก็ทำการปรับสายพิณก่อนเช่นกัน

        นิ้วมือเรียวยาวกว่าบุรุษทั่วไปของเขาก็ได้ลากผ่านสายพิณบนตัวพิณด้านหน้าตนเช่นกัน เจียวเหว่ยที่ถูกนิ้วมือของเขาลากผ่านนั้นก็ดูงดงามประดุจผลงานศิลปะชั้นเลิศ ที่งามจนสะกดสายตาของทุกคนที่พบเห็น

        และชิงเจี่ยวที่อยู่ในมือของเซียวซู่ซู่ก็ได้ทำให้เกิดเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากทุกคนในที่แห่งนี้

        ทว่า ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้มีการศึกษา จึงไม่ได้เกิดเสียงร้องเอะอะโวยวายดังขึ้น

        พวกเขาทำเพียงแค่ซุบซิบกันเงียบๆ เท่านั้น

        เสียงพิณดังขึ้น

        เสียงพิณของเซียวซู่ซู่และเฝินเหวินกลับผสานกันได้อย่างน่ประหลาด เสียงค่อยๆ ดังกระจายไปรอบๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับได้เห็นภาพแสงแดดอ่อนๆ พร้อมกับอากาศอุ่นๆ ของฤดูใบไม้ผลิปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของตน…

        เมื่อเสียงพิณบรรเลงต่อไปเรื่อยๆ ทุกคนก็เหมือนเห็นภาพของใบไม้สีเขียวที่ค่อยๆ งอกออกมาจากกิ่งไม้และทำให้ต้นไม้ทั้งหลายค่อยๆ ปกคลุมด้วยสีเขียวสดอีกครั้ง ลมอุ่นๆ ของวสันตฤดูพัดผ่านอย่างแผ่วเบา ทำให้ใบไม้โบกสะบัดไปมาราวกับมีเซียนหญิงที่สวมใส่ชุดกระโปรงสีเขียวกำลังทำการร่ายรำอยู่ ระหว่างกิ่งไม้ก็มีดอกไม้สีสดจำนวนมากผลิบานออกมาเช่นกัน ทำให้เกิดเป็นภาพงดงามที่ผสานระหว่างสีเขียวของใบไม้กับสีแดงของดอกไม้…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม