0 Views

        ระยะห่างระหว่างเหลยอวี๊เฟิงและเซียวซู่ซู่มีเพียงสิบกว่าก้าวเท่านั้น แต่ว่าเวลานี้ เหลยอวี๊เฟิงกลับรู้สึกว่าเซียวซู่ซู่นั้นห่างไกลจากตนเสียเหลือเกิน เขารับรู้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างนั้นของนาง

        สตรีผู้นี้เป็นอะไรไปกันแน่?

          เขาไม่ได้ลงจากหลังม้าแต่ทำเพียงแค่มองนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น มองดูสีหน้าที่แต่เดิมราบเรียบของเซียวซู่ซู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว

        จากนั้น ความรู้สึกอ่อนแอ ไร้ทางสู้ก็กระจายออกมาจากตัวของนาง

        เมื่อคิดถึงตอนนั้นที่งานชมดอกฉยงฮวา ท่าทางของนางนั้นช่างสง่างามและองอาจถึงเพียงนั้น ประหนึ่งว่าไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาทั้งสิ้น

        ต่อให้ตอนนั้นที่เซียวมี่เข้าวังไปลาออกจากตำแหน่งแล้วเขาได้เดินทางไปหานาง นางก็ยังคงมีดูสง่างาม ไม่สามารถถูกผู้ใดข่มขู่หรือคุกคามได้

        แต่อนนี้ กลับมีท่าทีเช่นนี้ได้

        เซียวเอินเองก็รู้สึกได้ถึงความไม่ปกติ เขารีบก้าวไปด้านหน้าเพื่อพยุงเซียวซู่ซู่ก่อนจะยกมืออีกข้างหนึ่งมาทาบที่หน้าผากของนาง แม้ว่าท่าทางจะดูสนิทสนมไปบ้างแต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นพี่ชายของนาง

        ต่อให้เหลยอวี๊เฟิงจะรู้สึกขัดหูขัดตาอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจว่ากล่าวอะไรได้

        พ่อบ้านเหลยเผิงเองก็คิดอยากจะก้าวไปด้านหน้า แต่กลับถูกเซียวเอินยกมือห้ามเอาไว้

        “น้องเล็ก เจ้าเป็นอะไรไป?” เซียวเอินได้พยุงครึ่งร่างของเซียวซู่ซู่ให้ยืนได้อย่างมั่นคงแล้วจึงค่อยเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงที่แผ่วเบา “เป็นเพราะตลอดทางมาเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปใช่หรือไม่?”

          ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

        ตลอดทางมา อารมณ์ของเซียวซู่ซู่ก็ไม่ค่อยปกตินัก เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างเด่นชัดก็เท่านั้น

        แต่เมื่อถึงสำนักเหลย นางกลับมีท่าทางประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่างก็มิปาน

        แน่นอนว่าทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา

        เมื่อเซียวซู่ซู่ที่ร่างกายเย็บเฉียบ หัวสมองว่างเปล่านั้นรู้สึกได้ถึงมืออุ่นๆ ของเซียวเอินที่ทาบมาบนหน้าผากของตน สีหน้าที่นิ่งค้างของนางก็ค่อยๆ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สติของนางก็ค่อยๆ กลับคืนมา

        แต่ดวงตายังคงจ้องมองไปทางเหลยอวี๊เฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าที่ห่างไปไม่ไกลนัก

        ภาพที่แต่เดิมพร่าเลือนก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

        ความหนักอึ้งในใจของนางก็ค่อยๆ มลายหายไป

        นางพิงตัวอยู่บนไหล่ของเซียวเอิน ขณะที่หันหน้าไปด้านข้าง มองดูสีหน้าเป็นกังวลของเขา นางถึงจะรู้สึกตัวว่านางคือเซียวซู่ซู่ ไม่ใช่ซูฉีฉี การมาครั้งนี้เป็นการเดิมพันธ์ชะตาชีวิตของทุกคนในสกุลเซียว

        นางจะมีท่าทางอ่อนแอและเปราะบางเช่นนี้ได้อย่างไร

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็ดีขึ้นมาก อาการหนาวเย็นจนไร้ความรู้สึกเมื่อครู่ก็ได้หายไปแล้ว

        ความอ้างว้างเดียวดายก็ได้ถูกฝังไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ

        เซียวซู่ซู่ส่ายศีรษะ ก่อนจะพยายามฉีกยิ้มขึ้นพลางยกมือขึ้นไปจับแขนของเซียวเอินเพื่อพยุงตัวเองเอาไว้ “พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไร แค่รู้สึกเหนื่อยบ้างเล็กน้อย”

          จากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านหน้า มุ่งไปทางเหลยอวี๊เฟิง

        ฝีเท้าของนางช้าไปอยู่บ้างแต่กลับไม่ได้ดูไร้สติไร้วิญญาณเหมือนเมื่อครู่นี้แล้ว

        เมื่อรู่ นางดูเหมือนตุ๊กตาที่ไร้วิญญาณก็ไม่ปาน

        การเปลี่ยนแปลงของเซียวซู่ซู่ล้วนประจักษ์แก่สายตาของทุกคน เหลยอวี๊เฟิงเองก็สังเกตเห็นมันอย่างชัดเจน

        เหลยอวี๊เฟิงทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเบาๆ มิได้เอ่ยอะไรออกมา และเมื่อเห็นว่านางเดินตรงมาทางเขา เขาก็พพลิกตัวลงจากหลังม้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูเล็กสกุลเซียว ในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที”

        รอยยิ้มบนใบหน้ามีความเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง

        ต่อหน้าสาวงาม เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ

        และตอนนี้ เขายิ่งตั้งใจให้มันเป็นเช่นนี้

        “ขออภัยที่ให้เจ้าสำนักเหลยรอนานแล้ว” เซียวซู่ซู่ไม่มีอารมณ์มาหยอกล้อกับเขา และนางเองก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบล้อเล่น จึงทำเพียงแค่ย่อตัวทำความเคารพกลับไป

        นี่ก็ทำให้เหลยอวี๊เฟิงรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง

        นับวันเขายิ่งรู้สึกว่าบุคลิกและท่าทางเช่นนี้ของเซียวซู่ซู่นั้นเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

        ซูฉีฉีในอดีต ก็เป็นเช่นนี้กระมัง

        ก่อนที่ความรู้สึกอับจนปัญญาจะพุ่งทะยานขึ้นในหัวใจของเขาอีกครั้ง

        เขารู้สึกว่าสตรีที่น่าเบื่อเช่นนี้ ก็คงมีแต่บุรุษที่น่าเบื่ออย่างม่อเวิ่นเฉินเท่านั้นจึงจะยอมรับได้

        หลังจากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะเบาๆ ให้ตนเองเลิกมีความคิดเป็นอื่นเกี่ยวกับเซียวซู่ซู่ผู้นี้

        เป็นความจริงที่สตรีที่มีความสามารถเก่งกาจเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่รู้สึกหวั่นไหว รวมถึงเหลยอวี๊เฟิงเองก็เช่นกัน

        แต่ในเวลานี้ เขากลับรู้สึกว่าสำหรับหญิงงามผู้นี้เขาคงมีบุญแต่ไร้วาสนาเสียแล้ว

        “เชิญทางนี้” เหลยอวี๊เฟิงที่รู้สึกเบื่อหน่ายจึงทำได้เพียงแค่ผายมือออก ก่อนจะเอียงตัวไปด้านข้างเพื่อให้เซียวซู่ซู่และเซียวเอินเดินนำไปก่อนก้าวหนึ่ง

        ด้านหน้าห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็มีคนรับใช้ของสำนักเหลยหามเกี้ยวรออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้เซียวซู่ซู่นั้นถือเป็นแขกผู้มีเกียรติของเหลยอวี๊เฟิงเลยก็ว่าได้

        เพราะว่าเจียวเหว่ย เขาจะต้องคว้ามันมาครองให้ได้

        ผู้ติดตามเซียวซู่ซู่และเซียวเอินมีเพียงสาวใช้คนหนึ่งเท่านั้น และในตอนนี้นางเองก็ได้ก้าวลงมาจากรถม้าอีกคันหนึ่ง และสิ่งที่นางกำลังอุ้มไว้ในมือตอนนี้ก็คือพิณชิงเจี่ยว

        แต่ว่า ชิงเจี่ยวในมือของนางกลับถูกผ้าแพรสีเหลืองห่อเอาไว้อย่างดี ทำให้ไม่มีใครเห็นหน้าตาที่แท้จริงของมัน

        แน่นอนว่า ต่อให้เป็นเช่นนี้ เหลยอวี๊เฟิงก็ยังคงสามารถรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของพิณตัวนี้ สายตาของเขาก็พลางจับจ้องไปที่สาวใช้ผู้นั้น

        เขานึกไม่ถึงจริงๆ ว่าสกุลเซียวจะมีสมบัติล้ำค่าถึงเพียงนี้

        คิดดังนั้นพลางพลิกตัวขึ้นขี่ม้าของตนอีกครั้งด้วยท่วงท่าที่สง่างาม เขาเองก็รู้ว่าครั้งนี้เซียวซู่ซู่เองก็ได้ทำการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี

        แม้ว่าความหวังในตอนแรกจะถูกพังทลายไปบ้าง และความสนใจในตัวเซียวซู่ซู่ก็ลดลงไปไม่น้อย แต่ว่าสำหรับฝีมือการดีดพิณของเซียวซู่ซู่แล้ว เขาก็ยังคงรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก และเรื่องเมื่อครู่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเขาลดน้อยลงไปแม้แต่นิด

        สำหรับพิณแล้ว เขารู้สึกชื่นชอบมันจริงๆ โดยความรู้สึกชื่นชอบนี้เกิดมาจากกระดูกภายในร่างกายของเขา

        เพราะฉะนั้น เขาถึงหลงใหลในเจียวเหว่ยอย่างไม่รู้ลืมถึงเพียงนี้ และแน่นอนว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้ทำเพื่อให้ตนเองได้ครอบครองเจียวเหว่ย แต่เขาทำเพื่อม่อเวิ่นเฉิน

        การเข้ามาที่สำนักเหลยอีกครั้ง ทำให้เซียวซู่ซู่ต้องพยายามเป็นอย่างมากในการควบคุมสติอารมณ์ของตนเอง ไม่ให้นางเกิดความรู้สึกเครียดหรือกดดันขึ้นมาในหัวใจ เพราะหากเป็นอย่างนี้ต่อไป นางเกรงว่าตนเองจะพ่ายแพ้ต่อการแข่งขันในครั้งนี้

        และนางก็ไม่อาจแพ้ได้

        ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางยาวนานไปถึงสามวันสามคืน จึงเหลือเพียงเจ็ดวันที่จะให้เซียวซู่ซู่คุ้นเคยกับบรรยากาศที่แห่งนี้

        และเหลยอวี๊เฟิงก็ไม่รู้ว่า ที่นี่เซียวซู่ซู่นั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี คุ้นเคยจนนางไม่คิดอยากจะเหยียบย่างเข้ามาอีก

        ครั้งนี้ นางไม่ได้พบกับเหลยอวี่เหยา แม้ว่าสาวน้อยผู้นั้นจะไม่ได้เป็นมิตรนัก แต่อย่างน้อยก็รู้จักยั้งมื้อทันเวลา และไม่ได้เป็นเหมือนฮวาเชียนจือที่ทำทุกวิถีทางโดยไม่สนอะไรเพื่อจัดการกับนางครั้งแล้วครั้งเล่า

        และสุดท้าย เหลยอวี่เหยาและซูฉีฉีก็เรียกได้ว่าเป็นกึ่งสหายกันไปแล้ว

        แค่เพียงเพราะความอดสูที่ซูฉีฉีได้ประสบ

        ตอนนั้นเหลยอวี่เหยาคิดจริงๆ ว่าความสัมพันธ์ของม่อเวิ่นเฉินและซูฉีฉีนั้นไม่ธรรมดา

        แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่เซียวซู่ซู่ถูกแทงทะลุหัวใจ ทำให้เหลยอวี่เหยายิ่งเชื่อในคำพูดของซูฉีฉีในตอนแรกมากยิ่งขึ้น

        และไม่เพียงแต่เหลยอวี่เหยาที่เชื่อ ทุกคนในแผ่นดินนี้ล้วนเชื่อว่าซูฉีฉีเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งสำหรับม่อเวิ่นเฉินเท่านั้น หลังจากที่ใช้ประโยชน์เสร็จแล้วก็สามารถทอดทิ้งได้อย่างไม่ไยดี อีกทั้งยังมีจุดจบที่น่าอเนจอนาถถึงเพียงนั้น

        เหลยอวี๊เฟิงได้สั่งให้คนจัดห้องพักให้กับเซียวซู่ซู่แล้ว ตอนนี้นางมีเสื้อคลุมตัวบางคลุมไหล่ไว้อยู่ มือกำลังอุ้มชิงเจี่ยวเอาไว้ขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ทิศทางอันไกลโพ้น

         ความจริงแล้วนางไม่ได้มองอะไรอยู่ เพียงแค่กำลังเหม่อลอยเท่านั้น

        เรือนรับรองแห่งนี้อยู่ทางทิศใต้สุดของสำนักเหลย มีความเงียบสงบเป็นอย่างมาก ในเวลาทั่วไปมักไม่มีคนย่างก้าวเข้ามา และตอนนี้เหลยอวี๊เฟิงยิ่งออกคำสั่งกำชับทุกคนไม่ให้ผู้ใดไปรบกวนเซียวซู่ซู่อีกด้วย

        เพราะฉะนั้น เรือนรับรองที่ใหญ่โตเช่นนี้ มีเพียงเซียวซู่ซู่ยืนอยู่คนเดียวเงียบๆ

        ไม่รู้ว่านางอุ้มพิณไว้นานแค่ไหนแล้ว แต่นางกลับไม่รู้สึกว่าหนักหรือเมื่อยล้าแม้แต่น้อย

        และทางเซียวเอินก็ได้ถูกเหลยอวี๊เฟิงเชิญไปห้องโถงด้านหน้าแล้ว

        แต่ว่า ต่อให้เขาอยู่ที่นี่ เขาเองก็ไม่รู้จะปลอบประโลมเซียวซู่ซู่อย่างไรดี

        ความผิดปกติของเซียวซู่ซู่ทำให้เขาไม่รู้จะทำตัวเช่นไรดี

        เพราะถึงอย่างไรสกุลเซียวและสกุลเหลยก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อยามที่น้องสาวของตนได้มาเหยียบที่สถานที่แห่งนี้แล้ว จึงมีการตอบสนองเช่นนั้นออกมา

        หลังจากที่ลมเย็นๆ พัดผ่านมา ทำให้เซียวซู่ซู่ที่ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าใดแล้วเริ่มสั่นสะท้านด้วยความเหน็บหนาว ทำให้สติของนางเองก็ค่อยๆ กลับคืนมา

        นางค่อยๆ วางชิงเจี่ยวไว้บนแท่นพิณ ก่อนจะจัดการเครื่องแต่งกายและผมเพ้าของตนให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยๆ นั่งลง นิ้วมือเรียวยาวลากผ่านสายพิณเบาๆ ก่อนที่เสียงไพเราะจะดังสะท้อนออกมา

        และแผ่กระจายไปจนสุดขอบฟ้า

        แต่เหลยอวี๊เฟิงที่อยู่ห้องโถงด้านหน้ากลับนิ่งค้างไป เพราะว่าความเศร้าโศกที่อัดแน่นในเสียงพิณนั้นฟังดูน่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

        มือที่ถือถ้วยน้ำชาไว้ทาบริมฝีปากเตรียมจะดื่มลงไปก็ค้างอยู่ตรงนั้น ขณะที่คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเบาๆ พลางหันไปมองทางเรือนที่อยู่ทิศใต้ของสำนัก

        เซียวเอินเองก็รู้สึกถึงความโศกเศร้าที่แฝงอยู่ในเสียงพิณนั้น ความเจ็บปวดเช่นนั้นเหมือนกับว่ามันถูกส่งตรงมาจากด้านในของกระดูก

        เซียวเอินรีบวางแก้วชาของตนลง “เจ้าสำนักเหลย ข้าคงต้องขอตัวก่อนแล้ว”

        เขาเอ่ยขึ้นพลางก้าวเดินออกไปด้านนอก

        เหลยอวี๊เฟิงเองก็วางถ้วยชาลงและรีบก้าวเดินตามไปด้วยความงุนงงเล็กน้อย “ข้าไปพร้อมกับท่านดีกว่า”

        เซียวเอินไม่ได้เอ่ยตอบ ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น น้องสาวผู้นี้ของเขาเป็นอะไรไปกันแน่ นางที่สลบไสลมาเป็นเวลาหลายปีเช่นนี้ นอกจากภัยอันตรายที่สกุลเซียวกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ นางก็ไม่น่าจะมีเรื่องราวใดๆ ให้เศร้าโศกหรือกังวลใจ เช่นนั้นเหตุใดนางจึงบรรเลงเสียงพิณเช่นนี้ออกมาได้

        “น้องสาวของท่านมีเรื่องในใจ” เหลยอวี๊เฟิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “เหมือนจะเป็นเช่นนั้น” เซียวเอินเองก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำเช่นไรดี

        เขาไม่อยากให้อารมณ์ของเซียวซู่ซู่ได้รับความสะเทือนใจใดๆ แต่ว่าความปลอดภัยครั้งนี้ของสกุลเซียวนั้นก็ล้วนขึ้นอยู่กับนางแล้ว

        “แต่ว่า เสียงพิณเช่นนี้กลับยิ่งสามารถสะเทือนอารมณ์ของผู้ฟังได้เป็นอย่างดี” เหลยอวี๊เฟิงนั้นกลับไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แย่ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขารู้สึกว่าเสียงพิณเช่นนี้ไม่ใช่ว่าใครก็จะสามารถบรรเลงออกมาได้

        ต้องมีบรรยากาศ ความสามารถและก็อารมณ์เช่นนี้จริงๆ จึงจะทำได้!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด :  https://bit.ly/2MGbkiF

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/905

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม