0 Views

        เซียวซู่ซู่สวมใส่ชุดกระโปรงทำจากผ้าโปร่งสีม่วง นางค่อยๆ ก้าวเข้ามา พร้อมด้วยเซียวเอินที่อุ้มชิงเจี่ยวเดินตามมาอยู่ด้านหลัง สีหน้าของคนทั้งสองราบเรียบและนิ่งเฉย

        แท่นวางพิณของคนทั้งสองหันประจันหน้ากัน

        และเซียวซู่ซู่ก็ค่อยๆ ก้าวเท้าไปทางฝั่งตรงข้ามเฝินเหวิน ก่อนจะกวาดตามองผู้คนโดยรอบแวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจนัก

        เพียงแต่ว่า มีเวลาเพียงชั่วขณะหนึ่งนั้นที่ร่างกายของเซียวซู่ซู่ก็เกร็งขึ้นเล็กน้อย กระทั่งฝีเท้าของนางก็หยุดค้างอยู่ตรงนั้นเช่นกัน สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เด่นชัดนัก

        ดูเหมือนว่า ที่แห่งนี้จะมีสหายเก่าของนางไม่น้อยเลย

        คนที่นั่งอยู่ด้านหลังของเฝินเหวินนั้นกลับเป็นฮวาฉือ ผู้ที่เคยถูกนางใช้เข็มเดียวสกัดการโจมตีเอาไว้

        ฮวาฉือในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับวันนั้น เขายังคงมีบุคลิกเหมือนบัณฑิตเช่นเคย ฮวาฉือสวมชุดตัวยาวสีฟ้าอ่อน ขณะที่มือกำลังสะบัดพัดที่กางออกเบาๆ เป็นช่วงๆ ผู้ที่อยู่ข้างกายเขาคือนายบ้านสองและนายบ้านสามที่เหลยอวี๊เฟิงและคนอื่นๆ ได้ต่อสู้ด้วยในวันนั้น

        การปรากฏตัวของเซียวซู่ซู่ ทำให้ภายในสวนที่แต่เดิมเงียบสงบก็มีรู้สึกครึกครื้นและร้อนแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

        คนพวกนี้ล้วนเป็นสักขีพยานที่เหลยอวี๊เฟิงเชิญมา บ้างก็เป็นคนในยุทธภพ บ้างก็เป็นคนจากราชสำนัก และยังมีพวกโจรป่าอีกด้วย

        พวกเขาล้วนเห็นหญิงงามมานับไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงรู้สึกตกตะลึงไปกับความงามและบารมีที่สง่างามและสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง

        แม้แต่ฮวาฉือยังอดไม่ได้ที่จะหันมามองนาง

        มีเพียงเฝินเหวินที่ยังคงนั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เขาทำเพียงแค่กวาดตามองเรียบๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง

        เขามิได้ถูกความงดงามของเซียวซู่ซู่ทำให้อารมณ์หวั่นไหวหรือปั่นป่วนแม้แต่น้อย

        เขามาที่นี่เพื่อประลองฝีมือการดีดพิณ จะไม่มีขบคิดถึงเรื่องอื่น

        “พี่ใหญ่ ข้าเจอเซียนหญิงแล้ว” พ่อบ้านสองที่ยืนอยู่ด้านข้างฮวาฉือหรี่ตาของตนลงขณะเอ่ยออกมาเสียงเบา “สตรีผู้นี้งดงามมากกว่าหญิงงามอันดับหนึ่ง ซูเมิ่งหรูของต้าเยียนหลายเท่าเลย”

          มุมปากดูเหมือนจะมีน้ำลายไหลออกมาด้วย

        พ่อบ้านสามก็หันไปถลึงตาใส่พ่อบ้านสอง “ดูเจ้าสิ ไม่ได้เรื่องจริงๆ แค่ผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น ต่อให้รูปโฉมงดงามแล้วจะอย่างไร เจ้าต้องรู้ว่านางคือคนที่เจ้าสำนักเหลยเชิญมาให้ต่อกรกับคุณชายเฝิน นางเป็นศัตรูของพวกเรา”

          ความจริงแล้วพ่อบ้านสามก็ได้ถูกความงามของเซียวซู่ซู่สะกดไว้เช่นกัน

        แต่เพราะว่าตอนนั้นเรื่องที่ซูฉีฉีได้ใช้เข็มเพียงเล่มเดียวสกัดฮวาฉือเอาไว้ ทำให้เขามีความระแวงต่อสตรี เขาจึงรู้สึกว่าสตรีทั่วแผ่นดินล้วนไม่อาจเชื่อถือได้

        นางพูดเองแท้ๆ ว่าจะฆ่าตัวตาย แต่กลับทำให้พี่ใหญ่ของพวกเขาเกือบเสียชีวิตลง

        เดิมเขาก็มีนิสัยเถรตรงอยู่แล้ว ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจในตัวนาง

        และความไม่พอใจนี้ก็ส่งต่อไปยังสตรีทั่วแผ่นดิน

        เมื่อได้ยินที่พ่อบ้านสามกล่าวออกมา พ่อบ้านสองก็พยักหน้าอย่างแรง “ก็จริง”

          จากนั้นก็เสมองไปทางอื่น โดยตั้งใจที่จะไม่มองไปทางเซียวซู่ซู่

        ฮวาฉือก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยใจ สำหรับเรื่องซูฉีฉี เขากลับไม่ได้รู้สึกโกรธแค้น ในทางกลับกัน เขาก็รู้สึกนับถือนางเป็นอย่างมาก ต้องเป็นสตรีเช่นใดกันถึงจะยังคงมีสีหน้าราบเรียบ กระทั่งเรียกได้ว่ามีสีหน้าเฉยเมยในเหตุการณ์เช่นนั้นได้

        อีกทั้งยังสามารถใช้เพียงเข็มเดียวบีบให้ตนต้องถอยทัพไปอย่างไม่มีทางเลือกได้

        นอกจากความนับถือแล้ว ที่มีมากกว่าคือความชื่นชม

        โดยเฉพาะประโยคนั้นที่ซูฉีฉีเอ่ยขึ้น ทำให้เขาจำไว้ขึ้นใจ ไม่มีวันลืม

        และสำหรับเซียวซู่ซู่ที่อยู่เบื้องหน้าของตน เขาเพียงแต่ชื่นชมในความงามของนาง แต่ว่าความงามเช่นนี้ก็ยังคงไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้ เพราะว่าเมื่อหลายเดือนก่อน ในใจของเขาก็ถูกจองโดยสตรีอีกนางหนึ่งแล้ว

        ต่อให้สตรีผู้นั้นจะสิ้นลมหายใจจนซากศพกลายเป็นเถ้าธุลีแล้วก็ตาม

        เหลยอวี๊เฟิงนั้นมองเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะการปรากฏตัวของเซียวซู่ซู่ ก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เขาตั้งใจให้คนช่วยแต่งตัวให้เซียวซู่ซู่เป็นอย่างดี เพื่อให้ความงามของนางปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดมากขึ้น

        เพื่อที่จะให้เฝินเหวินเสียสมาธิ

        เพราะเขาก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า เซียวซู่ซู่จะสามารถเอาชนะเฝินเหวินได้อย่างแน่นอน

        แต่ว่าเขาจำเป็นต้องเอาเจียวเหว่ยที่อยู่ในมือของฮวาฉือมาครอบครองให้ได้

        “ทุกท่าน คนผู้นี้คือคุณหนูเล็กสกุลเซียวที่ข้าได้เชิญมาให้ประลองฝีมือกับคุณชายเฝิน” จนกระทั่งเซียวซู่ซู่นั่งลงอยู่ด้านหน้าของแท่นวางพิณแล้ว เหลยอวี๊เฟิงถึงจะลุกขึ้นและแหงนหน้าพลางตะโกนออกมาเสียงดัง

        สำหรับสกุลเซียวนั้น คนของต้าเยียนไม่ค่อยรู้จักพวกเขาเท่าใดนัก

        เพราะฉะนั้น หลังจากที่เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยเสร็จ ด้านล่างก็เกิดเสียงซุบซิบขึ้นอีกครั้ง

        ทุกคนเริ่มทำการคาดเดาเกี่ยวกับฐานะของเซียวซู่ซู่

        ทางเฝินเหวินเองก็ขมวดคิ้วของตนน้อยๆ ก่อนจะกวาดตามองเซียวซู่ซู่แวบหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าโฉมหน้าที่งดงามเช่นนี้ เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ว่าท่วงท่าและบารมีเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อน

        ทำให้อดไม่ได้ที่จะมองนางอีกครั้งหนึ่ง

        เขารู้สึกว่าท่าทางของนางช่างดูคุ้นเคยเสียเหลือเกิน

        และเซียวซู่ซู่เองก็เลิกตาขึ้นมองไปทางเขา ริมฝีปากบางกระดกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ

        ยิ้มนั้น เป็นรอยยิ้มที่เป็นมิตร

        จากนั้น สีหน้าของเฝินเหวินก็นิ่งค้างไป ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงอีกครั้ง ไม่มองไปที่นางอีก

        “คนผู้นี้ก็คือหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เฝินเหวิน” เหลยอวี๊เฟิงได้ทำการแนะนำเฝินเหวินให้กับทุกคนอีกครั้ง

        เชาไม่ได้พูดว่าเฝินเหวินนั้นเป็นราชาแห่งพิณ แต่กลับแนะนำเขาจากอีกสถานะหนึ่งซึ่งก็คือหมอเทวดา

        นี่ก็ทำให้คนที่อยู่ด้านข้างของฮวาฉือรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ว่า นี่ก็เป็นความจริงเช่นกัน เฝินเหวินนั้นเป็นหมอเทวดาจริงๆ

        ใครบ้างไม่รู้ความจริงเรื่องนี้กัน

        “เอาล่ะ สำหรับกฎของการแข่งขันในวันนี้…”

          เมื่อบรรยากาศโดยรอบก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลยอวี๊เฟิงจึงเอ่ยเข้าเรื่องสำคัญ วันนี้เหลยอวี๊เฟิงมีท่าทางสง่างาม และในขณะเดียวกันก็มีความกระฉับกระเฉงของชายหนุ่ม เขาสวมชุดคลุมตัวยาวสีขาว ชายเสื้อโบกสะบัดไปมาตามสายลม ประกอบกับใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดและรอยยิ้มที่เบิกบาน ทำให้เขาดูเหมือนเซียนที่มาจุติบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน

        แน่นอนว่า ที่สำนักเหลย เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ

        “กฎของการแข่งขันควรให้ผู้ที่อยู่ในที่แห่งนี้เป็นคนกำหนด” ไม่รอให้เหลยอวี๊เฟิงพูดจบ ฮวาฉือกลับลุกขึ้น เขาหุบพัดในมือของตนอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำออกมาทีละคำ

        สีหน้ายังคงเรียบเฉยเช่นเดิม

        ก่อนจะกวาดตาไปมองเซียวซู่ซู่แวบหนึ่ง

        เขารู้ว่า ซูฉีฉีที่อยู่ในตำหนักอ๋องติ้งเป่ยโหวเคยเอาชนะเฝินเหวินมาก่อน

        ทว่าเขาไม่เชื่อ ว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้ยังจะสามารถเอาชนะเฝินเหวินได้

        อีกทั้งการที่เขาต้องการให้ผู้ที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดเป็นคนกำหนดกฎการแข่งขัน ก็เพื่อที่จะสร้างความลำบากให้กับเซียวซู่ซู่

        “เรื่องนี้…” เหลยอวี๊เฟิงกลับมีท่าทีลังเลอยู่บ้างขณะเลิกตาขึ้นมองไปทางเซียวซู่ซู่

         เขาเชื่อในฝีมือการดีดพิณของเซียวซู่ซู่ แต่ว่ากฎของการแข่งขันมากำหนดในตอนนี้ ถือว่ามีความยากลำบากอยู่มากนัก

        เพราะถึงอย่างไรฝีมือการดีดพิณของเฝินเหวินก็โด่งดังเป็นที่เลื่องลืออยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเขายังมีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน จึงทำให้ไม่ว่าการแข่งขันจะยากสักเพียงใดก็คงจะไม่ยากสำหรับเขา

        แต่ว่าเซียวซู่ซู่ ถึงอย่างไรเสียอายุของนางก็ยังน้อย

        เกรงว่านางจะไม่อาจปรับตัวและรับมือได้ทัน

        เพราะฉะนั้นเวลานี้ เขาจึงลังเลไม่อาจตัดสินใจได้ และยิ่งมีความรู้สึกกังวลมากขึ้นด้วย

        แต่ว่าเซียวซู่ซู่กลับไม่ได้สนใจเท่าใดนัก แม้ว่านางจะไม่เคยเผชิญกับเหตุการณ์ใหญ่ๆ อะไรมามากนัก แต่นางกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

        ไม่ว่าจะแข่งขันเช่นไร นางก็เชื่อมั่นในฝีมือการดีดพิณของตน

        “ไม่เป็นไร” เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงมองมาทางตน เซียวซู่ซู่ก็เอ่ยเบาๆ ออกมาประโยคหนึ่ง นางมีสีหน้ามั่นใจและราบเรียบ ประหนึ่งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน

        แต่กลับทำให้นางดูสง่างามและสูงส่ง

        และความสูงส่งเช่นนี้เหมือนกับว่านางมีมาตั้งแต่เกิดก็มิปาน

        บารมีเช่นนี้กลับกดฝ่ายตรงข้ามลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ

        เซียวซู่ซู่ยืนอยู่ด้านหน้าแท่นวางพิณ ชุดผ้าโปร่งสีม่วงของนางพลิ้วไหวไปตามสายลม เหมือนกับว่านางกำลังยืนอยู่ในหมอกจางๆ ก็ไม่ปาน คางของนางเชิดขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ผมยาวสลวยทิ้งตัวลงดุจน้ำตกที่กำลังรินไหลลงมาจากภูเขาสูง

        น้ำเสียง ท่าทางและบุคลิกเช่นนั้นทำให้ฮวาฉืออดไม่ได้ที่จะหันไปมองนางอีกครั้ง

        ความรู้สกคุ้นเคยแผ่กระจายออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้เขานึกถึงซูฉีฉีที่เขาเคยพบแค่ครั้งเดียวเมื่อหลายเดือนก่อน

        นอกจากใบหน้าแล้ว ทุกอย่างช่างเหมือนกันเหลือเกิน

        และแน่นอนว่า เซียวซู่ซู่ในตอนนี้มีความสง่างามที่ดูเด่นชัดมากกว่าซูฉีฉีในตอนนั้น ตอนนั้นซูฉีฉีเองก็ดูสง่างาม แต่ว่าในความสง่างามนั้นกลับแฝงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่จางๆ

        และนั่นเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจที่แผ่กระจายออกมาจากด้านในของนางที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจปกปิดมันได้

        เพียงเพราะรูปโฉมของนางไม่โดดเด่น เพียงเพราะว่านางไม่เป็นที่รักใคร่ตั้งแต่เล็ก เพียงเพราะว่านางถูกมองว่าเป็นเหยื่อสังเวย…

        เฝินเหวินเองก็เลิกตาขึ้นมองเซียวซู่ซู่ด้วยแววตาราบเรียบอีกครั้ง ก่อนจะถูกความเชื่อมั่นในตนเองของนางกระแทกเข้าที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาอย่างแรง

        เขากระตุกมุมปากขึ้นและพยักหน้าน้อยๆ คู่แข่งเช่นนี้ เขารู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมาก

        “ได้” เมื่อเซียวซู่ซู่เอ่ยเช่นนี้ เหลยอวี๊เฟิงเองก็พยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้น พี่น้องทั้งหลายที่อยู่ในที่แห่งนี้ ทุกคนลองปรึกษากันดูว่าต้องการจะแข่งขันอย่างไร”

          เขาเองก็บอกให้ตนเองเชื่อในเซียวซู่ซู่ เพียงเพราะว่านางมีสีหน้าราบเรียบปรากฏขึ้นบนใบหน้า

        “อืม เช่นนี้ ไม่สู้ให้พวกเขาแข่งขันด้วยเพลง ‘พื้นเมือง’ ที่เลืองชื่อของต้าเยียน”

          เสียงหนึ่งดังออกมาจากกลุ่มคน

        เมื่อประโยคนี้เอ่ยขึ้น ก็ดึงดูดสายตาของทุกคนในทันที

        ‘พื้นเมือง’ เป็นเพลงที่ยากที่สุดของต้าเยียน เพราะไม่เพียงแต่มันจะมีความยาวมาก อีกทั้งอารมณ์ในเพลงยังมีหลายรูปแบบ การบรรเลงต้องแสดงถึงความรู้สึกของทั้งสี่ฤดูออกมาได้ โดยเริ่มจากฤดูใบไม้ผลิไปฤดูร้อน และจากฤดูร้อนไปฤดูใบไม้ร่วง จากฤดูใบไม้ร่วงไปฤดูหนาว สุดท้ายจากฤดูหนาวก็กลับมาฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง โดยจำเป็นต้องบรรเลงออกมาให้ได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นของดอกไม้ที่ผลิบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และยังต้องบรรเลงอารมณ์ที่สื่อถึงความเหน็บหนาวและเยือกเย็นของช่วงฤดูหนาวได้อีกด้วย…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม