0 Views

        เซียวเอินและเหลยอวี๊เฟิงไม่ได้เดินเข้าไปในเรือน แต่กลับยืนฟังเสียงพิณนิ่งๆ อยู่ไม่ไกลนัก

        กลับเป็นเพลง ‘คืนสรท ณ วังฮั่น’

          หลังจากเพลงนี้จบลง เซียวซู่ซู่กลับไม่ได้ลุกขึ้นยืนทันที

        ทว่าด้านนอกกลับมีเสียงปรบมือของเหลยอวี๊เฟิงดังขึ้น ก่อนที่เขาจะก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาด้านใน “เป็นเพลงที่ไพเราะจริงๆ”

          ตอนนี้ เมื่อเซียวซู่ซู่เห็นเหลยอวี๊เฟิงและเซียวเอินก้าวเข้ามา สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานสีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติดังเดิม เมื่อเห็นทุกอย่างในที่แห่งนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะหยิบชิงเจวี่ยขึ้นมาดีดบรรเลงทั้งที่ตัวนางยังไม่ได้ทำการพักผ่อนเสียด้วยซ้ำ

        เดิมนางคิดว่าจะไม่มีใครมารบกวนนาง แต่ตอนนี้กลับเห็นเหลยอวี๊เฟิงเดินเข้ามา ทำให้นางจำต้องลุกขึ้นมาย่อเข่าทำความเคารพเขาอย่างมีมารยาท “เจ้าสำนักเหลย กล่าวชมเกินไปแล้ว”

          ท่าทางของนางนิ่งเฉยและเย็นชาเป็นอย่างมาก

        เสมือนว่านางจงใจทำตัวออกห่างจากผู้คน

        นิสัยเช่นนี้ เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกไม่ชอบใจจริงๆ แต่ว่าเวลานี้ เขากลับไม่มีเวลามาสนใจสิ่งเหล่านั้นให้มากนัก เขาจึงเดินไปหยุดตรงเบื้องหน้าของเซียวซู่ซู่ ให้ระยะห่างของทั้งสองคนห่างกันเพียงก้าวเดียว “คุณหนูเล็กสกุลเซียว ท่านจะฟังคำแนะนำสักประโยคของข้าได้หรือไม่?”

        ด้วยท่าทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

        “เชิญกล่าว” เซียวซู่ซู่กลับเอ่ยตอบด้วยท่าทางที่ห่างเหิน

        “วันแข่งขันคุณหนูเล็กสกุลเซียวคิดว่าจะบรรเลงเพลงใดหรือ?” และในขณะที่เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยขึ้น สายตาของเขาก็หันไปมองชิงเจวี่ยในมือของนางแวบหนึ่ง แวบนั้นก็ทำให้เขาต้องเกิดอาการตกตะลึง

        เพราะพิณนั้นกลับเป็นถึงราชาของพิณทั้งปวง ‘ชิงเจี่ยว’

        เขาได้มีท่าทางเสียมารยาทออกมาอย่างเห็นได้ชัด

        เพราะสายตาของเขาได้จับจ้องไปที่เซียวซู่ซู่อย่างไม่วางตา

        กระทั่งว่าเซียวซู่ซู่ตอบอะไรกลับมา เขาก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น

        เซียวเอินที่อยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ เขาไม่ค่อยเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เหลยอวี๊เฟิงมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเช่นนี้

        แต่เซียวซู่ซู่ค่อนข้างจะรู้จักคนผู้นี้เป็นอย่างดี เขาจะต้องมีท่าทีเช่นนี้เพราะว่าสนใจพิณในมือของนางอย่างแน่นอน

        คนผู้นี้ลุ่มหลงในพิณเป็นอย่างมาก ไม่ว่าใครที่รู้จักต่างก็รู้ดีทั้งนั้น

        “เจ้าสำนักเหลย…” เซียวซู่ซู่เอ่ยเรียกออกมาเบาๆ

        ก่อนที่จะยื่นพิณในมือไปให้กับเซียวเอินเพื่อเป็นการบอกเขาให้ยกพิณเข้าไปเก็บ

        แต่สายตาของเหลยอวี๊เฟิงกลับขยับไปตามชิงเจี่ยวในมือของเซียวซู่ซู่ เขาจ้องมองมันตาไม่กระพริบ

        เซียวซู่ซู่ที่เดิมกำลังอารมณ์ย่ำแย่นั้น ตอนนี้ก็เหลือไว้เพียงความรู้สึกเหนื่อยใจ กระทั่งรู้สึกจนปัญญา ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรกับเหลยอวี๊เฟิงจึงจะดี

        นางไม่เคยเห็นผู้ใดเป็นเช่นนี้ ลุ่มหลงและคลั่งไคล้จริงๆ

        จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นโบกไปมาอยู่ด้านหน้าระดับสายตาของเหลยอวี๊เฟิง เพื่อให้เขาละสายตาจากเซียวเอินและละสายตาจากชิงเจี่ยวที่เขากำลังจับจ้องอยู่

        เหลยอวี๊เฟิงนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะดึงสติของตัวเองกลับมาได้

        แล้วเขาจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าของตนคือเซียวซู่ซู่ที่มีสีหน้าเหนื่อยใจ นางอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว ผมยาวสลวยของนางถูกปล่อยให้แผ่กระจายอยู่ด้านหลัง

        เหลยอวี๊เฟิงเองก็รู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง ตอนนี้เขาไม่รู้จะทำสีหน้าเช่นไรดี

        จึงฉีกยิ้มอย่างร่าเริงออกมา เหลยอวี๊เฟิงในตอนนี้กลับมีท่าทางเหมือนเด็กอายุสามขวบ “คุณ คุณหนูเล็กสกุลเซียว…”

        จากนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก

        “อืม” เซียวซู่ซู่กระแฮ่มออกมาเบาๆ “เมื่อครู่เจ้าสำนักเหลยถามข้าว่าเวลาแข่งขันคิดจะบรรเลงเพลงอะไร ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักเหลยมีบทเพลงในใจอยู่แล้วหรือไม่?”

        เพื่อไม่ให้บรรยากาศต้องกลับมาอึดอัดอีก เซียวซู่ซู่จึงได้แต่ต้องเอ่ยถึงหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ขึ้นมาพูดคุยอีกครั้ง

        เหลยอวี๊เฟิงกลอกตารอบหนึ่ง การตอบสนองของเขาช้าไปสามวินาที จากนั้นสีหน้าของเขาถึงจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง “ใช่ๆๆ”

        ในน้ำเสียงมีความเคอะเขินอยู่บ้าง

        เสียงที่เอ่ยตอบก็ติดๆ ขัดๆ อยู่เล็กน้อย

        “เช่นนั้นคือเพลงอะไรหรือ?” เซียวซู่ซู่ไม่มีเวลามาสนใจอารมณ์ของตนเองอีก ตอนนี้นางเพียงแต่สนใจท่าทางอันน่าขันของเหลยอวี๊เฟิงเท่านั้น

        นางอยากหัวเราะ แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเอาไว้

        ตอนนี้ อารมณ์ของนางก็รู้สึกเบิกบานขึ้นมากแล้ว

        “คืนสรท ณ วังฮั่น”

        สติของเขายังกลับมาไม่เต็มที่นัก ทำให้เขาเอ่ยโพล่งออกมาโดยที่ยังไม่ได้ผ่านการครุ่นคิด

        ทำให้เซียวซู่ซู่เบิกตาโต

        จ้องเขาไปด้วยสายตาเหลือเชื่อ

        คืนสรท ณ วังฮั่น เป็นเพียงแค่เพลงที่นางเอามาใช้ซ้อมฝีมือเท่านั้น

        “อืม ก็คือเพลงนี้ ใช่แล้ว” เหลยอวี๊เฟิงมองไปทางเซียวซู่ซู่ที่ตอนนี้มีสีหน้าบิดเบี้ยวเพราะพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ ทำให้สติของเขากลับมาแจ่งแจ้งอีกครั้ง จึงเอ่ยขึ้นมาอย่างจริงจัง

        พลางยกมือขึ้นเกาหัวด้วยท่าทางเก้อเขิน

        ท่าทางดูใสซื่อเป็นอย่างยิ่ง

        เหลยอวี๊เฟิงที่เป็นเช่นนี้ เซียวซู่ซู่เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก

        นางก้มหน้าลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อืม คืนสรท ณ วังฮั่นก็ดีเหมือนกัน”

        จากนั้นก็เอ่ยถามต่อด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ข้าอยากจะรู้ว่า คู่แข่งคือใคร?”

        เมื่อเห็นเซียวซู่ซู่มีสีหน้าเช่นนี้ เหลยอวี๊เฟิงเองก็ควบคุมอารมณ์ของตนเองและเอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจังเช่นกัน “เฝินเหวิน”

        การที่ฮวาฉือสามารถเชิญเฝินเหวินมาแข่งได้ก็ทำให้เหลยอวี๊เฟิงปวดหัวเป็นอย่างมากแล้ว ตอนนั้นเขาหวังจริงๆ ว่าซูฉีฉีจะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

        เพราะว่ามีเพียงซูฉีฉีเท่านั้นที่จะมีความสามารถพอที่จะแข่งขันฝีมือการดีดพิณกับเฝินเหวินได้

        แต่ว่า เขาก็นึกถึงเซียวซู่ซู่ขึ้นมาได้

        เมื่อได้ยินว่าเป็นคู่แข่งเก่า ใจของเซียวซู่ซู่ก็สงบลงมาก เฝินเหวิน พวกเราจะได้พบกันอีกแล้ว

        หวังว่า เขายังคงสบายดีเหมือนเช่นเคย

        สำหรับเฝินเหวิน เซียวซู่ซู่ยังคงรู้สึกซาบซึ้งใจต่อเขาอยู่

        ตอนแรกหากไม่ใช่เพราะเฝินเหวิน นางคงจะต้องตายที่ใต้หุบเขาขาดสะบั้นไปแล้วเป็นแน่

        ตอนนี้เมื่อย้อนนึกกลับไป นางถึงจะคิดได้ว่าคนชุดดำที่มาลอบสังหารนางในตอนนั้นจะต้องเป็นคนที่ฮวาเชียนจือส่งมาอย่างแน่นอน

        ตั้งแต่ตนเหยียบเข้าประตูใหญ่ของตำหนักอ๋องก็ได้สร้างความเคียดแค้นให้กับฮวาเชียนจือแล้ว ต่อให้นางอาศัยอยู่ที่โรงซักล้าง ฮวาเชียนจือก็จะไม่ปล่อยนางไว้อย่างแน่นอน คิดๆ ดูแล้วสตรีผู้นั้นช่างมีจิตใจโหดร้าเสียจริงๆ

        “ที่แท้ก็เป็นเขา” เซียวซู่ซู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ด้วยท่าทีประหนึ่งว่าไม่เห็นคนผู้นั้นอยู่ในสายตาก็มิปาน

        ทำให้เหลยอวี๊เฟิงถึงกับต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง

        “พวกท่าน…รู้จักกันหรือ?”

        เซียวซู่ซู่ส่ายศีรษะ พลางกระดกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ “ไม่รู้จัก”

        จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ท่านแน่ใจนะว่าจะให้บรรเลงเพลงคืนสรท ณ วังฮั่น?”

        ในน้ำเสียงมีความแคลงใจแฝงอยู่ด้วย

        “แน่ใจ ขอเพียงวันนั้นท่านสามารถบรรเลงออกมาได้อย่างเช่นความรู้สึกในวันนี้ก็พอ” เหลยอวี๊เฟิงนั้นคลั่งไคล้ในพิณเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเขาเองได้ศึกษาเกี่ยวกับเสียงพิณมาแล้วอย่างลึกซึ้งเช่นกัน

        สำหรับเสียงพิณเมื่อครู่ของเซียวซู่ซู่ เขารู้สึกว่ามันเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาทั้งชีวิต

        และเท่าที่เขารู้ถึงฝีมือการดีดพิณของเฝินเหวิน เขาก็มั่นใจว่าเพลงเมื่อครู่ของเซียวซู่ซู่จะต้องเหนือกว่าอย่างแน่นอน

        ต้องคว้าชัยชนะมาได้แน่

        ความรู้สึก…

        เซียวซู่ซู่ก็ยังมีความลังเลอยู่บ้าง เมื่อครู่เขากำลังคิดถึงคนผู้นั้นทำให้บรรเลงความรู้สึกเช่นนั้นออกมาได้

        “หรือไม่ ท่านตัดใจเองก็ได้” เมื่อเห็นเซียวซู่ซู่มีท่าทีลังเล เหลยอวี๊เฟิงเองก็เกิดความลังเลขึ้นมาเช่นกัน เขาเองก็รู้ว่า บางครั้งอารมณ์ก็ปรากฏขึ้นได้เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

        เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เหลยอวี๊เฟิงก็หันไปเห็นเซียวเอินที่ผลักประตูออกมาหลังจากเก็บชิงเจี่ยวเข้าไปในห้องแล้ว จึงรีบก้าวไปหาเขาพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม “คุณชายเซียว หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว พวกเราก็ไปพูดคุยกันต่อเถิด”

        จากนั้นเขาก็ไม่สนว่าเซียวเอินจะรู้สึกไม่เห็นด้วยหรือไม่ยินยอม เขาก็ก้าวไปด้านหน้าและคว้าแขนของเซียวเอินให้เดินไปด้วยกันทันที

        เขารู้สึกว่าตนไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้ากับเซียวซู่ซู่เท่าใดนัก

        ต่อหน้าสตรีผู้นี้ เขามักจะรู้สึกถูกนางกดไว้อยู่เสมอ

        เมื่อเห็นเหลยอวี๊เฟิงจากไปด้วยท่าทีเหมือนกำลังหลบหนีนาง เซียวซู่ซู่ก็ขมวดคิ้วของตนแน่น นางรู้สึกว่านิสัยเช่นนี้ของตนไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของคนเท่าใดนัก และนี่ก็เป็นคำพูดที่ม่อเวิ่นเฉินเคยเอ่ยกับนางเช่นกัน

        เพลงคืนสรท ณ วังฮั่น เซียวซู่ซู่ก็ทำการฝึกซ้อมมันครั้งแล้วครั้งเล่า

        เสียงเพลงอันโศกเศร้าก็ค่อยๆ โอบล้อมสำนักเหลยเอาไว้

        เวลาเจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายวันมานี้ เซียวซู่ซู่ทำเพียงแค่ฝึกซ้อมพิณอยู่ในเรือนเท่านั้น ไม่ได้ออกไปที่ไหนเลย เพราะนางกลัว กลัวว่าจะเจอสิ่งที่นางรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดีมากจนเกินไป

        ที่แท้ นางเกิดใหม่อีกครั้งก็ยังคงเปราะบางและอ่อนแออยู่ดี

        เพราะนางกลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับชีวิต

        ไม่กล้าเผชิญหน้ากับอดีต

        วันแข่งขันมาถึงแล้ว

        เช้ามืด พ่อบ้านเหลยเผิงก็ได้นำสาวใช้จำนวนมากมาแต่งตัวให้เซียวซู่ซู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ว่ากลับไม่ได้ใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปนัก เพียงแค่ใช้ผ้าสีม่วงเรียบๆ เส้นหนึ่งรวบผมยาวของนางเอาไว้ครึ่งหนึ่ง และปล่อยผมอีกครึ่งหนึ่งให้พาดยาวผ่านหัวไหล่ของนาง เพื่อเพิ่มความสูงส่งและสง่างามให้กับตัวนาง

        และทำให้บารมีที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของเซียวซู่ซู่เด่นชัดมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ความงามดุจเซียนหญิงของนางฉายชัดมากขึ้นเช่นกัน

        ภายในสวนด้านหลังสำนักเหลย ได้มีการจัดเวทีไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนล้วนมาถึงแล้วแต่บรรยากาศกลับเงียบสงบเป็นอย่างมาก

        เฝินเหวินเองก็นั่งอยู่ด้านหน้าแท่นวางพิณด้วยสีหน้าที่ราบเรียบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีไพลิน ดูเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับผิวพรรณขาวใสและใบหน้าที่หล่อเหลาที่แฝงด้วยลักษณะของบัณฑิตอยู่เล็กน้อย ทว่าบุคลิกจอมยุทธ์ของเขากลับเด่นมากกว่า ผมยาวถูกรวบขึ้นเหนือศีรษะทำให้เขาดูเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน

        ทว่าเขากลับไม่มีบุคลิกดั่งผู้ชำนาญด้านวิชาแพทย์

        นิ้วมือเรียวยาววางทาบอยู่ที่หัวเข่าทั้งสองข้าง ขณะที่กำลังนั่งขัดสมาธิรออยู่เงียบๆ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม